Showing posts with label สัพเพเหระธรรม. Show all posts
Showing posts with label สัพเพเหระธรรม. Show all posts

Friday, August 2, 2013

มหัศจรรย์แห่งธรรม โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ


"มหัศจรรย์แห่งธรรม"
ที่ระลึกเนื่องในงานมุทิตาจิต ครบรอบ อายุ 45 ปี 9 กรกฏาคม 2554
โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ
สำนักปฏิบัติธรรมพุหวาย
ต. อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์
Cr.MsMrHolmes

1/7มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ



2/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ



3/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ


4/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ


5/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ


6/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ


7/7 มหัศจรรย์แห่งธรรม  โดย พระอาจารย์กมล ธีรปัญโญ

Wednesday, August 8, 2012

ข้าวที่ปลูกโดยกลุ่มชาวนาที่รักษาศีล 5

เพิ่งรู้ว่ามีข้าวที่ปลูกโดยกลุ่มชาวนาที่รักษาศีล 5 ด้วย ฟังแล้วอยากกินขึ้นมาทันที
ว่าจะซื้อหุงไปทำบุญ  มีตั้ง 13 แบบ






รายละเอียด http://www.tvburabha.com/tvb/rice/ex_regis_form.html

Tuesday, August 7, 2012

ตามรอยพระพุทธเจ้าตอนสุดท้าย...สู่ ปาฏลีบุตร ไพศาลี ราชคฤห์ นาลันทา โดยท่านคมสรณ์


ตามรอยพระพุทธเจ้าตอน ๕...โดยท่านคมสรณ๋  ถ่ายทำเมื่อปี ๒๕๔๒ นำสู่นครปาฏลีบุตร หรือปัตนะเมืองหลวงรัฐพิหาร -อินเดียปัจจุบัน เป็นที่สร้างวัดอโศการาม ที่กระทำสังคายนาพระธรรวินัยครั้งที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ชมอโรคยศาลา เสาหินพระเจ้าอโศก...ตามไปยังเมืองไพศาลี เมืองที่เป็นต้นกำเนิดการกระทำน้ำพระพุทธมนต์  ป่ามหาวัน เสาหินพระเจ้าอโศกที่ยังคงสมบูรณ์ตั้งมั่นมาสองพันกว่าปี ที่ประทับจำพรรษา สุดท้าย ก่อนการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่ทรงอนุญาตให้สตรีเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุณี ครั่งแรก
นคร ราชคฤห์ หรือเบญจคีรีมหานคร..เขาคิชกูฎ ถ้ำสุรกรขาตา ถ้ำพระโมคคัลลานะ มูลคันธกุฏีบนยอดเขาคิชกูฎ สักการะวัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งมคธรัฐสร้างถวายให้เป็นสังฆาราม เป็นที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ องค์จาตุรงคสันนิบาต พระอริยสงฆ์อรหันตสาวก 1250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย คุกกักบริเวณพระเจ้าพิมพิสาร และวัดชีวกัมพวนาราม วัดที่หมอชีวกโกมารภัจจ์สร้างถวายพระพุทธเจ้า
และ..นาลันทา
บ้าน เกิดพระอัครสาวก สารีบุตร โมคคัลลานะ นาลันทามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก และป้อมปราการสุดท้าย ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นไปจากอินเดียและนำกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ศํกดิ์สิทธิ์ องค์จริงที่ประดิษฐาน ณ ที่นาลันทา ถึงปัจจุบัน
.....................
ท่านคมสรณ์ -พระธรรมทูตอินเดีย
๒๕ กรกฏาคม ๒๕๕๕
ขอขอบคุณ
พระราชรัตนรังษี หน.พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
ดร.บรรจจบ บรรณรุจิ
เสียงบรรยาย ...ภุศพงศ์ ฉายประเสริฐ
ตัดต่อ เรียบเรียง สุขสรรค์ ไวยาณรางกูล และทีมงาน
ครอบครัวลีลาประชากุล เจ้าภาพผู้อุปถัมการถ่ายทำ
สุจินทร์ ศิริคะเนรัตน์ ประสานงาน
บทและดำเนินรายการ
โดย
ดร.พระมหาคมสรณ์ คุตตธมฺโม
............
คุณลักษณา เจียกเจิม
แปลงจาก VDO Cassetts to DVD and Uploading for YouTube.

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอน ๔..สู่ กุสินารา เวอร์ชั่น ท่านคมสรณ์

 
ตามรอยพระพุทธเจ้าตอนที่ ๔...สู่กุสินารานคร มหาปรินิพพานสถาน  นำถ่ายทำตามรอยบาทพระศาสดาโดยท่านคมสรณ์..เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒
นำ ชมหมู่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง ผู้ถวายสุกรมัททวะ..ภัตตาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธองค์เสวย  ชมแม่น้ำกกุธานที  ภาพชีวิตการเป็นอยู่แบบเรียบง่าย วิถีธรรมชาติที่พอเพียง ไม่เนื่องด้วยเทคโนโลยี และสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงแม่น้ำหิรัญญวดีสายน้ำสุดท้าย ที่เสด็จข้ามก่อนเสด็จสู่สาลวโนทยาน..แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อวัน เพ็ญเดือนหก ๒๕๕๕ ปีล่วงมาแล้วถึงวันนี้
นำ สักการะพุทธปรินิพานปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ซึ่งสร้างตั้งแต่สม้ยคุปตะ ปีพศ ๙๐๐ เศษ ชมภาพบรรยากาศเมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระญาณสังวรนำพุทธบริษํทมาสักการะพระพุทธปรินิพพานเมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒..
ชมสักการะ มัทถากัวร์..วัดที่เจ้าชายเสด็จมาสิ้นชีพ..
สัก การะมกุฏพันธนเจดีย์..สถานที่ถวายเพลิงพระบรมศพพุทธสรีระ ในวันอัฎฐมีบูชา การบูชาวันเพ็ญเดือนแปด หรือวันที่ ๘ หลังการเสด็จดับขันธปรินิพพาน และที่โทณพราหม์เจดีย์ สถานที่แบ่งแจกพระบรมสารีริกธาตุ
ชม วัดไทยกุสินารามหาวิหาร อินเดีย ที่สร้างถวายเป็นพุทธบูชาในนามพุทธบริษํทชาวไทยเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องใน มหามงคลวโรกาศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พ.ศ.๒๕๓๙
......................
ท่านคมสรณ์ - พระธรรมทูตไทยในอินเดีย
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕

สารคดี..ตามรอยพระพุทธเจ้าตอน ๓ สู่พาราณสี -สารนาถ โดยท่านคมสรณ์


สารคดี..ตามรอยพระพุทธเจ้าตอน ๓...สารนาถแดนแสดงปฐมเทศนา โดยท่านคมสรณ์..
ถ่าย ทำเมื่อปี 2542.....เพิ่งไปเจอคาสเซสวีดีโอม้วนใหญ่ วางทิ้งไว้ ไม่มีเครื่องเปิดจึงได้ให้โยมไป Convert จากม้วนวีดีโอ มาลงเป็นCD นำอัฟโหลดขึ้นยูทูป เพราะเป็นภาพเก่า ๆ ที่หาบรรยายกาศเช่่นนี้ไม่ค่อยมีในกาลปัจจุบัน
ตอน ที่สามนี้...จะนำสู่เมืองพาราณสี ชมบรรยากาศการล่องแม่น้ำคงคา ยามเช้าที่สวยงามบริเวณหน้าเมืองพาราณสี นับเป็นเมืองของพระศิวะ เมืองอันศักดิ์สิทธิ์แหล่งมาอาบน้ำล้างบาปที่สำคัญของชาวฮินดูชาวอินเดีย
และ นำสู่สารนาถ ชม เจ้าคันธีสถูป ที่พระพุทธองค์พบปัญจวัคคีย์ครั้งแรกหลังการตรัสรู้แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน มามาเทศน์โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕, ชมป่าอิสิปตนมฤคทายวันในอดีตซึ่งปัจจุบันก็คือ สารนาถ ตั้งอยู่ห่างตัวเมืองพาราณสีประมาณ ๑๐ ก.ม. สักการะ พระธรรมเมกขสถูป สถูปที่เห็นดวงตาแห่งธรรม พระอริยะรูปแรกของโลกคือพระอัญญาโกญทัญญะและชมมูลคันธกุฏี สถานที่อยู่จำกาลฝนแรกของพระพุทธองค์..พร้อมชมสถานที่พระพุทธองค์โปยดยสกุล บุตร ผู้เปล่งวาจาว่า....ที่นี่วุ่นวายหนอ...ที่นี่ขัดข้องหนอ..แสดงอนุบุฟพิ กถา..ให้หมดความวุ่นวาย ได้ดวงตาเห็นธรรมพร้อมโปรด มารดาและบิดาของท่านให้ได้ประกาศตนเป็นคู่แห่งอุบาสกอุบาสิกาคู่แรกในพระ พุทธศาสนา...ตลอดนำชมอนาคาริกธรรมปาละสถูป อนุสรณ์สถานท่าน อนาคาริกธรรมปาละชาวศรีลังกาผู้มาต่อสู้เรียกร้องให้คืนพุทธสถานจากการยึด ครองของฮินดูได้สำเร็จ ฯ
                                           ท่านคมสรณ์ - พระธรรมทูตไทยในอินเดีย
๒๐ กรกฏาคม ๒๕๕๕

ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ สู่พุทธคยา..โดยท่านคมสรณ์



สารคดีวีดีโอ..ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ สู่พุทธคยา แดนตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยท่านคมสรณ์...ถ่ายทำเมื่อปี ๒๕๔๓ ก่อน รายการตามรอยพระพุทธเจ้าโดยบริษัทพาโนรามา ถ่ายทำด้วยกล้อง BETA CAM มีรายละเอียดและมุมภาพต่าง ๆ ที่หาชมไม่ได้อีกแล้วในสมัยกาลแห่งปัจจุบัน ณ พุทธคยา นับเป็นศูนย์ใจกลางศรัทธาของชาวพุทธจากทั่วโลก ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ ตำบลโพธิคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พระมหาบุรุษนั่งบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุถึงพระโพธิญาณ และพระแท่นวัชรอาสน์ที่ประทับนั่ง พระพุทธเมตตาองค์พระพุทธปฎิมาประธานภายในพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์  พร้อมการนำทัศนาวัดนานาชาติและกราบสัมภาษณ์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศ(ทองยอด ภูริปาโล) อดีตหน.พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียและเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นกรณีพิเศษ ด้วย
...............
ท่านคมสรณ์ - พระธรรมทูตไทยในอินเดีย
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕

สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า โดยท่านคมสรณ์ ถ่ายทำเมื่อปี๔๓ ภาพเหล่านี้ไม่มีแล้ว

สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า โดยท่านคมสรณ์ ถ่ายทำเมื่อปี๔๓ ภาพเหล่านี้ไม่มีแล้ว 




สารคดีวีดีโอ..ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑ สู่ลุมพินีวันสถาน แดนประสูติพระมหาบุรุษ โดยท่านคมสรณ์...ถ่ายทำเมื่อปี ๒๕๔๓ ก่อน รายการตามรอยพระพุทธเจ้าโดยบริษัทพาโนรามา ถ่ายทำด้วยกล้อง BETA CAM มีรายละเอียดและมุมภาพต่าง ๆ ที่หาชมไม่ได้อีกแล้วในสมัยกาลแห่งปัจจุบัน ณ อุทยานลุมพินี เขตประเทศเนปาล นำชมสถานที่ศํกดิ์ เช่น สิริมหามายาเทวีวิหาร เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช สระโบกขรณี และวัดนานาชาติที่ชาวพุทธต่างชาติจากทั่วโลกมาสร้างไว้เพื่อเป็นพุทธอนุสรณ์ พร้อมการสัมภาษณ์พระภิกษุชาวเยอรมัน ที่อุทิศตนบวชเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาซึ่งมีมุมมองในคำสอนเรื่องพรหมวิหาร ธรรมอันน่าสนใจมาก และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ชาวเนปาล ณ หอสมุดแห่งชาติเนปาล สวนลุมพินีวัน
...............
ท่านคมสรณ์ - พระธรรมทูตไทยในอินเดีย
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕

Friday, March 23, 2012

ห้องพระ...จัดดีเป็นมงคลกับบ้าน





ห้องพระ เป็นอีกห้องหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณากัน ถ้าบ้านหลังนั้นกำหนดให้มีห้องพระ บางบ้านอาจจะไม่มีห้องพระก็ได้ อาจทำแค่หิ้งพระเล็กๆ แทน ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่ความต้องการของเจ้าของบ้านเป็นหลัก การกำหนดห้องพระให้อยู่ส่วนไหนของบ้านนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่หลายประการทีเดียว แต่ต้องบอกเอาไว้ก่อนว่า เรื่องห้องพระเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจใช้หลักเหตุผลอย่างเดียวมาวิเคราะห์ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่หาคำอธิบายได้ยาก



( สองภาพนี้เป็นห้องพระที่บ้านคุณสมนึก จิรายุกูล ผลงานของบริษัท W House สวยจริงๆ ไว้จะไปใช้บริการบ้างชอบมากๆ http://www.whouse.co.th/project-01-2.php )














1.
ห้องพระวางชั้นบนดีกว่าชั้นล่าง
การกำหนดผังบ้าน พยายามเลือกวาง
ห้อง พระเอาไว้ชั้นบนสุด ไม่ว่าบ้านจะกี่ชั้นก็ตาม เพราะพระเป็นของสูง เป็นที่สักการะบูชา การวางต่ำกว่าคนในบ้าน ย่อมไม่เป็นมงคลแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะวางห้องพระชั้นล่างไม่ได้ เพียงแต่ว่า การวางห้องพระชั้นล่าง จะมีข้อจำกัดมากมาย และการหาตำแหน่งในการวางห้องพระค่อนข้างจะยาก เพราะชั้นล่าง จะเต็มไปด้วยห้องรับแขกห้องอาหาร ห้องครัว ห้องส้วม
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาห้องที่อยู่ชั้นบนอีกด้วยว่า ห้องชั้นบนที่ตรงกับห้องพระชั้นล่าง เป็นห้องอะไร ถ้าเป็นห้องส้วม ห้องนอน ก็จะห้ามเอาไว้อีก บ้านที่เอาห้องพระไว้ชั้นล่าง ชั้นบนที่ตรงกับห้องพระจะต้องเป็นห้องว่าง ที่ไม่มีคนอยู่ถึงจะใช้ได้


ถ้ามีความจำเป็นจะต้องวางห้องพระติดกับห้องส้วม ควรหาตู้มาพิงผนังห้องส้วม แล้วหันพระไปทางอื่นที่ไม่ตรงกับห้องส้วม

2. ห้องพระห้ามติดกับห้องส้วม เหตุผลในเชิงฮวงจุ้ยบอกว่า ห้องส้วมเป็นธาตุน้ำ ห้องพระเป็นธาตุไฟ ตามกฎเบญจธาตุ ( 5 ธาตุ) ธาตุน้ำพิฆาตธาตุไฟ

