Showing posts with label มงคลชีวิต. Show all posts
Showing posts with label มงคลชีวิต. Show all posts

Friday, June 17, 2011

มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๕ )



สามเณร เดินต่อไป เห็นช่างศร กำลังเอาลูกศรลนไฟ เล็งดูด้วยหางตา แล้วดัดให้ตรง จึงเรียนถามพระเถระด้วยความอยากรู้ ตามประสาเด็กอายุ ๗ ขวบ ที่มีบารมีแก่กล้า เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ตรึกธรรมะไปว่า ถ้าสามารถดัดลูกศรที่ไม่มีจิต ให้ตรงได้ ทำไมหนอ คนซึ่งมีจิตแท้ๆ จึงไม่สามารถบังคับจิตของตนเองได้"










มงคลที่ ๖

ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๕ )

ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่แก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งอิฐผลใดๆ อิฐผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพไม่มีประมาณ เป็นบุคคลอจินไตยเกินกว่าการนึกคิดคาดเดาของมนุษย์และเทวา กว่าพระองค์จะมีพุทธานุภาพที่ไม่มีใครเทียบได้นี้ ต้องสร้างบารมีมาอย่างน้อย ๒๐ อสงไขย กับอีก ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสร้างบารมี ไม่เคยย่อท้อแม้แต่ภพชาติเดียว พระมหากรุณาของพระองค์ในการที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน นั้น กว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าจักรวาล เราทั้งหลายจึงควรยึดพระองค์เป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม และให้หมั่นตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธคุณอันไม่มีประมาณ แล้วตั้งใจสร้างบารมีตามอย่างพระองค์ ด้วยการหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน คือ เข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้กันทุกคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิธิกัณฑสูตร ว่า

"ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งอิฐผลใดๆ อิฐผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นอธิบดี ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่ สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชา แห่งเทวดาในหมู่ทิพย์ อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ มนุษยสมบัติ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้ เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ความที่พระโยคาวจร เมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อม คือ มิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว"

บุญนิธิ หมายถึง ขุมทรัพย์อันประเสริฐ ที่อำนวยผลทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ บุญที่สั่งสมไว้มากๆ จะกลายเป็นทะเลบุญ คอยหนุนนำเราให้ประสบความสุขและความสำเร็จ บางท่านอาจสงสัยว่า บุญนิธินี้ฝังไว้ตรงไหน สามารถขุดมาใช้ได้อย่างไร มองเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนขุมทรัพย์ทั่วๆ ไปได้ไหม

บุญไม่ใช่เป็นเพียงคำกล่าวในเชิงนามธรรมอย่างเดียว เมื่อใดเราทำใจหยุดใจนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ จะไปรู้ไปเห็นได้ว่าบุญนั้นมีลักษณะเป็นดวงกลมๆ ใสๆ เรียกว่าดวงบุญ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกๆ คน ดวงโตบ้าง ดวงเล็กบ้าง ตามแต่กำลังบุญของแต่ละคน และในกลางดวงบุญนั้น มีสมบัติทั้งหลาย ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน คือ มีสมบัติทั้งที่เป็นโลกิยทรัพย์ และอริยทรัพย์ซ้อนอยู่ในกลางดวงบุญ สายสมบัติจะเชื่อมโยงมาที่กลางกายนั้น

บางคนสายสมบัติยาว บางคนสายสมบัติสั้น บางคนขาดตอนเป็นช่วงๆ สายสมบัติมาจากต้นแหล่งแห่งบุญที่อยู่ลึกๆ ละเอียดๆ ในภพอันวิเศษ มาเชื่อมโยงที่กลางกาย เมื่อสายสมบัติเชื่อมโยงติดแน่น จะดึงดูดสมบัติหยาบในเมืองมนุษย์มาให้เราใช้สร้างบารมี อย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ถ้าสายสมบัติเชื่อมติดกับกลางกายแล้ว มนุษย์จะพรั่งพร้อมด้วยสมบัติทั้งหลาย เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ เมื่อปรารถนาสิ่งที่ดี ย่อมจะสมความปรารถนาในทุกครั้ง

*เหมือนอย่างบัณฑิตสามเณร ผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เยาว์วัย เพราะอาศัยบุญที่ได้สั่งสมไว้อย่างดีแล้วในอดีต วันนี้เรามาติดตามเรื่องราวของท่านในตอนอวสาน ครั้นหนูน้อยบัณฑิตมีอายุได้ ๗ ขวบ บุญในตัวกระตุ้นเตือนให้หนูน้อยอยากออกบวช เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อปรารภอยากบวชกับมารดา มารดาก็อนุโมทนาบุญด้วย และได้พาหนูน้อยไปมอบถวายแด่พระสารีบุตรเถระ

หนูน้อยบัณฑิตได้บรรพชาเป็นสามเณร ท่านฝึกตนเองอยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๘ ของการบวช ขณะที่สามเณรบัณฑิตกำลังเดินบิณฑบาตตามหลังพระเถระอยู่นั้น ได้เห็นเหมืองแห่งหนึ่ง จึงเรียนถามพระสารีบุตรว่า "สิ่งนี้เขาเรียกว่าอะไร มีไว้ทำอะไรครับ"
พระสารีบุตรตอบว่า "เขาเรียกว่าเหมือง มีไว้สำหรับไขน้ำเข้าไปในนาข้าว"
สามเณรถามต่อว่า "น้ำมีจิตไหมครับ"
พระเถระ ตอบว่า น้ำไม่มีจิตหรอก สามเณร"

สามเณรเกิดความคิดว่า "ถ้าคนทั้งหลายไขน้ำซึ่งไม่มีจิต เข้าไปสู่ที่ที่ตนปรารถนา แล้วทำการงานได้ เหตุไฉนคนซึ่งมีจิตแท้ๆ จึงไม่สามารถบังคับจิตตนเองได้"
สามเณรเดินต่อไป เห็นช่างศร กำลังเอาลูกศรลนไฟ เล็งดูด้วยหางตา แล้วดัดให้ตรง จึงเรียนถามพระเถระด้วยความอยากรู้ ตามประสาเด็กอายุ ๗ ขวบ ที่มีบารมีแก่กล้า เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ตรึกธรรมะไปว่า ถ้าสามารถดัดลูกศรที่ไม่มีจิต ให้ตรงได้ ทำไมหนอ คนซึ่งมีจิตแท้ๆ จึงไม่สามารถบังคับจิตของตนเองได้"

ครั้นสามเณรเดินต่อไป เห็นช่างไม้กำลังถากไม้ เพื่อทำกำกง และดุมเกวียน จึงเรียนถามพระเถระว่า "เขาถากไม้เพื่อทำอะไรกันครับ"
พระเถระตอบว่า "เขาถากไม้เพื่อทำล้อเกวียน"
สามเณรถามต่อว่า "แล้วไม้เหล่านั้นมีจิตไหมครับ"
เมื่อรู้ว่า ไม้ไม่มีจิต ก็ขบคิดขึ้นมาว่า "ถ้าคนทำท่อนไม้ที่ไม่มีจิต ให้เป็นล้อได้ แล้วทำไม คนผู้มีจิตจึงไม่สามารถบังคับจิตตนเองได้"
เมื่อสามเณรได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการฝึกจิตเช่นนั้น จึงได้กราบเรียนพระเถระว่า "กระผมจะขอ กลับวัดไปก่อน"
พระสารีบุตรรู้ถึงจุดมุ่งหมายของสามเณร จึงอนุญาตให้กลับก่อน เมื่อสามเณรกลับถึงที่พักแล้ว ได้ตั้งใจนั่งสมาธิ(Meditation)อยู่ในห้องตามลำพัง และด้วยเดชของสามเณร ทิพยอาสน์ของท้าวสักกะเกิด อาการร้อนขึ้นมา พระองค์ใคร่ครวญดู รู้ว่า บัณฑิตสามเณรถวายบาตรแด่พระอุปัชฌาย์แล้วเดินทางกลับ ด้วยตั้งใจว่า "จักปฏิบัติสมณธรรม" จึงตรัสเรียกท้าวมหาราชทั้งสี่มาสั่ง ให้ไปไล่นกกาที่ร้องจอแจอยู่ใกล้วิหารให้หนีไป แล้วอารักขาให้ดี และตรัสบอกจันทเทพบุตรให้ไปฉุดรั้งมณฑลพระจันทร์ไว้ ฝ่ายสุริยเทพบุตรให้ไปฉุดรั้งมณฑลพระอาทิตย์ไว้ ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปประทับยืนอารักขาอยู่ที่ประตูวิหารนั้น แม้เสียงใบไม้ร่วงก็ไม่มี ทั่วบริเวณเงียบสนิท เหมาะต่อการทำใจหยุดใจนิ่งยิ่งนัก