ห้องนอนตรงกับห้องพระชั้นล่าง ถ้าพระตรงกับเตียงถือเป็นข้อห้าม

3. ห้องพระต้องอยู่ในทำเลที่สงบ ลองพิจารณาดูพื้นที่บ้านสิว่า มีมุม
ไหน ที่ไม่พลุกพล่าน เป็นมุมสงบบ้าง ห้องพระต้องการความสงบนิ่ง ไม่ใช่อยู่ในตำแหน่งที่วุ่นวาย เช่น ติดกับห้องเอนเตอร์เทน ที่มีเสียงดังจากทีวี วิทยุ ห้องครัว ซึ่งนอกจากมีเสียงทำกับข้าวแล้ว ยังมีกลิ่นมารบกวนความสงบอีกด้วย ห้องรับแขก ที่มีเสียงคุยกัน เพราะฉะนั้น การเลือกวางห้องพระเอาไว้ชั้นบน น่าจะหามุมสงบได้ง่ายกว่า เพราะจะมีแต่ห้องนอนเป็นส่วนใหญ่

4. ห้องพระติดห้องนอน ต้องระวังเรื่องการวางเตียง กรณีที่วางตำแหน่งห้องพระติดกับห้องนอน จะต้องพิจารณาเรื่องการวางเตียงนอน เป็นประเด็นสำคัญ


ห้ามวางเตียงในลักษณะหันปลายเท้าไปที่ห้องพระ เพราะถือเป็นการไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตำแหน่งเตียงนอน ควรวางในลักษณะที่ขวางกับห้องพระ ห้ามวางเอาปลาย เตียงหันไปที่ห้องพระ เพราะคนนอนจะเอาเท้าหันไปที่ห้องพระ ซึ่งถือว่าไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นมงคลกับคนที่นอน
กรณีที่เอาหัวเตียงไปที่ห้องพระ ต้องพิจารณาว่า ถ้าตำแหน่งขององค์พระหรือ
โต๊ะ หมู่บูชาไม่ติดกับหัวเตียง ก็สามารถวางได้ แต่ถ้าติดกันจะถือว่าเสีย เพราะคนนอนจะได้รับอิทธิพลของธาตุไฟ ทำให้ปวดหัวได้ง่าย นอนไม่ค่อยหลับ

5. ห้องพระห้ามต่ำกว่าห้องอื่น กรณีที่เป็นบ้านเล่นระดับ ห้องพระจะต้อง
เลือก วางในตำแหน่งที่สูงกว่าห้องอื่นๆ โดยเฉพาะห้องที่มีคนอยู่ เพราะโดยหลักแล้วคนห้ามนอนสูงกว่าพระ แต่ถ้าห้องที่สูงกว่าไม่มีคนอยู่ เช่น เป็นห้องว่าง ห้องเก็บของ ก็จะอนุโลมให้ทำห้องพระได้

ห้องพระควรวางหน้าบ้านจริงหรือไม่ ?
ความ จริงแล้วเรื่องการวางห้องพระหน้าบ้านหรือหลังบ้านนั้น ในตำราฮวงจุ้ยไม่ได้ระบุเอาไว้ชัดเจน เพียงแต่บอกว่า ตำแหน่งหน้าคือ "โชคลาภ" ตำแหน่งหลังคือ "บารมี" และจากประสบการณ์ที่ผมไปตระเวนดูบ้านมามากมาย ส่วนใหญ่ก็มักจะวางห้องพระไว้ส่วนด้านหลังมากกว่าด้านหน้าของบ้าน ซึ่งเหตุผลก็คงเป็นเรื่องของความนิ่งสงบมากกว่า บริเวณหน้าบ้านค่อนข้างจะพลุกพล่าน แต่ถ้ามองตามหลักฮวงจุ้ย การวางห้องพระด้านหลังก็น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะด้านหลัง แทนความหมายของ "บารมี" นอกจากนี้ ด้านหลังตามหลักชัยภูมิก็มีสภาพเป็น "หยิน" คือ นิ่ง (หน้าเป็นหยางที่เคลื่อนไหว) ก็จะเป็นชัยภูมิที่ถูกต้อง
กฎเกณฑ์ในการวางตำแหน่งห้องพระในบ้าน ความจริงแล้วยังมีเรื่องของทิศและ
ตำแหน่ง ของดวงดาวที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย แต่ผมว่า เอาชัยภูมิให้ได้เสียก่อน เพราะเรื่องทิศและเรื่องของดาวยังเป็นเรื่องรอง และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอสมควร ต้องวัดกันเป็นองศา คงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยจะดีกว่า?

ห้องพระอยู่ชั้นล่างได้หรือไม่ ?
การ นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาไว้ชั้นล่างจะต้องระมัดระวังในการวางตำแหน่งห้องพระ เพราะจะหาตำแหน่งค่อนข้างยากเนื่องจากบริเวณชั้นล่างจะพลุกพล่านมีการเดิน เข้าเดินออก มีกิจกรรมมากมาย ดูทีวี ทำอาหาร พูดคุย หามุมสงบๆ แทบจะไม่ได้

ห้องพระควรเป็นบริเวณที่มีความสงบ การทำ ห้องพระชั้นล่างจะต้องพิจารณาถึงพื้นที่ชั้นบนที่ตรงกับห้องพระด้วย ถ้าเป็นห้องส้วมหรือห้องนอนอยู่เหนือห้องพระ ซึ่งถือเป็นการไม่สมควร จะต้องหาห้องที่ว่างหรือไม่มีคนอยู่จะดีที่สุด เช่น ตรงกับห้องโถงระเบียงชั้นบน เป็นต้น การทำห้องพระชั้นล่างสามารถทำได้อีกทางหนึ่งคือ การแยกส่วนของห้องพระออกจากตัวบ้าน ซึ่งผลกระทบจากชั้นบนก็จะไม่มี

กรณีของการวางหิ้งพระในบ้านหลักการก็เช่นเดียวกับห้องพระ แต่การเลือกตำแหน่งจะง่ายกว่าเพราะพื้นที่ไม่มากเท่าห้องพระ จุดที่เหมาะในการวางหิ้งพระชั้นล่าง ส่วนใหญ่นิยมวางในห้องรับแขกส่วนหน้าบ้านมากกว่าจะตั้งหิ้งไว้หลังบ้าน เพราะในตำราฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า เวลาเดินเข้าบ้านจะต้องเห็นสิ่งที่เป็นมงคลก่อน
การเดินเข้า บ้านแล้วมองเห็นพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกดีกว่า เห็นอย่างอื่น การวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะที่ตรงกับทางเข้าบ้าน จะต้องไม่วางมากจนเกินความเหมาะสม เพราะจะเข้าข่ายผิดฮวงจุ้ย

ถ้าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีมาก พลังของสิ่งศักดิ์สิทธ์ซึ่งเป็นพลังอิม(หยิน) จะมีมากด้วย ซึ่งจะสกัดโชคลาภไม่ให้เข้าบ้านได้ หรืออีกนัยหนึ่ง บ้านจะดูคล้ายโบสถ์ ซึ่งเป็นที่ทำกิจกรรมของสงฆ์ ไม่ใช่ที่อยู่ของคนธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าวางพระมาก ถ้ามีพระมากก็ควรทำเป็นห้องพระจะดีกว่า
บ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์และความเหมาะสมในการวางตำแหน่งห้องพระหรือหิ้งพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับบ้านและผู้อยู่อาศัย




เนื้อหา kachin.biz

Sunday, June 26, 2011

ถ้อยคำของมิตรแท้...

มงคลที่ ๒

คบบัณฑิต - ถ้อยคำของมิตรแท้

ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้นเคืองก็ตามเถิด จะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรยแกลบทิ้งก็ตาม เมื่อเขากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปย่อมไม่เปรอะเปื้อน

การสร้างบารมี เป็นงานที่สำคัญยิ่งของมวลมนุษยชาติ เราเกิดมาในแต่ละภพแต่ละชาติเพื่อบ่มบารมีให้แก่รอบ โดยเดินตามรอยบาทของพระบรมศาสดา มุ่งแสวงหาธรรมกายที่ มีอยู่ภายใน ทำใจหยุดใจนิ่งจนกระทั่งบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง คือที่สุดแห่งธรรม แต่ในระหว่างทางที่เราสร้างบารมีอยู่นั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะต้องพบเจอกับอุปสรรค

อุปสรรคเหล่านั้น เป็นเพียงเครื่องทดสอบกำลังใจของนักสร้างบารมี หากเราใช้สติปัญญาและขันติธรรม เราย่อมผ่านพ้นอุปสรรคและปัญหาเหล่านั้นไปได้พร้อมกับใจที่ผ่องใส

มีวาระพระบาลีใน คันธารชาดก กล่าวไว้ว่า

"กามํ รุปฺปตุ วา มา วา ภูสํ วา วิกิริยฺยตุ
ธมฺมํ เม ภณมานสฺส น ปาปมุปลิมฺปติ

ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้นเคืองก็ตามเถิด จะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรยแกลบทิ้งก็ตาม เมื่อเขากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปย่อมไม่เปรอะเปื้อน"

ผู้มีหัวใจยอดกัลยาณมิตร มี ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เมื่อเห็นข้อบกพร่องของผู้ใดแล้ว มีกำลังใจพอที่จะว่ากล่าวตักเตือน และพูดออกไปด้วยความหวังดี นับว่าเป็นผู้ที่หาได้ยากในโลก คนที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีจิตใจสูงส่ง ต้องคำนึงถึงประโยชน์ใหญ่เป็นหลัก แม้บางครั้งจะต้องพบกับความไม่พอใจหรือไม่เข้าใจของผู้ที่เราว่ากล่าวตัก เตือน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ใจของผู้ชี้บอกขุมทรัพย์จะต้องยิ่งใหญ่และผ่องใสเสมอ อย่าให้สูญเสียความละเอียดไปอย่างเด็ดขาด เช่นนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล

ส่วนผู้ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน ให้ทำตนประหนึ่งรวงข้าวที่เต็มบริบูรณ์ น้อมรวงลง ไม่ยะโสโอหัง ยอมรับฟังคำเตือนนั้น แม้ว่าบางครั้งเราจะเกิดความรู้สึกที่ไม่พอใจกับคำเตือนนั้น แต่หากบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายได้รับฟังคำเตือนของผู้รู้ และน้อมนำมาปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้ใจอ่อนโยนควรค่าแก่การประพฤติปฏิบัติธรรม และยังจะส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

*ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งขณะประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันพระบรมศาสดาได้ยกตัวอย่างการสร้าง บารมีของพระองค์มาเล่าให้พระภิกษุทั้งหลายฟัง สาเหตุของการตรัสเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองราชคฤห์ ตอนนั้น พระปิลินทวัจฉเถระ พระอริยเจ้าผู้เป็นพุทธสาวกได้ไปที่พระราชวังเพื่อโปรดคนรักษาอาราม แล้วได้สร้างปราสาททองถวายพระราชาด้วยกำลังฤทธิ์ มหาชนต่างพากันเลื่อมใส จึงส่งเภสัชทั้ง ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยไปถวายท่าน พระเถระเป็นผู้ที่ไม่สั่งสมอยู่แล้ว จึงแจกจ่ายให้กับพระภิกษุผู้เป็นลูกศิษย์ ศิษย์เหล่านั้นได้เก็บสะสมไว้ในหม้อบ้าง ในถลกบาตรบ้าง

ญาติโยมทั้งหลายเห็นการกระทำนั้น จึงพากันติเตียนโพนทะนาว่า สมณะทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้มักมากจริงๆ ได้อาหารเท่าไรก็ยังไม่รู้จักพอ พากันสะสมมากมายก่ายกองอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจะไปตั้งเป็นคลังสินค้าหรืออย่างไร เมื่อเรื่องราวนั้นรู้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงตรัสว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในกาลก่อน แม้ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเสด็จอุบัติขึ้น ยังเป็นนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา รักษาเพียงศีล ๕ เท่านั้น ก็ไม่สะสมแม้ก้อนเกลือไว้เพื่อในวันรุ่งขึ้น ส่วนพวกเธอออกบวชมีจุดมุ่งหมาย เพื่อที่จะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในศาสนาของเราตถาคต ยังพากันสะสมอาหารไว้เพื่อฉันในวันที่ ๒ ที่ ๓ ชื่อว่า ทำสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง" จากนั้นทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าว่า

ในสมัยที่ยังสร้างบารมี มีอยู่พระชาติหนึ่งที่พระโพธิสัตว์เกิด เป็นพระโอรสของ พระเจ้าคันธาระ อยู่ที่คันธารรัฐ เมื่อพระบิดาสวรรคตจึงเสด็จถวัลย์ราชสมบัติ ทรงครองราชย์โดยธรรม พระเจ้าคันธาระเป็นผู้ที่มีพระอัธยาศัยงดงาม มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ทรงมีพระราชไมตรีกับแว่นแคว้นต่างๆ หนึ่งในจำนวนนั้น คือ พระเจ้าวิเทหะ ที่ครองราชย์อยู่ที่วิเทหรัฐ ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชาที่ถูกอัธยาศัยกันเป็นพิเศษ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นหน้ากันและกัน เพียงแต่เจริญสัมพันธไมตรีกันตลอดมา คนในยุคนั้นมีอายุยืนถึง ๓๐๐,๐๐๐ ปีทีเดียว ทุกวันอุโบสถพระเจ้าคันธาระจะสมาทานศีล เสด็จประทับบนบัลลังก์แล้วจะตรัสถ่อยคำที่ประกอบด้วยธรรม ให้โอวาทแก่ข้าราชบริพารอย่างสม่ำเสมอ

วันหนึ่ง หลังจากที่พระเจ้าคันธาระสมาทานศีลแล้ว ขณะประทับนั่งและให้โอวาทแก่ข้าราชบริพารอยู่นั้น ทรงทอดพระเนตรออกไปทางนอกพระบัญชร เห็นพระราหูได้บดบังดวงจันทร์ที่เต็มดวง แสงจันทร์ที่ทอแสงสว่างนวลกระจ่างตาในคํ่าคืนนั้น ถูกกลืนหายไปทันที

พระราชาทอดพระเนตรดูพระจันทร์แล้ว ทรงดำริว่า "พระ จันทร์ที่มีแสงกระจ่างยังเศร้าหมองกับสิ่งที่จรมา แม้ข้าราชบริพารนี้ก็เป็นสิ่งเศร้าหมองสำหรับเรา ทำให้เราไม่สามารถแสวงหาทางหลุดพ้นได้ การที่เราจะเป็นผู้ที่หมดสง่าเหมือนพระจันทร์ที่ถูกราหูอมนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกับเราเลย เราจะเป็นผู้ที่ตักเตือนตัวเอง แสวงหาหนทางที่บริสุทธิ์จะดีกว่า"

เมื่อดำริเช่นนี้แล้ว จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติให้กับอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกับกล่าวว่า "พวกท่านจงแสวงหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นพระราชาเถิด เราต้องการที่จะออกบวช"

พระเจ้าคันธาระจึงออกผนวช โดยอาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้น ทรงเอิบอิ่มด้วยฌานสุขที่ได้บรรลุ

ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะสหายที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เมื่อไม่ได้รับข่าวคราว ของเพื่อนรักหลายวัน ก็นึกสงสัยว่า ทำไมเพื่อนเราจึงขาดการติดต่อมา จนกระทั่งวันหนึ่งมีพ่อค้ามาจากแคว้นคันธาระ จึงตรัสถามพวกพ่อค้าว่า "สหายเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ยังสุขสบายดีอยู่หรือ"
พ่อค้าทั้งหลายกราบทูลว่า "ตอนนี้พระสหายของพระองค์ ได้สละราชสมบัติออกผนวชเป็นดาบสแล้วพระเจ้าข้า"

พระเจ้าวิเทหะสดับดังนั้น ทรงดำริทันทีว่า "สหายของเราคงเห็นอะไรบางอย่างเป็นแน่จึงออกบวช อย่ากระนั้นเลย เราก็ควรที่จะออกบวชตามสหายรัก เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต"

จากนั้นพระเจ้าวิเทหะก็สละราชสมบัติทั้งหลายออกผนวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ที่ป่า หิมพานต์เช่นกัน วันหนึ่งดาบสทั้งสองนี้มาเจอกัน ต่างยังไม่รู้จักกันและกัน เมื่อได้พบปะพูดคุยรู้สึกถูกอัธยาศัย จึงพากันสร้างอาศรมเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ใกล้กัน

ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสององค์นั่งสนทนากันอยู่นั้น วันนั้นเป็นคืนวันเพ็ญ ได้เกิดเหตุการณ์ราหูอมจันทร์อีกครั้งหนึ่ง วิเทหดาบสสงสัยว่า แสงจันทร์หายไปไหน จึงแหงนดูพระจันทร์ที่ถูกราหูบดบังจนมืดมิด จึงถามคันธารดาบสว่า "ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทำไมวันนี้ราตรีไม่มีแสงจันทร์เลย"

คันธารดาบสโพธิสัตว์กล่าวตอบว่า "ดู ก่อนอันเตวาสิก นี้ชื่อว่าราหู เป็นมลทินแห่งจันทร์ แม้ตัวเราเห็นเหตุการณ์อย่างนี้จึงคิดว่า ราชสมบัติก็เป็นมลทินในการแสวงหาความหลุดพ้น เราจึงได้ออกบวช"
วิเทหดาบสฟังเช่นนั้น เกิดความสงสัย จึงถามขึ้นว่า "ท่านอาจารย์ ท่านคือพระเจ้าคันธาระหรือ"

คันธารดาบสก็ตอบยืนยันว่า "ใช่แล้ว เราเคยเป็นพระราชาแห่งคันธาระ"

วิเทหะดีใจยิ่งนัก รีบพูดขึ้นว่า "กระผมเองคือวิเทหะผู้เป็นสหายของท่าน รู้ข่าวว่าท่านออกบวชจึงออกบวชตาม"
เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ที่มาของกันและกัน ก็ยิ่งเพิ่มความรัก ใคร่ปรองดองยิ่งขึ้น วันหนึ่งทั้งคู่ออกจากป่าหิมพานต์มาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านใกล้ชายแดน ชาวบ้านทั้งหลายเห็นท่านดาบสทั้งสอง ต่างพากันออกมาถวายทานกับท่าน และอาราธนาให้ ท่านอยู่ประจำในที่แห่งนั้น

ท่านทั้งสองก็รับอาราธนาและเที่ยวภิกขาจารอยู่ที่นั้นอีก ทั้งมานั่งฉันที่บรรณศาลาที่ชาวบ้านสร้างถวาย ด้วยเหตุที่อาหาร ที่ชาวบ้านนำมาถวายนั้นมีรสหลากหลาย มีทั้งรสจืดสนิท รสเข้มข้น ดังนั้นวิเทหดาบสจึงเก็บเกลือที่ชาวบ้านถวายไว้ เพื่อจะได้ใช้ผสมอาหารที่มีรสจืดในวันต่อๆ ไป วันหนึ่งเมื่อได้อาหารที่ค่อนข้างจืด ท่านจึงนำเกลือนั้นออกมาถวายคันธารดาบส ท่านจึงถามว่า "วันนี้ชาวบ้านไม่ได้ถวายเกลือ ท่านได้เกลือมาจากไหน"

วิเทหดาบสจึงเล่าเรื่องที่ตนเก็บเกลือไว้

ท่านคันธาระรู้จึงตำหนิทันทีว่า "ดูก่อนวิเทหะ ตัวท่านสละราชสมบัติออกบวชแล้ว ยังจะทำการสะสมอยู่อีกหรือ"

เมื่อได้ฟังคำติเตียนตรงๆ อย่างนี้ วิเทหดาบสรู้สึกไม่ พอใจคันธารดาบส คิดว่า "เรื่องเล็กแค่นี้ก็ตำหนิ ทำไมไม่ยอมติเตียนตัวเองบ้าง" จึงตอบโต้ด้วยมานะทิฏฐิว่า "ท่านก็ละทิ้ง รัฐคันธาระมาแล้ว ยังจะปกครองที่นี้อยู่อีกหรือ"

คันธารดาบสรู้ทันทีว่าสหายรักไม่พอใจ แต่หวังประโยชน์ ของสหาย จึงสวมหัวใจของยอดกัลยาณมิตร โดยกล่าวสอนว่า "ดูก่อนวิเทหะ ผู้มีปัญญา หากมีคนใดที่พูดชี้โทษให้ ควรมองผู้นั้นเหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าหากคบผู้นั้นแล้ว จะมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย"

วิเทหดาบสฟังแล้วก็ได้คิด และยอมอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงบอกกสิณบริกรรม ทำให้วิเทหดาบสยังฌานและอภิญญาสมาบัติให้บังเกิดขึ้นได้

เราจะเห็นว่า ถ้อยคำของมิตรแท้ที่คอยว่ากล่าวตักเตือนนั้น เป็นถ้อยคำที่ออกมาจากหัวใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี ไม่มีความมุ่งร้าย มีแต่จะให้มิตรภาพนั้น เป็นทางมาแห่งประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลต่อเพื่อนพรหมจรรย์ ดังนั้นเมื่อได้รับคำตักเตือนจากมิตรแท้ของเราแล้ว ควรที่จะน้อมนำมาปรับปรุงตัวของเราให้ดี อย่าได้ประมาท เมื่อเราทำได้เช่นนี้ เราย่อมจะเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อม และได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตกันทุกๆ คน
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

Thursday, November 18, 2010

ห้องน้ำ - 5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย

ห้องน้ำ
5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย
เรียบเรียงจากโอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตะชีโว)

แหล่งที่มาของภาพ : www.roomdesign88.com/bathroom
ห้องน้ำ คือ ห้องมหาพิจารณา

ตื่นเช้าขึ้นมา เมื่อเราออกจากห้องนอน ก็จะไปห้องน้ำ
ห้องน้ำเป็นห้องมหาพิจารณา คือ ฝึกคิดให้ตรงตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต เพราะห้องนอนหรือห้องอื่น ๆ เช่น ห้องครัว ห้องทำงาน เวลาจะใช้ สามารถใช้พร้อม ๆ กันได้หลายคน ยิ่งห้องครัวด้วยแล้ว หลายคนล้อมโต๊ะกินข้าวกัน แต่ห้องน้ำใช้ได้ทีละคนเท่านั้น จึงมีเวลาที่จะพิจารณาตัวเองมาก

หน้าที่หลักของห้องน้ำมีอะไรบ้าง

1) เป็นที่พิจารณาความไม่งามของร่างกาย
พิจารณาอายุของเราที่ผ่านไปแต่ละวันแต่ละคืนก็ตรงนี้ แล้วความหลงตัวเองก็จะหมดไป ความเคียดแค้นชิงชังใครก็จะไม่มี
2) เป็นที่พิจารณาความเสื่อมโทรมของร่างกายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
3) เป็นที่พิจารณาความเป็นรังแห่งโรคของร่างกาย
ห้องน้ำเป็นห้องพิจารณาความมีโรคภัยไข้เจ็บของเรา ที่สำคัญที่สุด ห้องน้ำเป็นห้องสำหรับรักษาสุขภาพอย่างดี

หลวงพ่อขอฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ยังมีลูกเล็กอยู่ด้วย ถามว่าเวลาเราป่วยไข้ไปหาหมอ หมอต้องการอะไรจากเราอย่างรีบด่วน ถ้าเฉพาะหน้า เขาก็ต้องการเจาะเลือดมาตรวจดู ต้องการวัดความดัน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เดี๋ยวก็ขออุจจาระและปัสสาวะมาตรวจ เมื่อเรารู้อย่างนี้ ทำไมจะต้องรอให้ป่วยด้วย ก็หัดตรวจอุจจาระ ปัสสาวะ ของตัวเองให้เป็นจากในห้องนี้ แล้วสุขภาพจะดี

แหล่งที่มาของภาพ : www.konbaan.com/TipsTricks/TipsT...ks25.php

ตอนนี้หลวงพ่ออายุ 69 ปี สุขภาพยังใช้ได้ เพราะหมั่นตรวจดูความปกติหรือไม่ปกติของอุจจาระ ปัสสาวะ ของตัวเองเป็นประจำ ดูกระทั่งสบงจีวรที่นุ่งที่ห่มแต่ละวัน กลิ่นสาบสางมีอย่างไร เพราะถ้าคนจะป่วยจะไข้ จะมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า ตั้งแต่กลิ่นเสื้อกลิ่นผ้ามันจะบอก จากนั้นดูอุจจาระ ปัสสาวะ ตั้งแต่สี กลิ่น ของมันจะบอก ตรงนี้ฝากด้วย ใช้ห้องน้ำใช้ให้เป็น ฝึกให้ทุกคนในบ้านทำความสะอาดห้องน้ำให้เป็น

แล้วไม่ว่าฐานะเราจะดีอย่างไร ในเรื่องห้องน้ำส่วนตัว ต่อให้เราเป็นมหาเศรษฐีมีเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ตาม หัดดูแลห้องน้ำตัวเองด้วย ฝึกให้ลูกดูแลห้องน้ำของเขาให้เป็น ไม่อย่างนั้นเขาจะดูแลสุขภาพไม่เป็น ตอนลูกเล็ก ๆ ฝึกให้เขาหัดขัดส้วมของเขาด้วย แล้วโตขึ้นจะเป็นคนไม่เกี่ยงงาน ต่อไปเบื้องหน้าแม้พ่อแม่ป่วย หรือตัวเขาป่วย เขาจะดูแลพ่อแม่เป็น ถ้าเขาจะต้องเช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ หรือจะเทอุจจาระ ปัสสาวะ ให้พ่อแม่ก็ตาม เขาจะไม่รังเกียจ ที่สำคัญ เขาจะดูแลสุขภาพของเขาเป็น เรื่องนี้มองข้ามไม่ได้
หลวงพ่อได้ เรื่องนี้มาจากโยมพ่อ แล้วก็มาได้อีกครั้งอย่างมากที่คุณยาย แล้วอีกครั้งหนึ่งได้ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เนื่องจากเรียนวิชาสัตวบาล มีเป็ดไก่เป็นพัน ๆ ตัว วัวนมวัวเนื้ออีกเป็นร้อย ๆ ตัว ควายนมเป็นฝูง หมูเป็นฝูง มาให้เราดู

สมัยเรียน วิชาที่เรียนบังคับให้ตอนเช้าจะต้องดูสุขภาพเจ้าสัตว์พวกนี้ก่อน แล้วจึงจะไปเข้าห้องเรียนได้ ต้องเดินผ่านคอกสัตว์เหล่านี้ แต่สัตว์บอกไม่ได้ว่ามันป่วย วัวก็บอกไม่ได้ ไก่ก็บอกไม่ได้ แล้วทำอย่างไร ก็ต้องไปดูอุจจาระ ปัสสาวะของมัน มองปราดไป เห็นผิดปรกติตรงไหน เดี๋ยวรีบไปตามหาให้ได้ว่า อุจจาระกองนี้ของสัตว์ตัวไหน แล้วก็รักษาแก้ไขกันไป ทำให้ดูแลสุขภาพสัตว์จำนวนพันมาได้อย่างนี้

หลวงพ่อเลยสะท้อนมาถึงตัวเองว่า คุณยายก็จ้ำจี้จ้ำไชเรื่องห้องน้ำกับหลวงพ่อไว้มากว่า ให้ไปอบรมพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา

คุณยายใช้คำหนึ่งว่า
ถ้า เขายังไม่เต็มใจขัดห้องน้ำให้เป็น ท่านอย่าให้บวชนะ ถ้าบวชต่อไปข้างหน้า เขาจะเป็นคนที่เกี่ยงงาน แล้วเกี่ยงทุกอย่าง ดูถูกคนก็ปานนั้น

ดังนั้น พวกเราหวังจะให้ลูกหลานของเราได้ดี อย่ามองข้ามการงานในห้องน้ำ

ห้องนอน - 5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย

ห้องนอน
5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย
เรียบเรียงจากโอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตะชีโว)
เมื่อหลวงพ่อเขียนหนังสือครอบครัวอบอุ่น เรียบร้อย ก็ใจชื้นขึ้นมาว่าเราทำงานของเราเสร็จแล้ว แต่หลังจากไปพลิกแล้วพลิกอีก พบว่าไม่เสร็จ เพราะคุณยายอาจารย์ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

คุณยายอาจารย์เจาะลึกมาถึงการสร้างนิสัยที่เหมาะแก่การเข้าถึงธรรมว่า

1. ทำอย่างไรจะให้ลูกหลานของเรา มีนิสัยรักความสะอาดจริง

2. ทำอย่างไรจะให้ลูกหลานของเรา มีนิสัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเอาใจเราใส่ใจเขา


หลวงพ่อนึกทบทวนว่า คุณยายอบรมหลวงพ่อก่อนบวชมาอย่างไร อบรมอุบาสก อุบาสิกาอย่างไร อบรมญาติโยมในสมัยบุกเบิกที่มาใกล้ชิดคุณยายอย่างไร หลับตานึกถึงภาพเหล่านั้นแล้ว ก็เลยทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งได้สรุปหลักการเป็นหัวข้อในเชิงปฏิบัติไว้ระดับหนึ่ง ให้ชื่อหนังสือว่า 5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย เพื่อให้พวกเรานำมาใช้ฝึกตัวเองให้ได้จริง ๆ แต่ถ้ามีหนังสือแล้วไม่เอามาฝึกตัวเอง ก็ไม่เกิดประโยชน์อีก เพราะว่าในเล่มนี้ เป็นการสรุปหลักการสร้างนิสัยที่คุณยายให้ไว้ คือ
ห้องนอน


1. ห้องนอน คือ ห้องมหาสิริมงคล


ถ้าถามว่าห้องนอนคือห้องอะไรกันแน่ บางท่านอาจตอบว่า ในเมื่อตั้งชื่อว่าห้องนอน มันก็ต้องใช้นอนน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นตอบดูเบาไป
ห้องนอน คือ ห้องสำหรับพัฒนานิสัยรักบุญกลัวบาป

หน้าที่หลักของห้องนอนมีอะไรบ้าง

1) ห้องนอนเป็นห้องสำหรับการปลูกฝังสัมมาทิฐิ


การสอนลูกหลานให้รู้จัก ดี ชั่ว บุญ บาป อย่างชนิดฝังใจ จะอยู่ที่ห้องนอนนี้ เพราะโดยทั่วไปช่วงก่อนนอนเป็นช่วงที่อารมณ์ดีที่สุด การสอนลูกหลานให้มีความเคารพในพระรัตนตรัย ต้องฝึกจากห้องนอน โดยทั้งพ่อทั้งแม่กราบพระพุทธรูปด้วยกัน รำลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน

การสอนลูกให้กราบเท้าพ่อแม่ก็ฝึกจากห้องนอน เพราะเมื่อลูกกราบ พ่อแม่ก็ให้พร ความอบอุ่นใจก็เกิดขึ้นก่อนนอน ทำให้ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีลงไปในใจได้โดยง่าย

2) ห้องนอนเป็นห้องสำหรับฝึกสัมมาสมาธิให้ใจตั้งมั่นอยู่ในศูนย์กลางกายเป็นปกติ


พ่อ แม่ ลูก จะนั่งสมาธิ ก็นั่งในห้องนอน กลั่นใจให้บริสุทธิ์ก่อนนอน ทำอย่างนี้ หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จได้ เข้าถึงพระธรรมกายในตัวได้ง่าย ทำให้มีกำลังใจในการสร้างบารมีไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำบอกเอาไว้

ศัตรูตัวฉกาจของห้องนอนคืออะไร


หลวงพ่อต้องถามก่อนว่า ใครมีทีวีอยู่ในห้องนอนบ้าง กลับไปบ้านวันนี้ ยกออกมาข้างนอกเสีย เพราะทีวีทำให้ไม่ได้นั่งสมาธิ เริ่มแรกว่าจะดูข่าว ต่อมาก็ดูละคร จบแล้วก็ดูหนังต่อ พอง่วงขึ้นมาก็เข้านอนโดยยังไม่ได้สวดมนต์เลย ละครน้ำเน่า ถ้าไม่มีเรื่องตบกันจนจอแตก ก็ต้องตีกันจนเลือดท่วมจอ นอนดูเพลินจนหลังขดหลังแข็ง บางทีนอนคอเคล็ดอีกต่างหาก ส่งผลให้เรื่องสุดท้ายที่ติดใจของเราไปตอนหลับ ก็คือ เรื่องที่ตบกันจอแตก หรือตีกันเลือดท่วมจอ ทำให้นึกถึงอู่ทะเลบุญไม่ออก จึงไม่ได้นอนในอู่ทะเลบุญ ตื่นเช้าขึ้นมาให้นึกถึงองค์พระก็นึกไม่ออก

ธรรมชาติของคนที่ตื่นขึ้นมาใหม่ จะนึกถึงเรื่องสุดท้ายก่อนเข้านอน ถ้าก่อนนอนดูละครน้ำเน่า ใจจะขุ่นมัวทั้งก่อนนอนและตื่นนอน

เพราะฉะนั้น ใครมีทีวีอยู่ในห้อง เดี๋ยวก็ไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้ไหว้พระ หลวงพ่อขอให้เอาออกไปนอกห้องนอนเสีย แล้วจะทำให้เราตรงต่อเวลา ทำให้มีเวลาพูดกับลูกหลาน ก่อนนอนจะฝึกให้เด็กกราบพ่อแม่ จะให้พรลูกหลาน ก็ทำได้ในเวลานั้น ก่อนนอนเด็กจะนึกถึงคำอวยพรของพ่อแม่ พอตื่นขึ้นมาคำอวยพรของพ่อแม่ก็ยังติดอยู่ในใจ ทำให้เด็กมีจิตใจดี ไม่ขาดความอบอุ่น

ดังนั้น ห้องนอน คือ ห้องมหาสิริมงคล มีไว้ใช้ปลูกฝังศีลธรรม ทบทวนบัญชีบุญ-บาป ให้พรลูกหลานก่อนนอน กราบพ่อกราบแม่ก่อนนอน นั่งสมาธิก่อนนอน ทำให้ชีวิตเกิดสิริมงคล

ที่มา

http://www.dmc.tv/pages/yunaiboon_journal/bedroom-%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99.html

Thursday, October 28, 2010

อนุปุพพิกถาธรรม ก่อนการถวายสังฆทาน โดยพระครูสุธรรมวีราจารย์ วัดถ้ำขวัญเมือง อ.สวี จ.ชุมพร

อนุปุพพิกถาธรรม ก่อนการถวายสังฆทาน โดยพระครูสุธรรมวีราจารย์ วัดถ้ำขวัญเมือง อ.สวี จ.ชุมพร




Sunday, May 30, 2010

ครูอาจารย์ของเรานั้นสำคัญอย่างไร? - หลวงพ่อสมใจ














ครูอาจารย์ของเรานั้นสำคัญอย่างไร?...สำคัญมาก

ถ้าเราไม่มีครูไม่มีอาจารย์ เราก็คงไม่รู้ศีลไม่รู้ธรรม
เราลองคิดซิว่า คนเราถ้าเกิดมาศีล๕ ไม่รู้จัก...ตายแล้วไปไหน?
ตายแล้วก็คงไม่มาเกิดเป็นคน เพราะศีลนั้นเป็นตัวกำหนดการเกิด
เพียงแต่ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือโลกสวรรค์ ก็ไปจากมนุษย์นี่แหละที่เป็นผู้รักษาศีล
รักษาศีลดีมากก็ไปเกิดบนโลกสวรรค์ รักษาศีลดีพอควรก็มาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนี้
ถ้ารักษาศีลบกพร่องมาก็เป็นคนไม่สมประกอบ มีแต่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
บางคนพิการตั้งแต่ในท้อง คลอดออกมาพิการเลย นั้นเป็นผลของเศษกรรม
ที่เราจะต้องไปตกนรกหมกไหม้ก็ไปจากมนุษย์นี่แหละที่เป็นผู้ทำบาปผิดศีล
ทำกรรมหนักก็ต้องไปตกนรก แต่ยังมีมนุษย์อีกจำพวกหนึ่งในโลกนี้มีมาก
บาปก็ไม่ได้ทำ บุญก็ไม่ได้ทำ ศีลก็ไม่ได้รักษา แต่ก็ไม่ได้ทำบาปอะไร
เรียกว่าเป็นคนดีของโลก บุคคลเหล่านี้เวลาตาย บุญที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่มี
เพราะไม่ได้รักษาศีล สวรรค์ไม่ต้องนึกถึง บาปที่จะตกนรกก็ไม่ตกเหมือนกัน นรกไม่เอา
ก็เป็นวิญญาณล่องลอยท่องเที่ยวอยู่ในโลกนี้ มีแต่ความอดอยาก แม้แต่ญาติทำบุญกรวดน้ำให้ก็พอได้กินบ้าง
วันดีคืนดีก็มาเข้าฝันลูกหลาน อดอยากไม่มีอาหารกิน ไม่มีเสื้อผ้านุ่ง
พอเจอคนสติอ่อน สติตกใจง่าย ขาดสติ ก็มีการเข้าสิงสู่ อ้างเป็นเจ้าพ่อนั้นเจ้าแม่นี้อะไรต่างๆ
เรียกว่า "เจ้าเข้าทรง" นั่นแหละ
พวกเราที่เกิดมานี้ เรามีที่มาและก็มีที่ไป เกิดมาด้วยผลของบุญ ตายแล้วไปไหน?
ตายแล้วก็ไปเกิดใหม่แน่นอน ตามผลของกรรมคือบุญกับบาปนั่นแหละ
เพราะเราได้มีครูอาจารย์นั่นเองที่เป็นพระสงฆ์ อบรมเรา ให้เราได้มีวิชา สามารถรู้เห็นได้
นรก-สวรรค์มีจริง
บาป-บุญ มีจริง
เทวดามีจริง เปรตมีจริง
สิ่งเหล่านี้ต้องพาตัวเข้ามาปฏิบัติ ถึงจะเข้าถึงได้
อย่าเป็นเพียงนับถือพุทธเฉพาะเพียงในนาม ตามใบทะเบียนบ้าน
แต่หาได้พาตัวเข้ามาปฏิบัติไม่ ถ้าไม่พาตัวเองเข้ามาปฏิบัติก็ไม่สามารถเข้าถึงคำสั่งสอนได้หรอก
พุทธศาสนานั้นไม่สอนให้งมงาย สอนให้มีปัญญา มีเหตุมีผลและพิสูจน์ได้
แต่เราต้องพาตัวเองเข้ามาปฏิบัติให้เข้าถึงคำสั่งนั่นแหละถึงเรียกว่าเป็นผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนาที่แท้จริง
เพราะเรามีครูอาจารย์ที่เป็นผู้รู้สอนเรานั่นเอง

ลพ.สมใจ
เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง อ.สวี จ.ชุมพร

Sunday, November 15, 2009

มิตรแท้ในปรโลก

ปกิณกธรรม

เรื่อง : พระมหาเสถียร สุรณฺณฐฺิโต ป.ธ. ๙ / พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี ป.ธ. ๙

มหาสมุทร เป็นศูนย์รวมของสายน้ำทั้งหลาย บุญก็เป็นศูนย์รวมของความสุขและความสำเร็จ ทั้งมวลของชีวิต บุญเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะบันดาล ทุกอย่างให้เราสมความปรารถนาในทุกสิ่ง ถ้าเราปรารถนาความสุขความสำเร็จข้ามชาติ จะต้องรู้จัก วิธีเปลี่ยนโลกิยทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ ด้วยการนำออกมาทำทาน ถือเป็นการากทรัพย์ไว้ตามหลัก พุทธวิธี ที่สามารถติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ให้ออกดอกออกผลเป็นรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข และมรรคผล นิพพาน ทันทีที่เราตัดความตระหนี่ออกจากใจ ละทรัพย์ทำบุญทำทาน ทรัพย์นั้นก็จะแปรเปลี่ยน เป็นทรัพย์ละเอียด ซึ่งจะอำนวยสุขในทุกสถานทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การหมั่นสั่งสมบุญเป็นวิสัยทัศน์ของผู้ไม่ประมาท เป็นวิธีเตรียมตัวตายที่ถูกต้อง และปลอดภัยที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าจะหมดลมหายใจ เมื่อไร และถึงแม้หมดสิทธิ์หายใจแต่ก็ยังได้สิทธิ์ไป เสวยสุขในสวรรค์อีกต่อไป

ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระ ๓ รูป จำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากพระวิหารเวฬุวัน เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้ชักชวนกันไปเฝ้าพระสัมมา สัมพุทธเจ้าที่พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคห์ ขณะที่ พระเถระทั้ง ๓ รูป เดินทางผ่านไร่อ้อย คนเฝ้าไร่
ผู้มีจิตใจงดงามเห็นพระภิกษุเดินทางผ่านมาก็ดีใจ รีบออกไปต้อนรับ ครั้นทราบว่าพระเถระกำลังเดินทาง เพื่อจะไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความห่วงใย และอยากได้บุญ จึงกราบเรียนท่านว่า "กรุงราชคฤห์ อยู่ห่างจากที่นี่มาก ถ้าเดินทางด้วยเท้าก็ต้องใช้เวลา เดินทางอีกพอสมควร ที่พักระหว่างทางก็หายาก ขอนิมนต์พระคุณเจ้าพักที่ไร่แห่งนี้สักคืนหนึ่งเถิด โยมจะขอรับบุญอุปัฏฐากพวกท่านเอง พรุ่งนี้ค่อย เดินทางต่อเถิดพระคุณเจ้า"

พระเถระทั้ง ๓ รูป จึงรับนิมนต์ เพราะเห็นว่า คนเฝ้าไร่แม้จะยากจน แต่ก็ไม่แล้งน้ำใจ คนเฝ้าไร่ ดีใจมากที่พระเถระทั้ง ๓ รูป เมตตาอยู่เป็นเนื้อนาบุญ จึงรีบไปเอาน้ำอ้อยมาถวาย จากนั้นจึงนิมนต์ท่าน เข้าไปจำวัดในที่พัก

พอรุ่งเช้า คนเฝ้าไร่รีบตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อถวาย ภัตตาหาร เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้ว ก็แนะนำให้เขา หมั่นนึกถึงบุญบ่อย ๆ และให้ใจอยู่ในบุญจะได้ช่วย หนุนนำให้พ้นจากความยากลำบาก เพราะสิ่งที่เขาทำถือว่าเป็นกาลทาน คือ ได้ถวายการต้อนรับภิกษุ
ที่มาจากทิศทั้งสี่ และการถวายทานแด่ภิกษุผู้เตรียมจะไปนั้น ได้ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้ว่า

" ผู้มีปัญญา รู้ความประสงค์ของผู้มาเยือน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมให้ทานในกาลที่ควรให้ ผู้ให้ทานตามกาลในพระผู้ปฏิบัติตรง ผู้มีใจผ่องใสมิตรแท้ในปรโลก แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ฉันใด ท่อธารแห่งบุญย่อมหลั่งไหลสู่นรชนผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง ฉันนั้น ทานย่อมมีผลไพบูลย์ จะส่งผลใหญ่นับประมาณมิได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาบุญควรให้ทานในบุญเขต ที่มีผลมาก บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลายในปรโลก"

คนเฝ้าไร่ฟังสัมโมทนียกถาจากพระเถระแล้ว ก็เกิดมหาปติในบุญที่ได้ต้อนรับพระอาคันตุกะ เขา ได้ถวายอ้อยแด่พระเถระทั้ง ๓ รูป ที่กำลังจะออกเดินทาง ซึ่งอ้อยที่เขาถวายไปนั้นเป็นอ้อยของเขาเอง เขาได้เดินไปส่งพระเถระ แล้วกลับมาเฝ้าไร่อ้อยด้วยความปลื้มปติในบุญ

ขณะเดียวกัน พราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งเป็นเจ้าของไร่อ้อย กำลังเดินทางไปไร่ ได้เห็นอ้อยในมือ ของพระเถระทั้ง ๓ รูป ที่เดินสวนทางมา จึงถามว่า "พวกท่านได้อ้อยมาจากไหน" เมื่อรู้ว่าคนเฝ้าไร่เป็น ผู้ถวายมาก็โกรธมาก เพราะพราหมณ์คิดว่าคนเฝ้าไร่ ขโมยอ้อยในไร่ไปถวายพระเถระ จึงรีบเดินไปที่ไร่อ้อย พอไปถึงก็ไม่ได้ซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น คว้าท่อนไม้ ได้ก็เดินไปทางด้านหลังของคนเฝ้าไร่ แล้วฟาดท่อนไม้ลงบนศีรษะเขาอย่างแรง ทำให้คนเฝ้าไร่ เสียชีวิตทันที ในขณะที่เขากำลังนั่งระลึกนึกถึงบุญอยู่ แม้ตายแล้วก็มีสติรู้ว่าตัวเองตาย ไม่ได้รู้สึก โกรธแค้นเจ้าของไร่เลย ในใจนึกถึงแต่บุญเพียงอย่างเดียว ทำให้เขาไปบังเกิดในสุธรรมาเทวสภา มีช้างพลายทิพย์เป็นยานพาหนะ ซึ่งบังเกิดขึ้นด้วย บุญญานุภาพของเขา

ฝ่ายพ่อแม่และหมู่ญาติของคนเฝ้าไร่ ได้ข่าวการตายของเขาก็เสียใจ ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสงสาร เย็นวันนั้น เพื่อนบ้านได้พากันไปมุงดูศพ แล้วช่วยกันหามไปทำฌาปนกิจในปาช้า ขณะนั้นเทพบุตร ใหม่ได้ขี่ช้างทิพย์แวดล้อมด้วยเทพผู้ชำนาญในการ บรรเลงดนตรีลงมาจากเทวโลกพร้อมด้วยบริวาร จำนวนมากด้วยเทพทธิ์ยิ่งใหญ่ ปรากฏกายในอากาศให้ประชุมชนนั้นเห็นเป็นบุญตา