ฝ่ายพระสารีบุตรได้บิณฑบาตไปถึงบ้านของอุปัฏฐากท่านหนึ่ง วันนั้นอุปัฏฐากได้ปลาตะเพียนมาหลายตัว จึงนำมาปรุงเป็นอาหาร เมื่อเห็นพระเถระมามีความยินดี จึงนิมนต์ให้ท่านรับบิณฑบาต ถวายข้าวยาคู และข้าวคลุกปลาตะเพียน หลังจากพระเถระฉันภัตตาหารแล้ว ได้นำอาหารส่วนที่เป็นของสามเณรกลับมาที่พัก

เมื่อสามเณรเจริญภาวนา มีจิตตั้งมั่นหยั่งลงสู่สมาธิ ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ขณะที่กำลังทำใจหยุดในหยุดเข้าไปเรื่อยๆ นั้น พระบรมศาสดาทรงรู้เรื่องราวของสามเณรโดยตลอด จึงได้เสด็จไปดักรอพระสารีบุตร และตรัสถามปัญหา ๔ ข้อ เพื่อถ่วงเวลา เพราะทรงเกรงว่า จะไปกระเทือนการบรรลุธรรมขั้นสูง ของสามเณร ขณะพระเถระแก้ปัญหาที่พระพุทธองค์ตรัสถามทั้งหมด สามเณรก็ได้บรรลุอรหัตผลในขณะนั้นเอง

เราจะเห็นว่า ขณะผู้มีบุญมีบารมีกำลังทำความเพียร ผู้รู้ทั้งหลายต้องมาอำนวยความสะดวก คอยปกปักรักษา ไม่ให้สิ่งใดมาเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ชีวิตในสังสารวัฏของคนๆ หนึ่ง กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต คือ การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องอาศัยกำลังบุญอย่างมาก เมื่อมีบุญมาก การทำสิ่งใดย่อมจะสำเร็จทุกอย่าง เหมือนอย่างมหาทุคตะผู้เคยเป็นคนยากจนมา ก่อน แต่ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต เขาเริ่มต้นทำความดีจนผลแห่งความดีนั้นปรากฏ ในที่สุดได้สำเร็จมรรคผลเป็นอัศจรรย์ เพราะบุญกุศลที่ได้ทำไว้อย่างดี ด้วยใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ จึงมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล ส่งผลให้สมปรารถนาในทุกสิ่ง คือ ได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต

เพราะฉะนั้น อย่าได้ดูเบาในการสั่งสมบุญ แม้เป็นบุญเล็กบุญน้อยให้ทำต่อไป ทำด้วยใจที่หยุดนิ่งใสบริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นบุญจากการให้ทาน รักษาศีลหรือเจริญภาวนา ให้ทำไป พร้อมๆกัน เพราะบุญคือเพื่อนแท้ที่ติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง เป็นสมบัติที่เราสามารถนำติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ เมื่อเราเข้าใจเรื่องของบุญเช่นนี้แล้ว อย่ามัวให้ความสำคัญกับการ ทำมาหากิน เพียงอย่างเดียว ต้องสั่งสมบุญบารมีไปด้วย ต้องให้ความสำคัญกับชีวิตในสัมปรายภพ ซึ่งเป็นชีวิตที่ยาวนานกว่าภพปัจจุบันนี้มาก ดังนั้นเราต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจสั่งสมบุญให้เต็มที่ และนั่งสมาธิให้ได้ทุกๆ วัน ให้มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกกันทุกคน
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
*มก. บัณฑิตสามเณร เล่ม ๔๑ หน้า ๓๓๑

ที่มา
http://buddha.dmc.tv/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99/mongkol02-25.html

มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๔ )



ฝ่ายมหา ทุคตะกลับจากวิหารเห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนั้น บังเกิดมหาปีติ ขนลุกไปทั่วสรรพางค์ ปลื้มใจว่า ฝนรัตนะ ๗ ประการ ตกเพราะพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ รวมทั้งบุญญานุภาพที่ตัวได้ทำในวันนี้ จากนั้นเขารีบไปยังราชสำนัก พลางกราบทูลพระราชาว่า "บ้านของข้าพระองค์เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ขอพระองค์ทรงให้ราชบุรุษนำเกวียนไปขนทรัพย์นั้นมาเถิด พระเจ้าข้า"









มงคลที่ ๖

ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๔ )


ทายกก่อนแต่จะให้ทาน เป็นผู้ดีใจ
กำลังให้ทานอยู่ ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส
ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ นี้เป็นยัญสมบัติิ

เราเกิดมาภพหนึ่งชาติหนึ่ง ต้องตั้งใจสั่งสมบุญบารมีให้ เต็มเปี่ยม ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นพระบรมโพธิสัตว์ กำลังสั่งสมบารมีอยู่นั้น พระองค์มิได้หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ต้องสละทรัพย์ อวัยวะ หรือแม้กระทั่งชีวิต พระองค์ไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด คิดแต่เพียงว่า เกิดมาภพชาติหนึ่ง ต้องสั่งสมบุญบารมีให้เต็มเปี่ยม เพื่อให้ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราก็เช่นเดียวกัน แม้มีอุปสรรคมาขัดขวางหนทางการสร้างบารมี จงอย่าหวั่นไหว ให้มีใจมุ่งมั่นและก้าวไปสู่จุดหมายปลายทาง เราย่อมจะพบกับความสำเร็จอย่างแน่นอน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทานสูตร ว่า


"ปุพฺเพว ทานา สุมโน ททํ จิตฺตํ ปสาทเย
ทตฺวา อตฺตมโน โหติ เอสา ยญฺญสฺส สมฺปทาฯ
วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห อนาสโว
เขตฺตํ ยญฺสฺส สมฺปนฺนํ สญฺตา พฺรหฺมจาริโนฯ
สยํ อาจรยิตฺวาน ทตฺวา สเกหิ ปาณิภิฯ
อตฺตโน ปรโต เจโส ยญฺโญ โหติ มหปฺผโลฯ
เอวํ ยชิตฺวา เมธาวี สทฺโธ มุตฺเตน เจตสา
อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลกํ ปณฺฑิโต อุปปชฺชติ

ทายกก่อนแต่จะให้ทาน เป็นผู้ดีใจ กำลังให้ทานอยู่ ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ นี้เป็นยัญสมบัติ ปฏิคาหกผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คือ ท่านผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ ย่อมเป็นเขตที่ถึงพร้อมแห่งยัญ ทายกต้อนรับปฏิคาหกด้วยตนเอง ถวายทานด้วยมือตนเอง ยัญนั้นย่อมมีผลมาก เพราะตน (ทายกผู้ให้ทาน) และเพราะผู้อื่น (ปฏิคาหก) ทายกผู้มีปัญญา มีศรัทธาเป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่ ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มีความเบียดเบียนŽ