ชาวบ้านเห็นแล้วก็ตื่นเต้นดีใจ ต่างชี้ชวนกันดูช้างตัวใหญ่ที่มีเทพบุตรนั่งอยู่ด้านบน ฟังทิพยบรรเลง ที่ไพเราะจนลืมความโศกไปทันที ชาวบ้านพากันถามเทพบุตรว่า "ท่านเป็นใคร เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะ จึงได้มีช้างเผือกเป็นยานทิพย์ มีดนตรีประโคมกึกก้อง ฉลองกันอยู่ในอากาศ"

เทพบุตรได้ตอบกลับไปว่า "ข้าพเจ้าไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะ ข้าพเจ้าเป็นเทพองค์หนึ่ง ในบรรดาเหล่าเทพที่ชื่อสุธรรมา" พวกเทพสุธรรมา ก็คือเทพบุตรผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสุธรรมาเทวสภาในสวรรค์ชั้นดาวดึง ค์นั่นเอง
เทพบุตรได้บอกบิดามารดาและหมู่ญาติว่าตัวเองก็คืออดีตคนเฝ้าไร่ อ้อย แม้จะถูกตีตาย แต่ก็ ไม่ตายจากความดีที่ได้ทำบุญไว้กับพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า จากนั้นจึงเล่าบุพกรรมที่ได้ทำ ก่อนตายให้ทุกคนได้อนุโมทนาบุญ แล้วประกาศคุณของพระรัตนตรัยให้เห็นประจักษ์ และชักชวนให้ทุกคนได้ทำบุญกับภิกษุสงฆ์ เพราะเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของโลก

เมื่อ ชาวบ้านได้ฟังคำของเทพบุตรแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงไปถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข และได้กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทรงทราบ พระบรมศาสดาจึงทรงแ สดงธรรมให้มหาชนตั้งอยู่ในศีล เมื่อกลับไปชาวบ้านก็ได้ช่วยกัน สร้างวิหารบริเวณที่คนเฝ้าไร่ถูกฆ่าตาย เพื่อเป็นอนสรณ์สถาน ให้กับเขา บุญนั้นได้หนุนส่งให้เทพบุตรมีวิมาน ว่างสไ วยิ่งขึ้นไปอีกส่วนชาวบ้านเมื่อสั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์ ละโลกแล้วก็มีสุคติเป็นที่ไปกันถ้วนหน้า

ท่าน สาธุชนทั้งหลาย ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ที่น่ากลัวคือตอนยังมีชีวิตแต่ไม่คิดทำความดี ต่างหาก ในทางตรงกันข้ามถ้าเราหมั่นสั่งสมบุญไว้ดีแล้ว แม้ต้องตายจากโลกใบนี้ไป แต่จะมีชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลายในปรโลก เวลาเราตายก็ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้เลย มีเพียงบุญเท่านั้นที่จะหนุนนำให้เรา เข้าถึงความเป็น หายของเหล่าทวยเทพ

ขณะ เดียวกัน ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในชีวิต มักเกิดจากความผิดพลาดในอดีต ซึ่งเป็นวิบากที่คอย ติดตามเราเหมือนเงาตามตัว ถ้ากำลังบุญเราหย่อน กำลังบาปก็ได้ช่องส่งผล เราจึงประสบกับอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ผู้ที่มีกำลังใจสูงเมื่อประสบกับปัญหาก็จะไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษว่าบุญไม่ช่วย และจะไม่โทษใครทั้งนั้น แต่จะมีสติ ใช้ปัญญาหาวิธีแก้ไข ด้วยใจที่สงบ หาทางเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและ จะเร่งสั่งสมบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเอาบุญไปสู้ กับบาป


บุญ จะช่วยตัดรอนวิบากกรรม จากหนักเป็นเบา เบาเป็นหาย แม้ตายก็ไปดี จากที่เคยยากจน ก็จะก้าวข้ามไปสู่ความเป็น คนจนยาก จากไม่มีอันจะกิน ก็จะมีเหลือกินเหลือใช้

อีกประการหนึ่ง ชีวิตคนเรานั้นจะถูกชิงช่วง ระหว่างความเป็นและความตาย ระหว่างบุญและ บาปเสมอ เพราะฉะนั้น เมื่อโอกาสแห่งการสั่ง สมบุญ มาถึงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบุญเล็ก บุญใหญ่ หรือบุญ อะไรก็ตาม อย่าได้ลังเลใจ อย่ามัวมีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไข ให้รีบใช้สิทธิ์นั้น ก่อนที่จะหมดสิทธิ์ อย่าได้กลัวบุญกันเลย เพราะบุญเป็นชื่อของความสุข

"ความสุขในโลกนี้และโลกหน้าย่อมเกิดกับ ผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาเป็น สหายแห่งเทพ พึงทำ บุญกุศลไว้ให้มาก เพราะผู้ทำบุญเป็นนิตย์ย่อม บันเทิงใจอยู่ใน สวรรค์"


ที่มา
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=610&Itemid=1

Thursday, September 24, 2009

การขวางบุญผู้อื่น

การขวางบุญผู้อื่น ถือว่าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลกรรมอีกชนิดหนึ่ง ที่บั่นทอนรายได้และความเจริญอย่างมาก มีหลายชนิดดังนี้

การขวางบุญโดยไม่ให้ผู้อื่นรักษาศีลและนั่งสมาธิ ถือว่าเป็นกรรมใหญ่ เพราะศีลเป็นบุญชั้นกลาง สมาธิเป็นบุญชั้นสูง คือเป็นครุกรรม คือกรรมหนักฝ่ายกุศล ถ้าผู้ใดไปขวางบุญชนิดนี้ จะทำให้ผู้นั้นได้รับความทุกข์ยากลำบากเป็นอย่างมาก


การขวางบุญในการแสดงธรรม คือ ในขณะที่อาจารย์สอนธรรมะให้คนทั่วไปฟังอยู่นั้น หรือในขณะที่พระทำพิธีสวดมนต์อยู่นั้น อาจจะมีบางคนพุดคุยกันในที่แห่งนั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่ถูกชวนคุยนั้นฟังที่อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง

และยังทำให้คนข้างๆเสียสมาธิในการฟังด้วย เป็นการรบกวนคนอื่นรอบข้าง หรือการกระทำใดๆก็ตามคนที่ฟังธรรม ในที่แห่งนั้นเสียสมาธิในการฟัง หรือถูกรบกวนการฟังธรรม

ทั้งที่ผู้ที่กระทำนั้นไม่ได้มีความตั้งใจหรือมีเจตนา แต่เขาผู้นั้นจะต้องได้รับกรรมชดใช้ และกรรมของการขัดขวางบุญผู้อื่นแน่นอน และผลกรรมที่ได้รับก็คือ เขาจะเป็นผู้ตาบอด หูหนวก เป็นต้อเนื้อ ต้อกระจก ปากแหว่ง หรืออาจจะปากเสีย

หรือฟันในปากมีปัญหาทำให้ได้รับความเจ็บปวดมาก อาจจะเป็นคนปากเหม็นมาก หรืออาจจะทำให้เขาผู้นั้นเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ซึ่งจะอยู่กับกรรมที่ทำมา ว่าเขาขวางบุญมากหรือน้อยแค่ไหน แต่เขาจะได้รับโทษอย่างแน่นอน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนก็จะต้องเป็นชาติต่อๆไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย


และใครจะเอาเด็กไปฟังธรรมด้วย ก็ขอให้ดูแลให้ดี มิฉะนั้น ตัวเด็กจะทำบาปโดยไม่รู้ตัว เช่นการส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

หลายคนอาจสงสัยว่า แค่พูดกันหรือแค่โทรศัพท์อาจจะรบกวนคนอื่นบ้าง แต่ทำไมต้องได้รับโทษขนาดนั้น ก็จะขออธิบายว่า ..

การฟังธรรมะ..ไม่เหมือนกับการฟัง อาจารย์สอนความรู้วิชาการด้านต่าง ดังที่เราได้เคยร่ำเรียนมา เพราะความรู้เหล่านั้น ไม่สามารถที่จะทำให้เรากลายเป็นคนดีได้ จนทำให้เราพ้นจากนรกหรืออบายภูมิ และความรู้เหล่านั้น ก็ไม่สามารถทำให้เราตายแล้ว ไปเกิดบนสวรรค์ได้ จึงถือว่าเป็นความรู้ที่ธรรมดา

ไม่เหมือนกับความรู้ที่ได้จากธรรมะ เพราะถ้าผู้ใดสามารถรู้ และเข้าใจจนสามารถพิสูจน์ได้ เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนใคร และเมื่อตายไปก็จะรอดพ้นจากนรกหรืออบายภูมิได้ และธรรมะยังทำให้เขารู้หนทางที่จะไปเกิดบนสวรรค์ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ในธรรมะจึงถือว่าเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีความรู้ใดเทียบเท่าได้


เพราะฉะนั้นการขวางบุญในการฟังธรรม จึงเท่ากับขวางแสงสว่างในชีวิตของคนบางคน และขวางความเจริญรุ่งเรืองทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป ของบุคคลผู้นั้นด้วย จึงทำให้ผู้ที่ขวางบุญคนอื่นนั้นได้รับผลกรรมที่หนักพอสมควร ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

การขวางผู้อื่นทำทาน

คือ เมื่อเห็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงหรือแฟน สามี มิตรสหายจะทำบุญหรือให้ทาน เช่นจะทำทานสร้างโบสถ์หรือวิหารสักแห่ง ประมาณ 1,000 บาท ผู้ที่ขวางบุญก็จะบอกว่า ทำแค่ ร้อย สองร้อย ก็พอ หรือจะให้เงินขอทานสัก 20 บาท ผู้ที่ขวางบุญก็จะบอกว่า อย่าไปให้เลย เพราะจะเป็นการสนับสนุนเขาให้เป็นขอทาน

แต่พอถามว่า เมื่อเขาเป็นคนพิการ คุณจะพาเขาไปหางานทำหรือจะช่วยเหลือเขาหรือเปล่า ผู้ขวางบุญกลับบอกว่า ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม ซึ่งฟังแล้วแปลกดี

ไม่มีหน้าที่..ช่วย แต่กลับมีหน้าที่..ขวาง..บุญ ซึ่งผลกรรมในการขวางบุญ เรื่องการให้ทานนี้ จะทำให้เขาเป็นผู้ทำมาหากินลำบาก ถุกขัดขวาง เกิดอุปสรรคมากมาย ลาภผลที่จะได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และที่สำคัญ เมื่อเขาตายไปแล้ว ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง

อาจจะเป็นมนุษย์ตัวเตี้ยผิดปกติ จนไปถึงกลายเป็นคนแคระก็อาจเป็นไปได้ เป็นผลมาจากการขวางบุญที่เขาเคยทำในอดีตชาตินั่นเอง จะเตี้ยมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่ที่กรรม ขวางบุญคนอื่นมากน้อยเพียงไร



----------------------------------------------------------------

ดังตัวอย่างบุพจริยาของพระกุณฏกภัททิยเถระ เอตทัคคะในทางผู้พูดเสียงไพเราะ


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

ภัททิยวรรคที่ ๕๕
ลกุณฏกภัททิยเถราปทานที่ ๑
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฏกภัททิยเถระ


[๑๓๑] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้
จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ครั้งนั้น เรา
เป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในพระนครหงสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่
ได้ไปถึงสังฆาราม คราวนั้น พระผู้นำผู้ส่องโลกให้โชติช่วงพระองค์
นั้น ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ประ-
เสริฐกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เราได้สดับพระธรรมเทศนา
นั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดร
นั้น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ใน
ท่ามกลางพระสงฆ์ว่า ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดัง
มโนรถความปรารถนา ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตรผู้นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระ
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระ
ศาสดา มีนามชื่อว่าภัททิยะ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าผุสสะเป็นผู้นำ
ยากที่จะหาผู้เสมอ ยากที่จะข่มขี่ได้ สูงสุดกว่าโลกทั้งปวงได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว และพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ เป็นผู้
ประเสริฐเที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส ทรงแสวงหา
ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมากจาก
กิเลสเครื่องจองจำ เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวในพระอารามอันน่าเพลิด
เพลินเจริญใจ ของพระผุสสสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่
ที่ต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี ครั้งนั้น เราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุด
เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จพระราชดำเนินไปบิณฑบาต จึงทำ
จิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วยเสียงอันไพเราะ ครั้งนั้น เราบินไป
สวนหลวงคาบผลมะม่วงที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำมาแล้วน้อม
เข้าไปถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า เวลานั้น พระพิชิตมารผู้ประกอบ
ด้วยพระกรุณา ทรงทราบวาระจิตของเรา จึงทรงรับบาตรจากมือของ
ภิกษุผู้อุปัฏฐาก เรามีจิตร่าเริงถวายผลมะม่วงแด่พระมหามุนี เราใส่
บาตรแล้วก็ประนมปีกร้องด้วยเสียงอันไพเราะ น่ายินดี เสนาะน่า
ฟัง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ ครั้งนั้น นกเหยี่ยว
ผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบเอาเรา ผู้มีจิตเบิกบาน มีอัธยาศัยไปสู่ความรัก-
ต่อพระพุทธเจ้าไปฆ่าเสีย เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยมหันตสุขใน
สวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์เพราะกรรมนั้นพาไป ใน
ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามตามพระโคตรว่ากัสสป เป็นเผ่า
พันธุ์พรหมมีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้น
แล้วพระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วงครอบงำเดียรถีย์ผู้หลอก
ลวงทรงแนะนำเวไนยสัตว์พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว
เมื่อพระพุทธองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพานแล้ว ประชุมชนเป็นอันมาก
ที่เลื่อมใส จักทำพระสถูปของพระศาสดา เพื่อต้องการจะบูชาพระ
พุทธเจ้า เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกันทำพระสถูปของ
พระศาสดาผู้แสวงหาพระคุณอันใหญ่ ให้สูงเจ็ดโยชน์ ประดับ
ด้วยแก้ว ๗ ประการ ครั้งนั้น เราเป็นจอมทัพของพระเจ้าแผ่นดิน
แคว้นกาสีพระนามว่ากิกี ได้พูดลดประมาณที่พระเจดีย์ของพระพุทธ
เจ้า ผู้ไม่มีประมาณเสีย ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์
ของศาสดา ผู้มีพระปัญญากว่านรชน สูงโยชน์เดียว ประดับด้วย
รัตนะนานาชนิด ตามถ้อยคำของเรา เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และ
เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลเศรษฐีอันมั่งคั่ง
สมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ในพระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เราได้
เห็นพระสุคตเจ้าในเวลาเสด็จเข้าพระนครก็อัศจรรย์ใจ จึงบรรพชา
ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เพราะกรรมคือการลดประมาณของพระเจดีย์
เราได้ทำไว้ เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ย ควรจะเป็นร่างกายกลม เราบูชา
พระพุทธเจ้าสูงสุดด้วยเสียงอันไพเราะ จึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เพราะการถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า
และเพราะการอนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณ เราจึงสมบูรณ์ด้วยสามัญผล
ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเรา
ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน.

ที่มา
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=33&A=3434&Z=3497


------------------------------------------------------------------------

ชาติก่อนเคยขวางบุญไว้

ในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำวัตรอยู่ในโบสถ์มีอุบาสกคนหนึ่งมีความประสงค์จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
จึงเดินเข้าไปในโบสถ์ พอไปถึงหน้าโบสถ์เห็นเป็นเณรยืนอยู่ มีลักษณะตัวเล็ก จึงเข้าไปลูบหัวด้วยความเอ็นดูรักใคร่
เสร็จแล้วได้เเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในโบสถ์ เมื่อกราบนมัสการเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าทรงถามอุบาสกว่า
"อุบาสกเดินเข้ามาได้เห็นพระอรหันต์องค์หนึ่งอยู่หน้าโบสถ์หรือไม่" อุบาสกตอบว่า
"ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นพระอรหันต์สักองค์หนึ่งเลย เห็นแต่สามเณรน้องน่ารักอยู่องค์เดียวเท่านั้นพระเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นั่นแหละ พระอรหันต์ละ"

อุบาสกเมื่อรู้ว่าสามเณรน้อยน่ารักผู้ที่ตัวเองได้ลูบศีรษะนั้นคือพระอรหันต์ก็รู้สึกตกใจมาก และได้ถามถึงบุรพกรรมของสามเณรว่า
ทำไมถึงได้มีร่างกายเล็กและเตี้ยเหมือนกับเด็ก พระพุทธเจ้าจึงเล่าถึงอดีตชาติของพระอรหันต์องค์น้อยว่า
"ในอดีตชาติ ท่านได้เป็นอุบาสกผู้มีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและได้ร่วมกับพรรคพวกของท่านวางแผนสร้างเจดีญืขึ้นหนึ่งองค์
ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มีความเห็นว่าต้องการที่จะสร้างเจดีย์ให้สูงเท่านกเขาเหิน แต่ตัวท่านกลับเห็นว่าสูงเกินไป และให้ความเห็นแก่ทุกคนว่า
พวกเราไม่ควรสร้างให้สูงปานนั้น ควรจะสร้างให้ต่ำๆ จะดีกว่า ทุกคนจึงมีความเห็นตามอุบาสกผู้นี้พูด และได้ตกลงสร้างเจดีย์ตามนั้น
เพราะกรรมการบั่นทอนหรือขวางบุญผู้อื่น ซึ่งบุญที่คนทั้งหลายควรจะได้มากหรือได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เมื่อถูกเราไปขวาง
จึงทำให้สิ่งที่เขาควรจะได้รับนั้นลดลง หรือบางทีอาจจะไม่ได้เลย กรรมอันนี้นี่เองที่ทำให้ในชาตินี้ท่านจึงได้เกิดมาตัวเตี้ยผิดจากมนุษย์ธรรมดา"

จะเห็นได้ว่า กรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่รู้ด้วยว่าการกระทำแค่นี้ถือว่าเป็นกรรมแล้ว ที่สำคัญผู้ที่ทำกรรมนั้นจะต้องได้รับโทษ
แน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าทุกท่านคงจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไมคนเราถึงได้สูงต่ำไม่เท่ากัน


------------------------------------------------------------------------

มาดูชีวิต..นักเรียนสาวที่ตัวจิ๋วที่สุดโนโลก..อยู่ที่อินเดียนี่เอง

วันนี้มีเรื่องจากคุณสายบุญ..สมาชิกประจำของบล๊อกนี้.. ได้ส่งเรื่องมาทางเมล์เกี่ยวกับเด็กนักเรียนอินเดียที่ตัวเล็กที่สุดใน โลก..ลองมาดูว่าเธอเล็กสมตัวหรือเปล่า

ฮือฮาน.ร.สาวอินเดียตัวจิ๋วสุดในโลก



จิ๋วแจ๋ว-ชโย ติ สาวน้อยร่างจิ๋วที่สุดในโลก อายุ 15 ปี กับเพื่อนๆ ร่วมชั้นในเมืองนากปุระ ประเทศอินเดีย เปิดตัวทางรายการทีวีอังกฤษเป็นที่ฮือฮา โดยให้สัมภาษณ์ว่า ภูมิใจที่เป็นเด็กสาวตัวจิ๋ว ไม่น้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด เมื่อ 10 มิ.ย. (เดลี่เมล์)


หนังสือ พิมพ์เดลี่ เมล์ รายงานวันที่ 10 มิ.ย.ว่า ชโยติ สาวน้อยร่างจิ๋วที่สุดในโลก อายุ 15 ปี ชาวอินเดีย ความสูง 33.8 เซนติเมตร หนัก 5.4 กิโลกรัม เปิดตัวในรายการทีวี ช่อง 4 ของอังกฤษ

สาว น้อยอาศัยอยู่เมืองนากปุระ รัฐมหาราษฎะ เป็นลูกคนที่ 4 มีพี่สาว 2 คน อายุ 23 และ 18 ปี พี่ชายอายุ 22 ปี ส่วนพ่ออายุ 52 ปี แม่อายุ 45 ปี ทุกคนรูปร่างปกติ ซึ่งชโยติกล่าวว่า ภูมิใจที่เป็นเด็กสาวตัวเล็กที่สุดในโลก ไม่ได้ตกใจหรือเสียใจที่ตัวเล็ก ชอบที่คนอื่นมองด้วยความสนใจ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความเตี้ยแคระของชโยติมาจากความผิดปกติที่ร่างกายผลิ ตฮอร์โมนออกมาไม่เพียงพอ และจะมีรูปร่างนี้ไปตลอดชีวิต


ชโย ติได้ไปโรงเรียน โดยมีที่นั่งจัดพิเศษไว้ให้ เด็กสาวเล่าว่า ตอนไปโรงเรียนวันแรกกลัวเหมือนกัน เพราะทุกคนตัวโตกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ปกติแล้ว ไม่ได้รู้สึกแตกต่าง ในฐานะเป็นวัยรุ่นก็เหมือนเด็กสาวทั่วไป ชอบแต่งหน้า แต่งตัวสวยๆ ฝันไว้ว่าอนาคตจะเป็นดารา ทำงานภาพยนตร์

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..ถึงตัวจะเล็กแต่ใจไม่เล็กก็แล้วกันนะค๊ะ..ฯ


เรื่อง มาดูชีวิต..นักเรียนสาวที่ตัวจิ๋วที่สุดโนโลก..อยู่ที่อินเดียนี่เอง
ที่มาจาก http://www.oknation.net/blog/mylifeandwork/2009/06/12/entry-1

Monday, September 14, 2009

"การอนุโมทนาบุญกับการอนุโมทนาบาป มีอานิสงส์ต่างกันอย่างไร "

หลวงพ่อตอบปัญหา
พระภาวนาวิริยคุณ

หลวงพ่อเจ้าคะ คนที่ชอบอนุโมทนาบุญกับคนที่ชอบอนุโมทนาบาป จะมีผลอย่างไร?



ถ้าตอบแบบย่อๆ อนุโมทนาบุญก็ได้บุญ อนุโมทนาบาปก็ได้บาป แต่เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อนุโมทนาคืออะไร ?

อนุโมทนา แปลว่า ดีใจด้วย ยินดีด้วย เห็นชอบด้วย หรือว่าสนับสนุน

เพราะฉะนั้น การอนุโมทนาบุญ คือ ดีใจด้วยกับการที่คนอื่นทำความดี

เช่น พอเห็นใคร ทำความดี เราก็ไปอนุโมทนาบุญด้วย ดีใจด้วย ซึ่งจะเป็นทั้งความชื่นใจ ที่เกิดกับตัวเราเอง แล้วก็เป็นการให้กำลังใจกับคนที่ทำความดี ให้เขามีกำลังใจที่จะทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป

ส่วนการอนุโมทนาบาป คือ ดีใจด้วยกับการที่คนอื่นทำความชั่ว พอเห็นใครทำความชั่ว " แหม ดีเหลือเกิน"

เช่น เวลาเห็นคนที่เราไม่ค่อยรัก ไม่ค่อยชอบหน้าสักเท่าไหร่ ถูกรังแก เราก็ดีใจ ไปสมน้ำ หน้าเขา นั่นเป็นการอนุโมทนาบาป เต็มที่เลย ก็จะมีผลทำให้เราพลอยได้บาปไปด้วยเพราะถึง เขาไม่ค่อยจะถูกกับเรา ก็เป็นคนละเรื่องกัน

ยิ่งกว่านั้น ในกรณีที่เห็นใครได้รับความเดือดร้อน ได้รับความทุกข์ยาก แม้ว่าเขาจะเป็น คนชั่ว เป็นคนไม่ดี ก็อย่าไปโมทนากับเขา

ยกตัวอย่าง พ่อค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นคนชั่วอย่างแน่นอน โดยกฎหมายมีโทษว่าต้อง ประหาร ชีวิต เพราะทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นมามากมายเหลือเกิน ขืนปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เดี๋ยวจะมี คนติดยาเสพติดของเขา จนต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนกันทั่วบ้านทั่วเมือง

พอมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า พ่อค้ายาเสพติดผู้นี้ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต ด้วยวิธียิง เป้าเท่านั้น คนสาธุกันลั่นเมืองทีเดียวโดยหารู้ไม่ว่า ได้อนุโมทนาบาปเข้าไปแล้ว เพราะไป ยินดีต่อ การที่ จะต้องฆ่าคน ยินดีต่อการที่จะมีคนถูกฆ่า แม้ทางโลกอาจจะมองว่า ในเมื่อเขาทำ ความชั่วมาเยอะ ก็สมควรแล้วที่จะต้องถูกฆ่าให้ตาย

แต่ทางธรรม เมื่อเกิดมีการฆ่ากันขึ้นมา เราจะไม่พูดในแง่ของกฎหมาย แต่เราจะพูดในแง่กฎของวัฏฏสงสาร คือ ในเมื่อเราก็ไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างชีวิต ไม่ได้เนรมิตชีวิตใครขึ้นมา เพราะฉะนั้น ใครๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปฆ่าใคร ถ้าไปฆ่าใครเข้า บาปก็เกิดแก่ผู้ฆ่าทันที

แล้วถ้าหากไปอนุโมทนาต่อการฆ่านั้น เราก็จะพลอยได้บาปไปด้วย เพราะทันทีที่เห็น ดีเห็นงาม ต่อการทำบาป ใจของเราก็จะขุ่นมัว ซึ่งพวกเราก็คงจำกันได้ดีว่า เมื่อใจขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ถ้าตายขณะนั้น ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป

ยังไม่พอ ตัวของเรายังได้เพาะเชื้อแห่งการขาดความเมตตากรุณาตามเขาไปด้วย เพราะว่า เจ้าคนที่ถูกประหารชีวิต เขามีเชื้อแห่งการขาดความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมโลกอยู่ในตัว เขาจึงค้ายา เสพติด วันนี้เขาถูกฆ่าตาย แล้วเราก็ดีใจ โดยหารู้ไม่ว่าเราก็กำลัง เพาะเชื้อแห่งการ ขาด ความเมตตา กรุณาต่อสัตวโลกเช่นกัน



เพราะฉะนั้น จึงฟ้องว่าจะชาตินี้ หรือชาติไหนก็ตาม เราก็พร้อมที่จะทำบาปคล้ายๆ กับเขานั่นแหละ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้เพาะนิสัยจับแง่คิดไม่เป็นขึ้นมาอีกด้วย เพราะการที่ใครคนใด คนหนึ่ง ไปทำเรื่องร้ายๆ จนกระทั่งต้องถูกประหารชีวิต ถามว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น ?

ความจริงไม่ใช่เขาอยากจะเป็นคนเลว เขาเองก็อยากเป็นคนดี แต่เนื่องจากว่าใจของเขา ขุ่นหมองมาตั้งแต่เกิด ทำให้มีสติปัญญาน้อย เลยคิดว่าการที่ไปค้ายาเสพติดอย่างนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว

เพราะฉะนั้น การฆ่าเขาให้ตายจึงไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง เพราะตายแล้วเขาก็ยังต้องเกิด ต่อไปอีก ถึงคราวได้กลับมาเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ ใจของเขาก็ยังขุ่นเหมือนเดิมนั่นแหละแล้วก็คงจะ ก่อเวร ก่อกรรมเช่นเดียวกับชาตินี้อีก

แต่ถ้าจะให้เขาเลิกก่อเวรก่อกรรม ไม่ไปค้ายาเสพติดอีก ก็มีวิธีเดียว คือ จับเขามาสอน ให้รู้จักบุญ ให้รู้จักบาป เสียตั้งแต่ชาตินี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเขาเลย

แก้ไขให้ดีก็ไม่ได้ แถมยังจะเลวเหมือนเดิม เราก็ได้แต่ความสะใจ แล้วก็ได้บาป ติดตัว ไปเท่านั้นเอง

บางครั้งมีการตายหมู่เกิดขึ้น เมื่อท่านผู้มีธรรมไปตรวจดูปรากฏว่า พวกหนึ่งที่ไปตายหมู่ ร่วมกับเขา คือ พวกที่เคยฆ่าคนอื่นเอาไว้

ส่วนอีกพวกหนึ่ง คือ พวกที่ไปอนุโมทนาบาป ไปสนับสนุนให้เกิดการฆ่า ถึงเวลาเลยต้อง มาตายด้วยกัน นี่คือฤทธิ์ของการอนุโมทนาบาป


เพราะฉะนั้น อย่าได้ไปอนุโมทนาบาป กับใครทีเดียว ถ้าได้ข่าวการตัดสิน ประหารชีวิต อย่างมาก ก็ทำใจเพียงแค่รับรู้ว่า เป็นกรรม ของสัตวโลก ใครทำอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ทำใจให้เป็นอุเบกขา อย่างนี้ เชื้อบาปจะได้ ไม่เกิดกับเรา

ตรงกันข้าม ถ้าทราบว่าใครทำบุญ ให้รีบอนุโมทนาบุญกับเขาใจของเราจะ ได้สดชื่นแจ่มใส มีกำลังใจที่จะทำความดีตาม อย่างเขาบ้าง แล้วคนที่เราไปอนุโมทนาบุญด้วยเขาก็จะได้มีกำลังใจที่จะทำ ความดี ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ทำกันให้ได้อย่างนี้ เดี๋ยวทั้งเขาและเราคงจะได้ไปสร้างบุญร่วมกันในภายภาคหน้า ต่อไปอีก ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหน ก็มีแต่ว่าจะเอาบุญไปต่อบุญ เอาความดีไปต่อความดี อย่างนี้ถึง จะน่าอนุโมทนา

ที่มา
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun48/p51/c51.htm

Tuesday, August 25, 2009

สวดมนต์เพื่ออะไร วศิน อินทสระ

เราสวดมนต์กันมาก สวดถูกบ้างผิดบ้าง สวดสิ่งที่ควรสวดบ้างไม่ควรสวดบ้าง เพราะความไม่รู้ แล้วแต่ผู้ที่เคารพนับถือจะแนะนำให้สวดอะไร ก็มักจะสวดกันไป โดยไม่รู้ความหมายด้วย บางทีก็ใช้เวลานานและยากที่จะจำ แต่ว่าเชื่อ มีศรัทธาในบทสวดมนต์ว่าขลังและศักดิ์สิทธิ์ สามารถจะบันดาลประสิทธิ์ประสาทสิ่งที่ต้องการให้ได้ตามคำโฆษณาที่เขาเขียน เอาไว้บ้างพูดเอาไว้บ้าง ในหนังสือสวดมนต์นั้น ๆ ก็มี