ผู้มีปัญญาแท้จริง ไม่ใช่วัดกันที่เชาว์ปัญญาในการศึกษาเล่าเรียน หรือความรู้ความสามารถในการทำงานเท่านั้น สิ่งนี้เป็นเพียงความรู้ที่ทำให้ติดอยู่ในโลก แต่เขาวัดกันตรงที่ใครมีปัญญาช่วยตนเองให้รอดพ้นจากภัยทั้งหลาย ทั้งภัยในโลกนี้และภัยในสังสารวัฏ ไม่พลัดตกไปในอบายภูมิ สามารถดำรงชีวิตอยู่แต่ในสุคติภูมิ และสร้างความดีได้อย่างเต็มที่ คนที่เกิดมาแล้ว ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทำแต่บุญกุศล หมั่นทำใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ จนได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง

ผู้มีปัญญาไม่จำกัดว่าต้องเป็นชนชั้นสูง หรือมียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้น คนที่ยากจน หรือไม่ได้รับการศึกษา แต่หากรู้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า เป็นต้น ไม่มีความตระหนี่อยู่ในใจ ไม่ประมาทในชีวิต มุ่งหน้าทำความดีอย่างไม่ลดละ ก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีปัญญาฉลาดในการสร้างกุศลธรรม เหมือนอย่างวิถีชีวิตของมหาทุคตะ ที่จะได้ศึกษากันต่อในตอนนี้

อันที่จริงแล้ว มหาทุคตะนั้นเคยเป็นเศรษฐีในภพชาติก่อนๆ แต่เพราะประมาทในชีวิต เรียกว่ารวยแล้วประมาท ไม่ให้ทาน ทำให้ในภพชาตินี้ต้องกลายเป็นคนยากจนอนาถา เป็นชนชั้นต่ำ อาศัยได้กัลยาณมิตรชักชวนให้ทำบุญ ทำให้เกิดกุศลจิต ประกอบกับมีปัญญาสามารถสอนตนเองได้ จึงโชคดีได้ทำบุญถูกหลักวิชชา ดังที่หลวงพ่อได้ ยกพุทธพจน์ขึ้นมากล่าวข้างต้น คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ มีจิตเลื่อมใส วัตถุทานของท่านนั้นบริสุทธิ์ ปฏิคาหก คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บริสุทธิ์ ผลบุญอันยิ่งใหญ่ไพศาลจึงบังเกิดขึ้น ในปัจจุบันทันตาเห็น

*ครั้งกˆอนได้กล่าวถึงตอนที่มหาทุคตะ มีโอกาสถวาย ภัตตาหารแด่ พระบรมศาสดา ซึ่งกว่าจะได้ทำบุญครั้งนี้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ เมื่อเสร็จภัตกิจได้ตามไปส่งเสด็จที่พระวิหาร ส่วนพระอินทร์ก็เสด็จกลับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใน ขณะนั้น สิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครคาดฝันพลันบังเกิดขึ้น ฝนรัตนะ ๗ ประการ ตกลงมาเต็มบ้าน จนล้นออกมานอกบ้าน ภายในบ้านไม่มีที่ว่างเลย ภรรยาของมหาทุคตะต้องจูงลูกๆ ออกไปยืนอยู่ข้างนอก

ฝ่ายมหาทุคตะกลับจากวิหารเห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนั้น บังเกิดมหาปีติ ขนลุกไปทั่วสรรพางค์ ปลื้มใจว่า ฝนรัตนะ ๗ ประการ ตกเพราะพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ รวมทั้งบุญญานุภาพที่ตัวได้ทำในวันนี้ จากนั้นเขารีบไปยังราชสำนัก พลางกราบทูลพระราชาว่า "บ้านของข้าพระองค์เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ขอพระองค์ทรงให้ราชบุรุษนำเกวียนไปขนทรัพย์นั้นมาเถิด พระเจ้าข้า"

พระราชาทรงอัศจรรย์ในทานที่มหาทุคตะถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เกิดผลบุญทันตาเห็น ทรงส่งเกวียน ๑,๐๐๐ เล่ม ไปขนสมบัติมาเทลงที่พระลานหลวง กองทรัพย์ได้สูงประมาณเท่าต้นตาล พระราชารับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกัน พลางตรัสถามว่า "ในเมืองนี้ มีใครมีทรัพย์มากถึงเพียงนี้บ้าง" ชาวเมืองทูลว่า "ไม่มี พระเจ้าข้า" พระราชาเห็นว่า สมบัติเหล่านี้ เป็นของมหาทุคตะที่ได้มาด้วยบุญ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นมหาเศรษฐีประจำเมือง

พระราชาได้ตรัสบอกสถานที่ที่จะสร้างบ้านใหม่ให้กับเศรษฐีคนใหม่ ซึ่งสถานที่ตรงนั้นเคยเป็นบ้านของเศรษฐีเก่าคนหนึ่ง ขณะที่เศรษฐีใหม่เข้าไปดูพื้นที่ และคนงานกำลังแผ้วถางพื้นที่ให้เรียบนั้น หม้อทรัพย์ได้ผุดแออัดยัดเยียดกันขึ้นมา สร้างความแตกตื่นและอัศจรรย์ใจให้กับคนงาน และท่านเศรษฐีใหม่เป็นอย่างยิ่ง พระราชารับสั่งว่า "หม้อทรัพย์เกิดเพราะบุญของเธอนั่นเอง เพราะฉะนั้นเธอจงเป็นเจ้าของขุมทรัพย์ เหล่านั้นเถิด"
เศรษฐีใหม่ปลูกบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่า วิถีชีวิตใหม่ได้เริ่มขึ้น จากที่เคยยากจนอนาถาก็กลายมาเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความ ตระหนักในบุญว่า เป็นที่พึ่ง เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุข และความสำเร็จทุกอย่าง เขาจึงไม่ประมาทเหมือนภพชาติในอดีตอีก ได้ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขตลอด ๗ วัน และตั้งใจมั่นว่า จะไม่ขอจนข้ามชาติอีกต่อไป ได้บำเพ็ญบุญถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ รวมไปถึงคนยากจนอนาถา ที่มาขอพึ่งพาอาศัยจนตลอดชีวิต เมื่อละโลกไปแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง

ในสมัยพุทธกาล ท่านได้จุติจากสวรรค์ ถือกำเนิดในครรภ์ธิดาคนโตของตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในกรุงสาวัตถี ทันทีที่หมู่ญาติรู้ว่า ธิดาคนโตตั้งครรภ์แล้ว ได้นำเครื่องบำรุงครรภ์มามอบเป็นบรรณาการมากมาย การแพ้ครรภ์ ของนางเป็นไปเพื่อบุญกุศล คือ อยากถวายทานแด่ภิกษุ ๕๐๐ รูป โดยมีท่านพระสารีบุตรเป็นประธาน ถวายภัตตาหารที่ปรุงด้วยปลาตะเพียน เมื่อภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จ นางจึงค่อยรับประทานทีหลัง จากนั้นอาการแพ้ท้องจึงค่อยระงับไป ต่อมาในงานมงคลอื่นๆ เช่น วันคลอด วันโกนจุก วันนุ่งผ้าใหม่ เมื่อนางปรารภเหตุแล้ว ได้ถวายสังฆทานแด่ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ทุกครั้งไป