การสวดมนต์เป็น “วิธีการ” อันหนึ่งในการทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ “พิธีการ” วิธีการกับพิธีการไม่เหมือนกัน เดี๋ยวจะอธิบาย

การ สวดมนต์ เป็นวิธีการอันหนึ่งในการทำจิตให้สงบ เป็นบริกรรมสมาธิ ถ้าจุดมุ่งหมายอันนี้ จะสวดอะไรก็ได้ เพื่อให้จิตสงบ คือทำสมาธิโดยวิธีบริกรรม หมายถึง สวดเบา ๆ สิ้นมนต์ไปบทหนึ่ง ๆ ว่าซ้ำ ๆ จนจิตใจจดจ่ออยู่กับบทนั้น ไม่วอกแวกไปที่อื่น จะสวดบทเดียวหรือหลายบทก็ได้ ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับบทสวดเป็นใช้ได้ เหมือนท่องหนังสือ หรือท่องสูตรคูณ

ตัวอย่าง ที่นิยมสวดกันทั้งฝ่ายพระ ฝ่ายฆราวาส และเป็นบทที่ดี เช่น บทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อิติปิโส ภควา ถ้าเราสวดคนเดียว ต้องการให้เป็นสมาธิ ก็สวดเบา ๆ สวดกลับไปกลับมา ๒๐-๓๐ เที่ยวก็ได้

เดิมที เดียว คำสอนของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้จารึกลงเป็นตัวอักษรในใบลาน พระสาวกนำพาพระพุทธพจน์มาโดยการถ่ายทอดจากอาจารย์ไปยังศิษย์โดยการท่องจำ ท่องเป็นกลุ่ม ๆ และช่วยกันจำ ถ้าเป็นหนังสือสมัยนี้ก็เรียกว่าท่องกันเป็นเล่ม ๆ สมัยก่อนนี้เขาบอกกันให้จำ เขาเรียกว่าไปต่อหนังสือ

บาง ทีวัดหนึ่งก็มีหนังสืออยู่เล่มเดียวที่กุฏิเจ้าอาวาส ลูกศิษย์ไม่มีหนังสือ ลูกศิษย์ก็ต้องไปต่อหนังสือ คืนนี้ได้แค่นี้ พออีกคืนหนึ่งก็ไปต่อ อาจารย์ก็ว่านำ ลูกศิษย์ก็ว่าตาม ท่องจำ ก็จำกันได้เป็นเล่ม สวดมนต์ฉบับหลวงเล่มใหญ่ ๔๐๐-๕๐๐ หน้า บางคนก็จำได้หมด ท่องหลายปี ท่องไปเรื่อย ๆ เพราะว่าบวชอยู่เรื่อย ๆ

คน ที่ไม่ได้บวช หรือว่าสึกแล้ว แต่ว่ายังมีฉันทะยังมีศรัทธา ยังอุตสาหะในการที่จะท่องจำ ก็ท่องต่อไปเรื่อย ๆ ก็จำได้เยอะ จำได้มากอย่างไม่น่าจะจำได้ เป็นที่ประหลาดใจของคนที่ได้ยินได้ฟังว่าจำได้อย่างไร ไม่มีเทคนิคลี้ลับอะไรหรอก เพียงแต่ว่ามีฉันทะอุตสาหะในการท่องเท่านั้น ไปเห็นอะไรดี ๆ ก็ท่องเอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับการสวดบ้าง เพื่อการเพ่งพินิจเนื้อความบ้าง ท่องจำแล้วก็ง่ายกับการที่จะเพ่งพินิจเนื้อความ

เพราะฉะนั้น ในองค์ของพหูสูต ท่านจึงมีอยู่ข้อหนึ่งว่า ธตา จำได้ วจสา ปริจิตา ว่าได้คล่องปาก มนสานุเปกฺขิตา เพ่งพินิจในใจ เอาใจไปเพ่งพินิจเนื้อความ ว่าเนื้อความนี้มีความหมายอย่างใด ไม่ต้องไปเปิดหนังสือก็ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ

การท่องจำพระพุทธพจน์นั่นเอง ก็กลายมาเป็นบทสวดมนต์ในภายหลัง

บท สวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น ส่วนมากแต่งขึ้นในภายหลัง พระท่านก็จะสวดเหมือนกัน สวดเป็นบทต้น ๆ พอไปกลาง ๆ พระท่านจะสวดพระพุทธพจน์ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร ธรรมนิยามสูตร โลกธรรมสูตร อะไรที่มีเนื้อธรรมดี ๆ ท่านจะสวดหลัง ๆ ของการสวดมนต์

ท่านลองเทียบดูกับการสวด ปาติโมกข์ก็ได้ คือเป็นการท่องวินัย ๒๒๗ ข้อ ท่ามกลางสงฆ์ทุก ๑๕ วัน ต้องท่องเร็วมากเลย มีผู้ทบทวนอยู่ข้างธรรมมาสน์ องค์ที่สวดก็พนมมือ ไม่มองใคร สวดเรื่อยไป ส่วนมากโดยเฉลี่ยก็ ๔๕ นาทีถึงจะจบ จบแล้วก็เหนื่อย เพราะว่าสวดไม่หยุดเลย เร็วด้วย เร็วกว่าสวดมนต์

เมื่อ ก่อนนี้ท่านสวดพร้อมกัน และรู้ความหมาย เพราะเป็นภาษาของท่านเอง ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนามาอยู่ในเมืองไทย เราก็สวดเพื่อจะรักษาธรรมเนียมเดิมเอาไว้ นี่หมายถึงการสวดมนต์นะครับ แต่ส่วนมากไม่รู้ความหมายว่าสวดอะไร เพราะไม่ใช่ภาษาของเรา และก็ไม่ได้เรียน ไม่เข้าใจ การสวดปาติโมกข์จึงกลายเป็นพิธีการ ไม่ใช่วิธีการ เป็นพิธีการ พิธีกรรม โดยที่ผู้สวดก็ไม่รู้เนื้อความ ผู้ฟังก็ไม่รู้เนื้อความ แต่ว่าต้องสวดเป็นพิธีการ หรือเป็นวินัยบัญญัติว่าต้องสวดปาติโมกข์ หรือทบทวนวินัยทุก ๑๕ วัน

เมื่อ ก่อนนี้ ท่านฟังไป ๆ ท่านรู้เรื่อง ถ้าพระองค์ไหนท่านรู้ว่าต้องอาบัติอะไร ก็สะกิดเพื่อนมา ไปปลงอาบัติใกล้ ๆ นั้นเอง และผู้ที่สวดก็ต้องหยุดสวด

แต่ว่าเวลานี้ ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่าปลงอาบัติกันไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วค่อยเข้าไปฟังปาติโมกข์

การ สวดมนต์หรือสวดพระปริตรต่าง ๆ ส่วนมากก็มุ่งไปทางพิธีการ คือทำพิธี มุ่งเอาความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ที่จะบันดาลให้สำเร็จผลด้วยมนต์นั้น แต่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่มีใครรับรอง มีแต่ความเชื่อ ผู้สวดเองก็ไม่กล้ารับรอง แต่เราก็นิยมเรื่องการสวดมนต์เพื่อความขลังและศักดิ์สิทธิ์อยู่

ศักดิ์สิทธิ์ ตามพจนานุกรม แปลว่า ขลัง แล้วขลังแปลว่าอะไร ขลัง แปลว่า มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าอาจบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ “เชื่อกันว่า” บางทีก็สวดเพื่อเป็นสิริมงคลในโอกาสต่าง ๆ สวดเพื่อป้องกันและทำลายทุกข์โศกโรคภัยและให้สำเร็จสมบัติทั้งปวง ดังคำอาราธนาพระปริตรที่ทำกันอยู่ ท่านว่า

วิปัตติปะฏิพาหายะ
สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะทุกขะวินาสายะ
ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ
สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะภะยะวินาสายะ
ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ
สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะโรคะวินาสายะ
ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง

แปล ว่า ขอท่านทั้งหลายสวดพระปริตรเพื่อป้องกันวิบัติ หรือต่อต้านวิบัติ หรือทำลายวิบัติ เพื่อให้สำเร็จสมบัติทั้งปวง เพื่อความพินาศแห่งทุกข์ทั้งปวง เพื่อความพินาศแห่งภัยทั้งปวง

นี่ คือจุดมุ่งหมายแห่งการสวดพระปริตรเพื่อความพินาศแห่งทุกข์ทั้งปวง แห่งโรคทั้งปวงแห่งภัยทั้งปวง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในสมบัติทั้งปวง

นี่ คือจุดมุ่งหมายแห่งการสวดพระปริตรเพื่อความพินาศแห่งทุกข์ทั้งปวง แห่งโรคทั้งปวง แห่งภัยทั้งปวง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในสมบัติทั้งปวง

จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่มีใครรับรองแต่ก็มีความเชื่อ ถ้าจะถามว่าการสวดพระปริตรจะให้สำเร็จผลตามประสงค์ได้หรือไม่ ในคัมภีร์มิลินทปัญญา พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามเรื่องนี้กับพระนาคเสนเหมือนกัน พระนาคเสนก็ถวายพระพรตอบว่า

จะให้สำเร็จผล ต้องมีเงื่อนไข ๓ อย่างคือ
๑. ต้องมีความเชื่อ
๒. ไม่มีกรรมเป็นเครื่องกางกั้น เรียกว่า กรรมวรณ์
๓. ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกางกั้น เรียกว่า กิเลสาวรณ์

ถ้า ไม่เชื่อ พระปริตรก็ไม่สำเร็จ หรือถ้ามีกรรมเป็นเครื่องกางกั้น คือกรรมชั่วมันจะให้ผล ป้องกันก็ไม่ได้ เพราะ นัตถิ กัมมะ สมัง พลัง ไม่มีกำลังใดเสมอด้วยกำลังกรรมหรือว่ามีกิเลสเป็นเครื่องกางกั้น คือว่ากิเลสรุนแรง เดี๋ยวจะเล่าเรื่องให้ฟังให้เห็นว่ากิเลสรุนแรง มันป้องกันไม่ได้อย่างไร

ปัญหาว่าองค์ ๓ ที่ว่านั้นเป็นของใคร คือ เป็นของผู้สวด ผู้ทำพิธี หรือว่าเป็นของผู้รับทำพิธี

หมายความว่า ที่ว่าไม่เชื่อนั้นใครไม่เชื่อ ผู้สวดไม่เชื่อหรือผู้รับพิธีไม่เชื่อ เช่น นิมนต์พระมาทำพิธี ท่านที่สวดเองท่านก็ไม่เชื่อ หรือว่าคนฟังไม่เชื่อ

ที่ว่ากรรมนั้นเป็นกรรมของใคร กรรมของผู้ทำพิธี หรือกรรมของผู้รับพิธี

ที่ว่ากิเลสนั้นเป็นกิเลสของใคร กิเลสของผู้ทำพิธี หรือว่าเป็นกิเลสของผู้รับพิธี

นี่ทิ้งเอาไว้ให้คิดกันดูนะครับ

กล่าว ถึงในพระไตรปิฎก พบเรื่องพระมหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะป่วย พระพุทธเจ้าทรงทราบเข้า เสด็จไปเยี่ยมทรงแสดงหรือตรัสโพชฌงค์ ๗ ประการ เมื่อจบลงพระมหากัสสปะ พระมหาโมคคัลลานะหายป่วย หายจากทุกขเวทนากล้าแข็ง อันนี้ปรากฏในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ หน้า ๑๑๓ – ๑๑๕

พระมหากัสสปะป่วยอยู่ ที่ถ้ำปิปผลิ พระมหาโมคคัลลานะป่วยอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจากเวฬุวัน ไปเยี่ยมทั้งสองท่าน

ใน เมืองไทยก็นิยมสวดโพชฌงค์ให้กับผู้ป่วยเหมือนกัน เมื่อผู้สูงอายุป่วย ญาติพี่น้องมักจะนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดโพชฌงค์ ผู้ป่วยหายบ้าง ตายบ้าง สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยของผู้ป่วยนั่นเอง

ทำไมพระเหล่านั้น ท่านฟังโพชฌงค์แล้วท่านหาย แต่ทำไมผู้ป่วยในเมืองไทยนี้ส่วนมากตาย ส่วนน้อยหาย ที่หายนั้นก็คือถึงแม้จะนิมนต์พระมาสวดหรือไม่สวดโพชฌงค์ก็หายเองอยู่ได้ บ้างแล้ว ที่ตายนั้นเพราะอะไร ก็เพราะว่าโพชฌงค์ ๗ นั้นมีบริบูรณ์อยู่ในพระอรหันต์เหล่านั้น แต่ว่าผู้ป่วยของเรานั้นมีโพชฌงค์อยู่บ้างหรือเปล่า

โพชฌังโค สติสังขาโต
ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปีติปัสสัทธิ
โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
สมาธุเปกขะโพชฌังคา

องค์ ธรรมของโพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัทสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ผู้ป่วยมีองค์ธรรมเหล่านี้ไหม ถ้าไม่มี ก็คือเหตุปัจจัยมันไม่พร้อม ก็เพียงแต่ทำพิธีไปเท่านั้นเอง

บาง คราวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงป่วยเอง รับสั่งให้พระจุนทะน้องชายพระสารีบุตรสวดโพชฌงค์ถวาย ก็ปรากฏว่าทรงพอพระทัยและหายป่วยเหมือนกัน นี่ปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ หน้า ๑๑๖

ท่านผู้เป็นมหาบุรุษทั้ง ๓ นี้หายป่วย เพราะได้ฟังโพชฌงค์ เพราะเหตุใดฟังโพชฌงค์แล้วจึงหาย เพราะท่านมีโพชฌงค์ ๗ ประการอยู่เต็มบริบูรณ์

แต่คนธรรมดา เรา มีโพชฌงค์อยู่เท่าใดหรือไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเอาอะไรมาเป็นยาหรือเป็นธรรมโอสถสำหรับรักษา คุณสมบัติภายในไม่เหมือนกัน แม้ทำอาการภายนอกให้เหมือนกัน ผลก็ไม่เหมือนกัน เหมือนผลไม้พลาสติกกับผลไม้จริง ซึ่งดูอาการภายนอกมันเหมือน แต่ผลไม้พลาสติกมันกินไม่ได้ ความสำเร็จประโยชน์ในการบริโภคไม่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การทำอะไรแต่เพียงแค่พอเป็นพิธี กับการทำเพราะเข้าใจความหมายอันแท้จริง จึงได้ผลไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน

อีก ครั้งหนึ่ง ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี พระคิริมานนท์ป่วยหนัก พระอานนท์ไปเยี่ยมแล้วกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปเยี่ยมพระคิริมา นนท์ แต่พระศาสดาไม่ได้เสด็จไป ทรงให้พระอานนท์ท่องสัญญา ๑๐ ประการ สัญญาในที่นี้หมายถึงข้อพิจารณา ไม่ใช่สัญญาแบบหนังสือสัญญาในภาษาไทย