เมื่อเด็กคลอดออกมา มารดาของเด็กได้ขอร้องให้พระสารีบุตรเถระ ช่วยตั้งชื่อให้ พระเถระถามว่า "วันที่ทารกน้อยเกิดนั้น มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษบ้าง"
มารดาของเด็กตอบว่า "ท่านผู้เจริญ ตั้งแต่เด็กคนนี้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของดิฉัน คนในบ้านนี้ ที่ปัญญาอ่อน หรือพูดไม่รู้เรื่อง ก็กลายเป็นคนฉลาด"
พระเถระจึงตั้งชื่อให้ว่า หนูน้อยบัณฑิต อีกทั้งมารดาของเด็กเชื่อว่า ลูกของนาง ต้องเป็นผู้มีบุญมาเกิดอย่างแน่นอน จึงตั้งใจว่า เมื่อโตขึ้น หากลูกชายอยากครองเรือน ก็จะไม่ขัดข้อง และหากปรารภอยากบวชก็จะอนุโมทนา หนูน้อยบัณฑิตจะได้เป็นมหาเศรษฐีประจำเมือง หรือจะเป็นอะไร ต้องติดตามในตอนต่อไป

เราจะเห็นว่า การถวายทานด้วยเจตนาอันแรงกล้า ด้วยปัญญาที่ผ่องแผ้ว ด้วยใจที่เบิกบานผ่องใส และได้ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ทานที่ถวาย จะให้ผลทันตาเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ ดังตัวอย่างข้างต้น แสดงว่าการทำบุญถูกเนื้อนาบุญ เป็นสิ่งสำคัญมาก แม้ปัจจุบันเราไม่มีโอกาสทำบุญกับพระพุทธเจ้า แต่พวกเราทั้งหลายก็ยังนับว่าโชคดี ที่มีภิกษุสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทานของเรา ดังนั้นในช่วงเข้าพรรษานี้ ให้หมั่นสั่งสมบุญกุศล ด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ทำกันให้เต็มที่ ให้เป็นพรรษาแห่งมหากุศล และเป็นพรรษาแห่งการบรรลุธรรมของพวกเราทุกๆ คน
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

*มก. บัณฑิตสามเณร เล่ม ๔๑ หน้า ๓๒๙

ที่มา

http://buddha.dmc.tv/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99/mongkol02-24.html

มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๓ )


พระองค์ ทรงรับอาราธนา แล้วประทานบาตรแก่มหาทุคตะ มหาทุคตะรับบาตรไปด้วยความดีใจ เสมือนหนึ่งได้มหาสมบัติจักรพรรดิ น้ำตาไหลอาบแก้ม ด้วยความปลาบปลื้มปีติยินดี แม้พระราชามหาอำมาตย์ จะอ้อนวอน ขอบาตร หรือต่อรองขอซื้อบาตร ด้วยราคาเป็นแสน เขาก็ไม่ยอมขาย เพราะมหาทุคตะเป็นผู้มีปัญญา เห็นว่าบุญเท่านั้นที่จะเป็นสมบัติติดตัวไปได้ ทั้งในภพนี้และภพเบื้องหน้า จึงไม่ยอมยกบุญนี้ให้แก่ใคร









มงคลที่ ๖

ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๓ )

บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ไม่ควรท้อถอย
ควรมุ่งหมายจนกว่าจะประสบความสำเร็จ


ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่โลกผันผวนอยู่ตลอดเวลา มนุษย์กำลังประสบปัญหารุม เร้ารอบด้าน จนทำให้เกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย สับสนในชีวิต หมดกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป ในภาวะเช่นนี้ หากมีใครสักคนที่เข้าใจ และคอยให้กำลังใจ ก็จะทำให้ความรู้สึกดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง ใครสักคนที่ว่านั้น มิใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ดังนั้นบุคคลที่จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุดก็คือ ตัวของเราเอง ไม่ควรคิดว่า เรื่องนั้นเป็นปัญหา ทุกปัญหาล้วนมีวิธีแก้ไข ฉะนั้นปัญหาจึงมีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม ขอ เพียงเราเดินออกจากปัญหา และทำจิตใจให้สงบ ก็จะพบทางออก ถ้าเรารู้จักคำว่า หยุด ชีวิตย่อมจะพบความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ ใจหยุดนิ่งจะทำให้พบหนทางสว่าง ที่จะนำพาเราไปสู่อิสรเสรี เป็นตัวของตัวเอง และได้เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ คือ พระนิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬชนกชาดก ว่า

"วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ไม่ควรท้อถอย
ควรมุ่งหมายจนกว่าจะประสบความสำเร็จ"

อัธยาศัยอย่างหนึ่งของพระบรมโพธิสัตว์ที่น่าศึกษา คือ เมื่อท่านตัดสินใจทำอะไรแล้ว จะไม่ย่อท้อ หากไม่สำเร็จเป็นไม่เลิกลา จะไม่ตามใจกิเลส เพราะรู้ว่ากิเลสคือสิ่งที่ชักจูงใจให้ตกต่ำ ต้องเวียนวนอยู่ในมหาสมุทรแห่งทุกข์ใน สังสารวัฏ ไม่สามารถข้ามขึ้นสู่ฝั่งพระนิพพานได้ เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงทรงสั่งสอนให้พุทธสาวกมีความเพียรไม่ลดละ เพราะคนจะล่วงพ้นจากทุกข์ได้เพราะความเพียร หากย่อหย่อนแล้ว ความสำเร็จที่ตั้งไว้จะไกลออกไป แม้การสั่งสมบุญก็ต้องมีความเพียร มีใจจดจ่อ ไม่ย่อท้อเมื่อเจออุปสรรค

อุปสรรค นอกจากแปลว่า สิ่งขวางกั้นการทำความดีของเราแล้ว นักปราชญ์ยังให้ไว้อีกนัยหนึ่งว่า อุปสรรค แปลว่า เข้าใกล้สวรรค์ ใกล้ความสุขและความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อพบเจออุปสรรค ก็ให้ดีใจเถิดว่า เราใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว

สำหรับตอนนี้ เรามาติดตามเรื่องราวของมหาทุคตะ ผู้ไม่ย่อท้อในการทำความดีกันต่อ ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงมหาทุคตะเสียใจที่ผู้นำบุญมัวแต่สาละวนจนหลงลืม ทำให้เขาไม่มีเนื้อนาบุญไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ทว่าผู้นำบุญได้ชี้ทางสว่างให้ว่า อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ พระบรมศาสดาทรงเป็นผู้อนุเคราะห์คนยากคนจน ขอให้ไปทูลอาราธนาพระพุทธองค์เถิด

*วันนั้น พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นมหาทุคตะเข้ามาในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่า มหาทุคตะคิดจะเลี้ยงพระ ได้ตั้งใจทำงานรับจ้างเพื่อทำบุญ แต่ว่ามหาทุคตะจะไม่ได้เลี้ยงพระ เนื่องจากคนที่มาบอกบุญลืมแบ่งพระให้ มีแต่เราตถาคตเท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งของมหาทุคตะในครั้งนี้ เมื่อทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงทำสรีรกิจแต่เช้าตรู่ แล้วเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ประทับนั่งรอคอยเวลาที่จะสงเคราะห์ มหาทุคตะ

ฝ่ายมหาทุคตะ เมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว ได้มุ่งหน้าไปสู่พระคันธกุฎี ซึ่งมีทั้งพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมทั้งเหล่ามหาเศรษฐีทั้งหลาย ที่กำลังรอคอยรับบาตรจากพระบรมศาสดา ทุกท่านต่างพูดห้ามปรามมหาทุคตะว่า "เวลานี้ ไม่ใช่เวลามาขออาหาร เจ้าจงออกไปเสียก่อน"
เพราะที่ผ่านมา เคยเห็นแต่มารอคอยรับอาหารที่เหลือหลังจากพระฉันเสร็จแล้ว มหาทุคตะตอบว่า ข้าพระองค์ไม่ได้มาขออาหาร แต่มาเพื่อถวายบังคมพระบรมศาสดาต่างหาก" เขาซบศีรษะลงที่ธรณีพระคันธกุฎี ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ พลางกราบทูลเสียงดังว่า "ผู้ที่ยากจนกว่าข้า พระองค์ ในเมืองนี้ไม่มีอีกแล้ว พระเจ้าข้า ขอพระองคŒทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด ขอทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด"

ธรรมดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอนุเคราะห์ชนทุกชั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทรงรับอาราธนา แล้วประทานบาตรแก่มหาทุคตะ มหาทุคตะรับบาตรไปด้วยความดีใจ เสมือนหนึ่งได้มหาสมบัติจักรพรรดิ น้ำตาไหลอาบแก้ม ด้วยความปลาบปลื้มปีติยินดี แม้พระราชามหาอำมาตย์ จะอ้อนวอน ขอบาตร หรือต่อรองขอซื้อบาตร ด้วยราคาเป็นแสน เขาก็ไม่ยอมขาย เพราะมหาทุคตะเป็นผู้มีปัญญา เห็นว่าบุญเท่านั้นที่จะเป็นสมบัติติดตัวไปได้ ทั้งในภพนี้และภพเบื้องหน้า จึงไม่ยอมยกบุญนี้ให้แก่ใคร
บุญใหญ่นี้ไม่ใช่ของสาธารณะสำหรับคนทั่วไป จึงตอบปฏิเสธว่า "สิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่สุดในเวลานี้คือบุญ แม้เอาทรัพย์สมบัติมากองเท่าภูเขา ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการ" เมื่อมหาทุคตะไม่ให้บาตรกับใคร ก็ไม่มีผู้ใดสามารถมายื้อแย่งเอาบาตรที่พระบรมศาสดาทรงประทานให้ได้

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ทรงดำริว่า มหาทุคตะ แม้เขาจะเอาทรัพย์มาล่อ ก็ไม่ยอมให้บาตรของพระศาสดาแก่ใคร ช่างมีใจเด็ดเดี่ยวจริงหนอ ถ้าอย่างไร หลังจากมหาทุคตะถวายไทยธรรมแล้ว เราจึงจะทูลอาราธนาพระบรมศาสดาไปรับภัตตาหาร ที่พระราชมณเฑียรทีหลังก็ได้ จากนั้นต่างชักชวนกันตามเสด็จพระบรมศาสดาไปที่บ้านของมหาทุคตะ

ฝ่ายท้าวสักกเทวราช ครั้นจัดอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ปูอาสนะอันสมควรสำหรับพระบรมศาสดา มหาทุคตะทูลอาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จเข้าไปข้างใน ปกติบ้านของมหาทุคตะจะหลังเล็กและต่ำมาก ถ้าหากไม่ก้มตัวลงจะเข้าประตูบ้านไม่ได้ แต่สำหรับพระพุทธองค์แล้ว พระองค์ไม่ต้องก้มก็เสด็จเข้าไปได้ เพราะแผ่นดินใหญ่ยุบลงต่ำเอง นี่เป็นผลแห่งมหาทานบารมีที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ถวายไว้ดีแล้ว และเป็นผลแห่งการแสดงความนอบน้อมต่อบุคคลผู้ควรกราบไหว้บูชา ฉะนั้นภพชาตินี้ จึงไม่มีใครหรือสิ่งใด ที่พระองค์ต้องก้มศีรษะให้อีกต่อไป

เมื่อพระบรมศาสดาประทับนั่งแล้ว ท้าวสักกะเปิดข้าวยาคูและภัตตาหาร อันมีกลิ่นเหมือนสุธาโภชน์ของเหล่าเทวดา กลิ่นนั้นหอมหวนยวนใจตลบไปทั่วทั้งเมือง พระราชาทรงตรวจดูข้าวยาคูและอาหารของมหาทุคตะแล้ว บังเกิดความอัศจรรย์ใจ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน คิดว่า ไทยธรรมของมหาทุคตะจะเป็นอย่างไร จึงตามมาดู ครั้นเห็นแล้ว ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหม่อมฉันไม่เคยเห็นอาหารที่ใดที่เลิศเช่นนี้มาก่อนเลย พระเจ้าข้า" หลังจากนั้นก็กราบทูลลาเสด็จกลับพระราชมณเฑียร

มหาทุคตะและภรรยา พร้อมด้วยท้าวสักกะ ต่างกุลีกุจอ ถวายอาหารหวานคาว น้ำดื่ม น้ำล้างพระหัตถ์ด้วยความเลื่อมใส เมื่อพระบรมศาสดาเสวยภัตตาหารแล้ว ทรงอนุโมทนาในกุศลจิตศรัทธาของมหา ทุคตะ จากนั้นเสด็จลุกจากอาสนะเพื่อกลับพระวิหาร พระอินทร์ทรงบอกให้มหาทุคตะรับบาตร และตามส่งพระบรมศาสดา มหาทุคตะรีบเข้าไปประคองบาตร ตามเสด็จด้วยความปลื้มปีติในบุญใหญ่ครั้งนี้ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามในตอนต่อไป

สำหรับตอนนี้มีข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ฝากทุกท่านว่า ถ้าเราตั้งใจทำความดีแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ อย่าย่อท้อ ชีวิตจะงดงามและมีคุณค่าเมื่อก้าวข้ามอุปสรรค ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจะอยู่กับเราไม่นาน ไม่ช้าย่อมหมดไป ขอเพียงเราอย่ายอมแพ้ ยอดนักสร้างบารมีทั้งหลายในกาลก่อน ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะท่านชิงช่วงสร้างบารมีในยุคที่ลำบากยากเข็ญ กระแสบุญจะส่งผลแรงในช่วงนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังนั้นผู้ที่ทำได้ต้องมีกำลังใจสูงส่ง เมื่อสามารถทำได้ จะเกิดมหาปีติ ส่งผลให้กระแสธารแห่งบุญ ที่สอดละเอียดซ้อนลงมาในกลางกาย มีกำลังแรงมากเป็นพิเศษ จนสามารถพลิกผันชีวิตของผู้นั้นให้ประสบความสำเร็จและได้ดียิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสู้ต่อไป สู้จนกว่าจะได้ชัยชนะ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมกันทุกๆ คน
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

*มก. บัณฑิตสามเณร เล่ม ๔๑ หน้า ๓๒๔

ที่มา
http://buddha.dmc.tv/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99/mongkol02-23.html

มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๒ )



ใน ตอนนี้เรามาศึกษาวิธีแก้ความยากจนข้ามชาติของมหาทุคตะกัน ต่อ ว่าเขามีวิธีการอย่างไร ถึงตอนที่ มหาทุคตะ ออกปากรับคำที่จะเลี้ยงพระภิกษุรูปหนึ่งในจำนวน ๒๐,๐๐๐ รูปแล้ว เขารีบกลับบ้านไปชักชวนศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ให้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระสัก ๑ รูป ภรรยาก็ไม่ขัดข้อง และกล่าวอนุโมทนาว่า พี่คิดถูกแล้ว เมื่อชาติก่อนเราไม่ได้ให้อะไรๆ ชาตินี้จึงต้องเกิดเป็นคนยากจน








มงคลที่ ๖

ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๒ )


บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ บัณฑิตผู้รู้แจ้ง เมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้ คนผู้ตระหนี่กลัวยากจน ย่อมไม่ให้อะไรๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแลจะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

จิตใจเป็นศูนย์รวมของความรู้สึกนึกคิดทั้งมวล เป็นบ่อเกิดแห่งคำพูด และการกระทำ ปกติใจของคนเรานั้น ใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นประภัสสร แต่เมื่อมีกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะเข้ามาครอบงำ ใจดวงนั้นก็จะเศร้าหมองไม่ผ่องใส เปรียบเสมือนกับน้ำซึ่งปกติใสสะอาด แต่ขุ่นมัวไปเพราะมีสิ่งเจือปน ถ้าอยากให้น้ำกลับมาใสดังเดิม ต้องทำสิ่งที่เจือปนอยู่ ให้ตกตะกอนไป ใจของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้บริสุทธิ์ผ่องใส ต้องเจริญภาวนา ทำใจให้หยุด ให้นิ่ง เพื่อขจัดกิเลสอาสวะที่ปนเป็นให้หมดไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทานสูตร ว่า

"บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ บัณฑิตผู้รู้แจ้ง เมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้ คนผู้ตระหนี่กลัวยากจน ย่อมไม่ให้อะไรๆแก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแลจะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัว ความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น บัณฑิต พึงครอบงำมลทิน กำจัดตระหนี่เสีย แล้วพึงให้ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า"

การสังเกตว่าผู้ใดตระหนี่ ไม่ได้วัดกันตรงที่ความรวย หรือยากจน เป็นกลุ่มชนชั้นสูงหรือชนชั้นกรรมาชีพ แต่ดูที่จิตใจที่งดงาม และการบริจาคทาน ด้วยจิตเคารพเลื่อมใส คนที่ไม่ตระหนี่ เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะบังเกิดขึ้นทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงรักในการให้เป็นชีวิตจิตใจ คนเช่นนี้ ความตระหนี่ครอบงำจิตใจไม่ได้ ถ้าเป็นคนจนก็จะสามารถพลิกผันชีวิตให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ด้วยผลบุญ หรือถ้ารวยอยู่แล้ว ก็จะรวยยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งรวยข้ามชาติ ส่วนคนตระหนี่นั้นมองภพชาติหน้า ไม่ออก จึงมุ่งหน้าสะสมและใช้จ่ายทรัพย์ ไม่มีความคิดที่จะบริจาค แม้รวยก็รวยเพราะกินบุญเก่า รวยชาติเดียว ทว่าต้องจนอีกหลายชาติ

*ในตอนนี้เรามาศึกษาวิธีแก้ความยากจนข้ามชาติของมหาทุคตะกัน ต่อ ว่าเขามีวิธีการอย่างไร ถึงตอนที่ มหาทุคตะ ออกปากรับคำที่จะเลี้ยงพระภิกษุรูปหนึ่งในจำนวน ๒๐,๐๐๐ รูปแล้ว เขารีบกลับบ้านไปชักชวนศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่ ยาก ให้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระสัก ๑ รูป ภรรยาก็ไม่ขัดข้อง และกล่าวอนุโมทนาว่า "พี่คิดถูกแล้ว เมื่อชาติก่อนเราไม่ได้ให้อะไรๆ ชาตินี้จึงต้องเกิดเป็นคนยากจน เราทั้งสองคนออกไปทำงานรับจ้าง จะต้องสามารถหาอาหารมาถวายพระได้อย่างแน่นอน ฉันขออนุโมทนากับพี่ด้วย" จากนั้นทั้งสองคนมุ่งตรงไปยังบ้านของเศรษฐี เพื่อขอรับจ้างทำงาน

มหาเศรษฐีเห็นมหาทุคตะมาขอรับจ้างทำงาน จึงถามว่า "เธอจะทำอะไรให้ฉันได้บ้างล่ะ"
มหาทุคตะตอบอย่างนอบน้อมว่า "ท่านเศรษฐีจักให้ทำอะไร ผมทำได้หมดแหละครับ"
มหาเศรษฐีบอกว่า "ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ ฉันจะเลี้ยงพระ ๓๐๐ รูป เจ้าจงมาผ่าฟืนเถอะ"
มหาทุคตะดีใจมากที่ได้งานทำ เมื่อได้มีดและขวานมาแล้ว เขาตั้งท่าถกเขมรอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใช้ทั้งมีดและขวานผ่าฟืนไปอย่างกระฉับกระเฉง ด้วยอาการร่าเริงยิ่งนัก

เศรษฐีสังเกตเห็นมหาทุคตะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ จึงถามว่า "วันนี้ดูเธอขยันทำงานเหลือเกิน เธอไปได้แรงบันดาลใจ มาจากไหน จึงขยันเป็นพิเศษ"
มหาทุคตะตอบว่า "กระผมกำลังปีติที่จะได้เลี้ยงพระรูปหนึ่ง จึงตั้งใจทำงาน เพื่อจะนำอาหารที่ท่านเศรษฐีเมตตามอบให้นี้ ไปจัดถวายพระ"
เศรษฐี ฟังแล้ว ก็อนุโมทนาในความตั้งใจดีของมหาทุคตะ ที่จะบริจาคมหาทานในครั้งนี้

ฝ่ายภรรยาของมหาทุคตะเข้าไปขอทำงานกับภรรยาเศรษฐี นางได้รับหน้าที่ในการตำข้าวและฝัดข้าว ทำไปก็ปลื้มปีติใจไป จนภรรยาเศรษฐีสังเกตเห็น ได้ถามสาเหตุว่า ทำไมจึงร่าเริงผิดปกติ นางจึงเล่าเรื่องที่รับเลี้ยงพระ ภรรยาท่านเศรษฐีก็อนุโมทนาชื่นชม

วันนั้นทั้งวัน มหาทุคตะและภรรยาได้ช่วยกันรับจ้างทำงานที่บ้านเศรษฐี เพื่อหาเงินมาซื้อภัตตาหารเลี้ยงพระ หลัง จากเสร็จงานแล้ว ท่านเศรษฐีได้ให้ค่าแรงเพิ่มเป็นสองเท่าด้วยความเลื่อมใส ใจของคนเรานี่ ทันทีที่คิดจะให้ ก็ได้กลับคืนมา ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ทั้งสองภรรยาสามียินดีร่าเริงว่า ได้ไทยธรรมแล้ว ตกเย็นจึงกลับบ้านพักผ่อน รุ่งเช้าภรรยารีบลุกขึ้นมาจัดแจงอาหาร ส่วนมหาทุคตะไปเก็บผักที่แม่น้ำ ชาวประมงยืนทอดแหอยู่ ได้ยินเสียงร้องเพลงด้วยความรู้สึกสบายอารมณ์ของมหาทุคตะ จึงตะโกนถาม เมื่อรู้ว่ามหาทุคตะจะเลี้ยงพระ ต่างมีจิตเลื่อมใส ขอร่วมบุญด้วยการมอบปลาตะเพียน ๔ ตัว ที่เก็บไว้ให้

ขณะมหาทุคตะกำลังถือปลากลับบ้าน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะก็ร้อน พระองค์ทรงตรวจดูมนุษยโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงทราบว่า "มหาทุคตะจะถวายภัตตาหารแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า" แต่เนื่องจากอาหารของมหาทุคตะไม่ประณีตพอที่จะถวายพระบรมศาสดา จึงทรงดำริว่า "ถ้ากระไร เราควรไปบ้านของมหาทุคตะ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว เพื่อจะได้บุญอีกส่วนหนึ่ง" จากนั้นได้แปลงกายเป็นมาณพหนุ่ม มุ่งตรงไปที่บ้านของมหาทุคตะ บอกว่า ตนเองรู้วิชาปรุงอาหารให้มีรสเลิศ รสอร่อย ใครได้รับประทานแล้ว จะติดอกติดใจกันทุกคน

มหาทุคตะดีใจว่า มีคนมาช่วยทำครัวให้ เพราะตนเอง และภรรยาไม่มีความรู้ในเรื่องการทำครัว ที่ผ่านมานั้น อาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ ส่วนมากมักไปเที่ยวขอเขากินประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น การจะทำอาหารที่ประณีตถวายพระนั้น ไม่เคยเลย เขาได้บอกหนุ่มคนนั้นว่า ตนเองไม่มีเงินค่าจ้างให้
พระอินทร์ บอกว่า "หากท่านจะทำอาหารถวายพระ เราไม่ขอรับค่าจ้าง แต่ ขอให้เราเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ท่านทำไปก็แล้วกัน"
มหาทุคตะดีใจมาก ที่ตัดสินใจจะทำความดีที่ทำได้ยาก เคยคิดว่าเป็นปัญหา แต่กลับไม่มีปัญหา จึงรู้สึกปลื้มใจตลอดเวลา จากนั้นก็เชิญหนุ่มแปลกหน้าผู้ใจดี เข้าไปทำอาหารในครัว ส่วนตนเองก็ไปนิมนต์พระมาฉันภัตตาหารที่บ้าน

เช้าวันนั้น ผู้นำบุญได้กราบนิมนต์ภิกษุให้ไปรับภัตตาหาร ตามบ้านต่างๆ ตามบัญชีรายชื่อที่จดไว้จนครบ แต่ลืมแบ่งพระไว้ให้แก่มหาทุคตะ เมื่อมหาทุคตะมาขอรับพระ ก็ไม่มีให้ ทำให้มหาทุคตะรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เสมือนหอกคมกริบแทงที่หัวใจ หมดแรงทรุดกายลงนั่งกอดเข่าร้องไห้ วิงวอนขอแบ่งพระสักรูปหนึ่งจากเจ้าภาพทั้งหลาย มหาชนเห็นอาการเศร้าโศกของมหาทุคตะแล้วเกิดความสงสาร พากันตำหนิผู้ชักชวนเขาทำบุญ ว่าท่านได้ทำกรรมหนักเสียแล้ว ที่ลืมแบ่งพระภิกษุให้มหาทุคตะ แม้ทุกคนจะสงสาร แต่ไม่มีใครยอมแบ่งพระภิกษุให้ ด้วยเสียดายบุญที่ตนจะได้รับ บัณฑิตผู้นั้นรู้สึกละอายใจมาก ได้กล่าวขอโทษ และแนะนำว่า "สหาย เอ๋ย ยังมีพระผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่เหลืออยู่อีกองค์หนึ่ง คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าท่านมีบุญ พระองค์ก็คงจะรับอาราธนาเป็นแน่"

มหาทุคตะรู้สึกว่า ตนเองพบปัญหาใหญ่ขึ้นทุกขณะ เพราะขณะนี้ตนมีศรัทธา มีไทยธรรม แต่ไม่มีพระมาเป็นเนื้อนาบุญ ส่วนพระบรมศาสดานั้นเล่า ทรงมีอุปัฏฐากเป็นบุคคลสำคัญมากมาย การที่พระพุทธองค์จะทรงรับนิมนต์เราผู้ไม่มี ชื่อเสียงเลย คงเป็นการยากเหลือเกิน ถึงอย่างไรในใจก็ไม่ยอมสิ้นหวัง มุ่งหน้าไปที่ประตูพระคันธกุฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพระบรมศาสดา จะทรงรับนิมนต์หรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องมาศึกษากันในตอนต่อไป

สำหรับข้อคิดในตอนนี้ คือ ทุกย่างก้าวของชีวิต ก่อนจะพบกับความสำเร็จ มักต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ เราเป็นยอดนักสร้างบารมี ต้องเอาชนะปัญหาและอุปสรรคนั้นให้ได้ เหมือนเรือที่ต้องฝ่าคลื่นลม เมื่อสามารถฝ่าคลื่นลมมรสุมมาได้ ก็สามารถเข้าจอดเทียบท่าได้สำเร็จ เมื่อตั้งใจทำความดีอะไรแล้ว อย่าได้หวั่นไหวต่อปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น อุปสรรคมีไว้ ให้ข้าม ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม ถ้าเราเอาชนะปัญหาด้วยปัญญา ย่อมจะพบกับความสำเร็จ ขอให้พวกเรามองไปที่เป้าหมาย และเพียรพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จกันทุกคน

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
*มก. บัณฑิตสามเณร เล่ม ๔๑ หน้า ๓๑๙

ที่มา
http://buddha.dmc.tv/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99/mongkol02-22.html

มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๑ )


ชายคนหนึ่งชื่อ มหาทุคตะ เพราะความเป็นผู้ยากจนมาก ยากจนกว่าใครทั้งหมดในเมือง บางวันเขาและภรรยาต้องไปขออาหารเหลือเดน ที่ชาวบ้านจะเททิ้งมากินประทังชีวิต แม้มหาทุคตะจะจนทรัพย์แต่ไม่อับจนปัญญา ในวันนั้นบุญเก่าตามมาทัน ส่งผลให้เกิดปัญญา เขาคิดว่า "ที่เราอดอยาก ยากจนอยู่ทุกวันนี้ เพราะความตระหนี่ของเราแท้ๆ ดังนั้น วันนี้ เราจะต้องทำบุญใหญ่ให้ได้"











มงคลที่ ๖

ตั้งตนชอบ - จนข้ามภพ รวยข้ามชาติ ( ๑ )
เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้น ฉันใด โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก (ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว

บุญเป็นเครื่องสนับสนุนในการเดินทางไกล ข้ามวัฏสงสาร ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ อมตมหานิพพาน บุญเท่านั้น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เราได้สร้างบารมีอย่าง สะดวกสบาย บุญกุศลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่เราต้องสั่งสมไว้ เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์มีโอกาสในการสร้างบุญสร้างบารมีแล้ว จงอย่าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย เพราะบุญเป็นที่พึ่งของเราทั้งในโลกนี้และโลกหน้า บุญจะสนับสนุนให้ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ได้บรรลุจุดหมายปลายทาง คือ ที่สุดแห่งธรรม ดังนั้น ให้รีบขวนขวายในบุญกุศลกันทุกคน

มีวาระธรรมภาษิตใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า

"เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้น ฉันใด โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก (ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อมไม่เป็นเหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้ อนึ่งบุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วยตายจากไป ผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึง สถานที่อันเป็นสวรรค์"

สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ล้วนถูกไฟ คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย เผาลนอยู่ทุกอนุวินาที ถึงเราจะไม่สามารถหลบหนีพ้น แต่เราทุกคนก็สามารถขนสมบัติที่หามาได้ด้วยความยากลำบากนี้ ให้ติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา ไม่ใช่เอาไปฝากธนาคาร หรือฝังดินไว้ ต้องตัดความตระหนี่ แล้วบริจาคทาน เปลี่ยนทรัพย์สมบัติหยาบ ให้เป็นทรัพย์ละเอียด คือ บุญ หากยังตัดความตระหนี่ไม่ได้ สมบัติที่เรามีอยู่ ก็จะใช้ในชาตินี้เพียงชาติเดียวเท่านั้น

นักรบผู้เก่งกล้าชำนาญการศึก มักมีคติเตือนตนว่า "การศึกเรื้อรัง ให้ระวังท้องพระคลังจะร่อยหรอ" แม่ทัพที่เจนจัดในการรบทัพจับศึก เมื่อถึงคราวออกรบ ต้องตระเตรียมเสบียง กำลังพลและกลยุทธ์ในการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะถ้าปล่อยให้การศึกยืดเยื้อเรื้อรัง กำลังพลจะอ่อนแอ เสบียงจะร่อยหรอ ความพ่ายแพ้ก็จะตามมา

การทำศึกสงครามของชีวิตในสังสารวัฏ เพื่อต่อสู้เอาชนะกิเลสที่มาครอบงำจิตใจก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการตระเตรียมเสบียง คือ บุญ ให้ถึงพร้อม มีเป้าหมาย มีกุศโลบายในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้นด้วยความไม่ประมาท ตามแนวพุทธวิธี ถ้าปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ไร้การตระเตรียมเสบียง หากเสบียงบุญร่อยหรอ เมื่อเกิดภพชาติต่อ ไป จะไม่มีสมบัติให้ใช้ ชีวิตก็เกิดความอัตคัดขัดสน หาเช้ากินค่ำ บางคนจำต้องไปขอทานเขากินก็มี ฉะนั้น พวกเราทุกคนอย่าได้ประมาทในชีวิต ให้หมั่นรีบสั่งสมความดี ทุกๆ วัน จึงจะสามารถพิชิตสมรภูมิชีวิตในสังสารวัฏได้

เหมือนดังชีวิตที่ผกผัน จากคนยากจน อดมื้อกินมื้อ กลับพลิกผันมาเป็นผู้มีสมบัติมากมายในภพชาติปัจจุบัน และยังร่ำรวยข้ามชาติได้ เรื่องมีอยู่ว่า

*ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปกรุงพาราณสีเพื่อโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ พวกชาวเมืองรู้ว่า พระบรมศาสดาเสด็จมาโปรด ได้กำหนดกำลังทรัพย์ของตนเองว่า จะทำบุญกับภิกษุสงฆ์กี่รูปดี เพราะมีมากถึง ๒๐,๐๐๐ รูป บางคนมีทรัพย์ ไม่มาก ก็รวมกัน ๘ คนบ้าง ๑๐ คนบ้าง ได้ถวายอาคันตุกทานด้วยความปีติเบิกบาน

วันหนึ่ง หลังจากเสร็จภัตกิจ พระบรมศาสดาได้ทรงทำอนุโมทนาว่า "อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้คิดว่า เราให้ของของตนเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาชักชวนคนอื่น เมื่อคิดเช่นนี้ จึงให้ทานด้วยตนเองเท่านั้น ไม่ชักชวนผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติในที่ที่ตนไปบังเกิด
บางคนชักชวนผู้อื่น แต่ตนเอง ไม่ยอมบริจาค เมื่อผลบุญบังเกิดขึ้น ย่อมได้บริวารสมบัติเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ รวยบริวารแต่ขาดแคลนทรัพย์สมบัติ

บางคนเป็นคนตระหนี่ ทั้งตนเองไม่ยอมให้ทาน และไม่ชักชวนคนอื่น จะไปบังเกิดภพภูมิไหน ก็ไม่มีโภคทรัพย์สมบัติ ไม่มีบริวารสมบัติ ต้องเป็นคนที่มีชีวิตอยู่อย่างอัตคัดขัดสน กินเดนคนอื่น
แต่บางคนเป็นผู้มีปัญญา รู้คุณค่าของทานว่า คือ เสบียงสำหรับเดินทางไกลในสังสารวัฏอย่างแท้จริง จึงให้ทานด้วยตนเอง และขยันชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมบุญ เขาย่อมได้รับอานิสงส์ใหญ่ คือ ได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ ในที่ที่ตนเกิดแล้ว"

หนุ่มบัณฑิตคนหนึ่งนั่งในธรรมสภา ได้ฟังอนุโมทนากถานั้นแล้ว จึงสอนตนเองว่า บัดนี้เราจะทำสมบัติทั้งสองอย่าง ให้บังเกิดขึ้นกับตัวเรา จึงคลานเข้าไปถวายบังคมพระบรมศาสดา พลางทูลนิมนต์ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ขอพระองค์โปรดทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"
พระบรมศาสดาตรัสถามว่า "ต้องการภิกษุเท่าไรล่ะ" ด้วยความ ศรัทธาอยาก ได้บุญใหญ่ แม้รู้ว่าลำพังตนเองไม่มีทรัพย์พอที่จะเลี้ยงพระได้ถึง ๒๐,๐๐๐ รูป แต่อาศัยแรงกายและกำลังสติปัญญาว่า ถ้าหากไปเที่ยวชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมบุญ จะสามารถเลี้ยงพระได้หมดทุกรูป จึงทูลว่า ขอนิมนต์หมดทั้ง ๒๐,๐๐๐ รูป

เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว หนุ่มคนนี้รีบกลับเข้าไปในหมู่บ้าน เที่ยวเดินบอกบุญเพื่อนๆ ให้มาร่วมกันถวายมหาสังฆทาน ชาวเมืองต่างปวารณาร่วมถวาย ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้าง ตามกำลังฐานะของตนเอง บางคนเลี้ยงคนเดียวไม่ไหว ก็รวมเป็นกลุ่ม ขอรับเลี้ยงพระถึง ๕๐๐ รูป หนุ่มบัณฑิตผู้เป็นต้นบุญรีบจดคำปวารณาของแต่ละคนไว้ในบัญชีบุญ จะได้รู้ว่า ครบ ๒๐,๐๐๐ รูป หรือยัง เมื่อยังไม่ครบ ก็ได้เที่ยวชักชวนไปเรื่อยๆ

สมัยนั้น ในกรุงพาราณสี มีชายคนหนึ่งชื่อ มหาทุคตะ เพราะความเป็นผู้ยากจนมาก ยากจนกว่าใครทั้งหมดในเมือง บาง วันเขาและภรรยาต้องไปขออาหารเหลือเดน ที่ชาวบ้านจะเททิ้งมากินประทังชีวิต เมื่อบัณฑิตผู้มีจิตใจงดงามเดินผ่านมาพบเข้า เกิดความกรุณา อยากให้เขาพ้นจากความยากลำบาก จึงได้บอกเรื่องที่ตนนิมนต์พระไว้ และชักชวนให้มหาทุคตะรับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระสักรูปหนึ่ง มหาทุคตะปฏิเสธ เพราะรู้ว่า ตนเองยากจนเข็ญใจขนาดนี้ ต้องขอเขากินแทบทุกวัน จะถวายทานได้อย่างไร แต่บัณฑิตยอดกัลยาณมิตร ก็ไม่ละความพยายาม ยังชักชวนต่อไปว่า
"สหายเอ๋ย คนในเมืองนี้ ต่างร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ต้องทำงานหนัก มีเงินทองมากมาย เพราะเขาทำบุญมาดี ส่วนท่านยากจนอยู่เช่นนี้ เพราะไม่ค่อยให้ทาน จงรีบทำบุญเถิด"
แม้มหาทุคตะจะจนทรัพย์แต่ไม่อับจนปัญญา ในวันนั้นบุญเก่าตามมาทัน ส่งผลให้เกิดปัญญา เขาคิดว่า "ที่เราอดอยาก ยากจนอยู่ทุกวันนี้ เพราะความตระหนี่ของเราแท้ๆ ดังนั้น วันนี้ เราจะต้องทำบุญใหญ่ให้ได้"
จึงตอบตกลง รับเลี้ยงพระภิกษุ ๑ รูปทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะหาทรัพย์มาจากไหน เพื่อไปซื้ออาหารมาเลี้ยงพระ แต่อาศัยใจถึงจึงรับไว้ก่อน ส่วนเขาจะทำ ความปรารถนาของตน ให้สำเร็จได้หรือไม่อย่างไร คงต้องมาติดตามกันในตอนต่อไป

จะเห็นได้ว่า การตัดสินใจที่จะทำความดี มีส่วนอย่างสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเรา ตราบใดที่ท้องฟ้ายังกว้างใหญ่ แผ่นดินยังสูงอยู่ เราต้องยืนหยัดสู้ต่อไป กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ กำลังใจยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ใช้เท่าไรไม่หมดสักที แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่เราต้องยกใจให้สูงเข้าไว้
ปัจจัยที่ จะนำมาทำบุญ อาจมีไม่มาก แต่ขอให้มีใจใหญ่ มากด้วยศรัทธา มีความเลื่อมใสเต็มเปี่ยม เพียงแค่มีจิตเป็นกุศลก็ได้บุญแล้ว เพราะฉะนั้นให้พวกเราทุกคนหมั่นนึกคิดแต่เรื่องที่ดี หมั่นสร้างความดีทุกๆ วัน ชีวิตเราจะได้สมบูรณ์กัน ทุกคน
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
*มก. เรื่องบัณฑิตสามเณร เล่ม ๔๑ หน้า ๓๑๘

ที่มา
http://buddha.dmc.tv/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99/mongkol02-21.html