ข้อ พิจารณา ๑๐ ประการ มีอนิจจสัญญา เป็นต้น คือว่าพิจารณาถึงความไม่เที่ยง ไปจนถึงการเจริญอานาปานสติเป็นที่สุด ให้ไปกล่าวบอกเล่าแก่พระคิริมานนท์ พระคิริมานนท์ฟังแล้วก็หายอาพาธเหมือนกัน

ถ้าจะสงสัยว่า ทำไมพระศาสดาไม่ให้พระอานนท์แสดงโพชฌงค์แก่พระคิริมานนท์ สันนิษฐานว่าทรงมีพระญาณกำหนดรู้อินทรีย์คือ ความพร้อมและอาลัยอนุสัยของพระสาวกว่าผู้ใดควรโปรดด้วยธรรมใด อาลัยคือความโน้มเอียง อนุสัยคือความรู้สึกส่วนลึกหรือกิเลสที่อยู่ส่วนลึก ควรโปรดด้วยธรรมใดจึงจะสำเร็จประโยชน์ได้ เหมือนกับหมอให้ยาคนไข้ให้ถูกกับโรคของเขา

ข้อความในพระ สูตรหลายสูตร เช่น กรณียเมตตสูตรที่กล่าวถึงเรื่องเมตตา พระรัตนสูตร ขันธปริตร โมรปริตร เป็นต้น ที่พระนิยมสวดในพิธีต่าง ๆ ก็มีเรื่องเล่าประกอบถึงเหตุที่ตรัสไว้ และปรากฏในอรรถกถาและอรรถกถาชาดกบ้าง เช่น กรณียเมตตสูตรก็รู้จักกันแพร่หลายว่า พระไปอยู่ป่าและถูกผีหลอกเพราะว่าไปแย่งที่อยู่ของเขา อยู่ไม่ได้ กลับมา พระพุทธเจ้าก็ประทานโอวาทในกรณียเมตตสูตร ถึงคุณสมบัติของผู้บรรลุสันตบทหลายข้อด้วยกันและให้แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ปรากฏว่าพระไปอยู่ป่าได้ ผีไม่หลอก รุกขเทวดาก็เมตตา ได้คุ้มครองให้อยู่เป็นสุข

รัตนสูตร ก็มีเรื่องเล่าถึงว่า เกิดทุพภิกขภัยขึ้นในเมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าได้ให้พระอานนท์ไปสวดรัตนสูตร ภัยพิบัติก็ค่อย ๆ ลดลง

ขันธปริตร เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้สัตว์ร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืองู งูก็ไม่กัดเรื่องก็มีว่า ภิกษุถูกงูกัด พระพุทธเจ้าทรงประทานพุทธมนต์ คือขันธปริตร แผ่เมตตาไปให้พวกงูตระกูลต่าง ๆ พระพุทธเจ้าบอกว่าแผ่เมตตาไปให้งู แล้วงูจะไม่กัด

ที่ จริงสัตว์พวกนี้กลัวคน ถึงจะมีพิษสักเท่าไหร่ มันก็กลัวคน คนก็กลัวงู คือต่างคนต่างกลัวกัน คนก็กลัวงูกัด กัดแล้วก็ถึงตายหรือปางตาย งูก็กลัวคนจะตีมัน คนจะฆ่ามันโดยสัญชาตญาณ แต่ถ้าคนมีเมตตาก็อยู่กับงูได้

โมรปริตร เกี่ยวกับนกยูง โมร แปลว่า นกยูง ก็จะเล่าเกี่ยวกับนกยูงชนิดหนึ่งเป็นเรื่องประกอบ โมรปริตรเป็นมนต์นกยูง สวดแล้วให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากตัวอย่างของนกยูงทอง ตามชาดก นกยูงทองสวดมนต์ทั้งเช้าทั้งเย็น สวดมนต์นอบน้อมดวงอาทิตย์ นอบน้อมท่านผู้หลุดพ้น นอบน้อมความหลุดพ้น และขอให้หลุดพ้น ปลอดภัยมาเป็นเวลานาน จนพรานนกยูงเอานกยูงตัวเมียมาส่งเสียงร้อง นกยูงตัวนี้ก็ติดในเสียงของตัวเมีย รีบตะลีตะลานลงมา ลืมสวดมนต์ด้วยความพอใจในเสียงของนางนกยูง เมื่อก่อนนี้นกยูงทองก็เคยติดบ่วงเหมือนกัน แต่พอติดบ่วงแล้วรูด มันก็หลุดทุกครั้ง แต่คราวนี้ไม่หลุด ติดบ่วงนายพราน

ที่ตั้งหัวข้อไว้ว่า สวดมนต์เพื่ออะไร ขอสรุปว่า บางคนก็สวดเพื่อให้คุ้มครองตัวเอง ให้คุ้มครองบ้านเรือน บางคนก็สวดเพื่อให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ตัว บางคนก็สวดเพื่อความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ บางคนสวดเพื่อให้ใจสงบ บางคนก็สวดเพื่อทบทวนความรู้ข้อความในบทสวด เพราะในบทสวดมนต์มีข้อความที่เป็นธรรมอยู่เยอะ อันนี้ต้องรู้เรื่อง คือสวดมนต์ไปด้วยรู้เรื่องไปด้วย และก็ได้ทั้งสมาธิได้ทั้งปัญญา ได้ทั้งความปลอดโปร่ง ความสงบใจ คนที่รู้สึกหดหู่และว้าเหว่ รู้สึกไม่สบายใจและฟุ้งซ่าน ลองสวดมนต์สักพักหนึ่ง สวดอะไรก็ได้ ที่นิยมกันมากก็ อิติปิโส สวดเบา ๆ สวดช้า ๆ ก็จะได้ความสงบใจ เป็นบริกรรมภาวนา และถ้ารู้เรื่องไปด้วยก็เป็นปัญญา ได้ทั้งศีลด้วย เพราะเวลานั้น กาย วาจาก็เป็นศีล สงบเรียบร้อย กายวาจาไม่มีโทษ สำรวมกายวาจา รวมแล้วก็ได้ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา

ก็ ได้เคยทดลองเรื่องพวกนี้มาบ้าง ก็ได้ผลจริง ถ้าเผื่อเกิดความไม่สบายใจ ก็นั่งลงสวดมนต์ พุทธคุณ ๙ ธรรมคุณ ๖ สังฆคุณ ๙ สวดกลับไปกลับมา ถ้าเผื่อสวดอย่างอื่นด้วยได้ก็ดี สักพักหนึ่งก็สงบผ่องใส หัวเราะออก ความกังวลมันจะหายไปหมดและได้ปีติปราโมทย์

จุดมุ่งหมาย ที่คนควรต้องการที่สุดในการสวดมนต์ก็คือ ต้องการจะสำรวมใจให้อยู่กับบทสวด และให้เกิดปัญญา ให้ได้ศีล สมาธิ และปัญญา ถ้าตั้งเป้าหมายไว้อย่างนี้ก็ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าไปตั้งเป้าหมายไว้อย่างอื่นมันอาจจะได้บ้างไม่ได้บ้าง

คุณ ค่าของการสวดมนต์ อยู่ที่การสำรวมกาย วาจา ซึ่งจัดเป็นศีล และจิตใจสงบผ่องแผ้วอยู่กับบทสวดเป็นสมาธิ เข้าใจความหมายของบทสวด เพิ่มพูนความคิดอ่านให้แตกฉานลึกซึ้ง จัดเข้าในปัญญา รวมความว่า เราสวดมนต์ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา อย่าสวดให้ขาดทุน คือสวดแล้วเสียเวลาเปล่า ไม่ได้อะไร นอกจากอุปาทานว่าเราได้สวดแล้ว

มีหนังสือเล่ม หนึ่งชื่อโลกาธิปัตย์ เขาส่งมาให้ผมที่บ้านเป็นปีที่ ๓ เล่มที่ ๒๓ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๓ มีคอลัมน์เล็ก ๆ คอลัมน์หนึ่งเขียนว่า สวดมนต์บ่อย ๆ แก้ซึมเศร้าหดหู่ได้ ข้อความต่อไปว่าอย่างนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซทควีน ฮัลลัม ในอังกฤษ ได้ศึกษาเพื่อหาว่า ส่วนใดของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อภาวะจิตใจของคนเรามาก ที่สุด โดยศึกษาผู้ชาย ๒๕๑ คน กับผู้หญิง ๒๒๓ คน อายุระหว่าง ๑๘ – ๒๙ ปี วัดเหตุผลของคนเหล่านี้ ที่มีความเชื่อทางศาสนา ความถี่ในการเข้าโบสถ์ และแนวโน้มในการที่จะเกิดอารมณ์หดหู่ ซึมเศร้า ปรากฏว่าผู้หญิงจะเป็นคนเคร่งศาสนามากกว่าผู้ชาย แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันใน ๒ เพศคือ คนที่สวดมนต์บ่อย ๆ แล้ว แทบจะไม่มีอาการซึมเศร้าหรือกระวนกระวายใจเกิดขึ้นเลย

ส่วนกลุ่มที่ไปโบสถ์ เพราะเหตุผลทางสังคม มีโอกาสเกิดอารมณ์หดหู่ซึมเศร้ามากกว่า

ทีมนักวิจัยได้สรุปผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ว่า ศาสนามีความเกี่ยวพันกับสุขภาพจิตและการสวดมนต์จะช่วยคลายเครียดได้

อัน นี้แน่นอน แต่ต้องสวดเป็น ถ้าสวดไม่เป็นอาจจะยิ่งเครียดขึ้นไปอีก คือไม่ว่าทำอะไรต้องทำเป็น ถ้าจะถามว่าทำอย่างไรจึงทำเป็น ก็ต้องไปลองถามท่านผู้รู้ดู

ท่านนึกดู อะไรก็ตาม ถ้าเราทำไม่เป็นมันจะให้ผลตรงกันข้าม กินยาก็เหมือนกัน ถ้ากินเป็นมันก็มีผลในทางบำบัดโรค ถ้ากินไม่เป็นก็ให้โทษแก่ร่างกาย

หนังสือพิมพ์โลกาธิปัตย์ กล่าวต่อไปว่า ทางด้านมูลนิธิสุขภาพจิตอังกฤษ ยืนยันเช่นกันว่า คน ที่มีกำลังใจดีและปรัชญาในการดำรงชีวิต จะช่วยให้จัดการกับความเครียดได้ดี นอกจากนี้พบว่า คนที่เคร่งศาสนาจะมีปัญหาสุขภาพจิตน้อยกว่าคนที่นับถือศาสนาตามธรรมเนียม

ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าสนใจ คนที่สนใจศาสนาหรือเคร่งศาสนา ไม่ได้หมายความว่าเคร่งเครียด แต่ว่าเป็นผู้ที่อยู่กับศาสนา ทางศาสนาต่าง ๆ ก็ทำวิจัยไว้เยอะว่า ครอบครัวที่นับถือศาสนา เคร่งศาสนา จะอยู่กันอย่างสงบสุขเรียบร้อยกว่าครอบครัวที่ไม่นับถือศาสนา หรือนับถือศาสนาแต่ว่าไม่สนใจปฏิบัติตามหลักศาสนา ก็จะประสบปัญหามาก ศาสนานี้มีคุณค่ากับชีวิตบุคคล ชีวิตครอบครัวชีวิตสังคมมากทีเดียว

มี ข้อเขียนอยู่ชิ้นหนึ่ง เขียนไว้นานแล้วตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๙ เรื่อง ทำไมต้องสวดมนต์เล็กน้อยก่อนนอน ก็จะนำมาเล่าเพื่อเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ขึ้นในเรื่องการสวดมนต์เพื่ออะไร

ท่าน ผู้ฟังจะทราบความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อเราตื่นอยู่ จิตสำนึก (concious mind) ของเราจะทำงาน แต่เมื่อเราหลับ จิตใต้สำนึก (unconcious mind) ของเราจะทำงานรับช่วงจากจิตสำนึก สิ่งที่เราทำก่อนนอนจะเข้าไปสะสมในจิตใต้สำนึกหรือในส่วนลึกของจิต

สิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึกนั้นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจสนับสนุนเราเมื่อเราตื่นขึ้น

แรง ปรารถนาที่เราตั้งใจเมื่อก่อนเข้านอนจะลงไปเกาะตัวกันอยู่เงียบ ๆ ในจิตใต้สำนึกซึ่งจะมีอิทธิพลมากในวิถีชีวิตของเราโดยที่เราอาจไม่รู้สึกตัว

กรณี ปมด้อยก็คือจิตใต้สำนึกในทางด้อยที่ไปสะสมตัวกันอยู่นาน จนเป็นอุปนิสัยนั่นเอง ถ้าเป็นสิ่งที่ดีลงไปสะสมกันอยู่ในส่วนลึกของจิต ก็จะกลายเป็นอุปนิสัยที่ดี คุณธรรมก็คืออุปนิสัยที่ดีซึ่งสถิตมั่นคงอยู่ในจิตของเราและแสดงออกเป็น พฤติกรรม เช่น ความรับผิดชอบ ความกรุณาปรานี ความอดทน เป็นต้น

การสวดมนต์ก่อนนอน ก็เพื่อให้จิตได้ระลึกถึงสิ่งดี ๆ ให้ได้ลงไปสะสมเป็นอุปนิสัยที่ดีเป็นคุณธรรม เช้าขึ้นมาเมื่อจิตสำนึกเริ่มทำงานแล้ว ก็จะรับช่วงเอาสิ่งนั้นดำเนินต่อไป

เรา ต้องการสิ่งใด มีอุดมคติมุ่งมั่นในสิ่งใด ขอให้ระลึกถึงสิ่งนั้น และอธิษฐานจิตก่อนนอน เมื่อเรานอนหลับไป จิตใต้สำนึกจะซึมซับเอาความปรารถนานั้นไว้ และพิจารณาหาทางให้เราประสบความสำเร็จ

จิตของ เราจึงตื่นอยู่เสมอ ทั้งขณะที่เราหลับ และเราตื่น ความฝันนั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งการทำงานของจิต คือเมื่อเราตื่นอยู่ จิตอาวรณ์ข้องอยู่กับเรื่องใด ก็ฝันถึงเรื่องนั้นเสมอ ๆ

ความ ใฝ่ฝันในทางที่ดี ทำให้เรามีความพากเพียร ความพากเพียรนำไปสู่ความสำเร็จ ความสำเร็จในชีวิตคนจะสืบเนื่องมาจากความคิดความใฝ่ฝันอุดมคติและทัศนคติอัน ดี

เมื่อเราตื่นขึ้นตอนเช้า ขอให้เราคิดว่าเป็นชาติใหม่ของเรา ขอให้คิดไปในทางที่ดี สร้างจินตภาพในเรื่องความสุขความสำเร็จ เราจะได้มีพลังจิตที่เข้มแข็งไปในทางบวกและทำหน้าที่ที่มาถึงให้ดีที่สุด

ถ้า นอนไม่หลับตอนกลางคืน อย่ากังวลกับเรื่องนอนไม่หลับ แต่จงทำเวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสวดมนต์ หรืออ่านหนังสือดี ๆ ที่ให้กำลังใจ พยายามสะสมหนังสือดี ๆ ไว้ จะเป็นเพื่อนที่ดีของเราได้เสมอ เป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมที่เรียกปรึกษาได้ทุกเวลา

ความคิดที่ดีของเราจะสร้างอนาคต และผลงานแก่เราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน