หมอหูไม่นัดแล้ว เพราะว่ากินยาไปก็ไม่ได้ดีขึ้น และมันก็เสียตรงสมองส่วนเกี่ยวกับการได้ยิน ดีขึ้นแค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว...ใช้ชีวิตได้ตามปกติ...แม้ข้างขวาจะได้ยินน้อยลงและยังมีเสียงดังในหูอยู่แต่ไม่มากแล้ว
ส่วนหมอสมองไม่นัดแล้วเช่นกัน หายแล้ว
แง่ๆๆๆ
ยังไม่ได้ถ่ายรูปกับหมอปโยธร (10 อันดับหมอหล่อเยย) >.<~
หมอไม่นัดแล้วอ่ะ ไม่ได้หาเรื่องไปเจอหมอๆ แล้ว
คิดถึงเหมือนกันนะเกือบ 2 ปีมานี้ ไปหาหมอทุกเดือน บางช่วงก็ทุกสัปดาห์
Showing posts with label ไดอารี่ของฉัน. Show all posts
Showing posts with label ไดอารี่ของฉัน. Show all posts
Monday, October 1, 2012
Thursday, August 2, 2012
หาหมอ 1 สิงหาคม 2555 ...ผลสแกนสมอง ตรวจ MRI หลังผ่า
แต่ยังคงต้องไปหาหมอหูอยู่อาการคงที่มากเลย...
ตอนตรวจมีน้องนร.แพทย์ด้วย ฟังหมอสอนไปด้วย..นี้เป็นลักษณะของ...ฝรั่งเรียกว่าป๊อปคอร์น..
เป็น.... จะเห็นว่ารอบๆเป็นสีดำไม่สะท้อนแสง..มีเลือดออกอยู่รอบๆ...
โต 2%...ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีอาการชัก....จะเป็น....ฯลฯ
คนไข้พอรู้ว่ามีเลือดออกรอบๆด้วย..ช็อกเล็กน้อย
ส่วนใหญ่คนที่เลือดออกในสมองเสียงต่อการตายสูง ไม่ก็พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต
...เรารอดมาได้ไงไม่มีอาการเลย...ไม่ชักด้วย..กลับมาครบทุกอย่างทั้งระบบการทำงาน ความจำ..
ยกเว้นเรื่องการได้ยินหูข้างขวาที่ลดลงครึ่งหนึ่งจากปกติ และยังมีเสียงดังในหูอยู่แต่ไม่มาก...ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้
ยังมีปวดหัวบ้างเล็กน้อย
มีเรื่องจะเล่านิดนึง....ตอนที่หลับไปตอนผ่านั้นไม่ฝันหรือเห็นอะไรนะคะ
แต่ขอย้อนไปเมื่อตอนก่อนจะรู้ว่าเป็นอะไรนิดนึง
วันนั้นเป็นวันพระ รักษาศีลอุโบสถตามปกติ หมอบอกว่าจะให้ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง...
พอได้ยินคำว่าก้านสมองเท่านั้นล่ะ...มีอาการเบลอ..(แต่หมอก็น่ารักมีปลอบใจด้วยนะ คือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่หมออยากตรวจให้แน่ใจ)...นี่เราเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ ร้ายแรงขนาดก้านสมองเลยหรือนี่
หมอพูดอะไรต่อจับใจความไม่ได้แล้ว...
ก็มานั่งรอวัดนัดที่หน้าห้องตรวจการได้ยิน ทีนี้ก็เครียด..คิดไปต่างๆนาๆ เราเป็นโรคอะไร...ร้ายแรงถึงสมองเลย...จะตายไหม?....ถ้าเราเป็นอะไรไป....จะ...คิดไปต่างๆนาๆ
อยู่ๆได้กลิ่นกุหลาบหอมมากกกก...พอได้กลิ่นเราก็ตั้งใจดมเลยนะเพื่อว่าเราไม่ได้คิดไปเอง ได้กลิ่นจริงๆ มองๆหาที่มาของกลิ่นก็ไม่เห็น ไม่มีใครเดินผ่านด้วย
ไม่ค่อยมีคนอยู่ด้วย...ตามมาติดๆด้วยกลิ่นมะลิหอมเย็นมาก ตกได้กลิ่นอยู่นานประมาณหายใจเข้าออก 5-6 ครั้ง
ตื่นจากภวังค์ทันที....ก็ไม่รู้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นรึป่าว..จิตของเรา ณ ตอนนั้นมันวูบวาบคล้ายๆจิตของคนใกล้ตาย
เพราะเคยมีกรณีหลายครั้งคนที่ใกล้ตาย บางคนเห็นคนมายืนรอบๆเตียง บางคนเห็นผี บางคนเห็นนางฟ้า
แล้วก็วันที่ 18 กค 2555 ที่ผ่านมา วันพระอีกเหมือนกัน รักษาศีลอุโบสถตามปกติ
วันนี้หมอจะให้สแกนสมองอีกรอบหลังผ่า ระหว่างที่กำลังเดินลงบันได ได้กลิ่นกุหลาบหอมๆอีกแล้ว (ไม่มีใครเดินผ่านด้วย ตรงบันไดไม่ค่อยมีคน)
จะว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศก็คงไม่ใช่ เพราะกลิ่นมันหอมธรรมชาติ ไม่ใช่กลิ่นสังเคราะห์ และก็ไม่เห็นขวดหรือสเปรย์น้ำหอม
หรือตอนบอกอ.หมอสิรรุจน์ว่าเมื่อยไหล่ ปวดหัว...หมอเอามือมาจับไหล่ จับหัว...เอาเครื่องมือมาส่องหู
รู้สึกดีใจและอบอุ่นมากๆ เหมือนหมอได้ตรวจเราแล้ว แทบจะหายป่วย (ทั้งๆที่จริงๆก็ไม่หาย)
หรือเวลาอาการหนักมากๆ นี่ เห็นหมอเหมือนเห็นพระเจ้า
ตอนเซ็นชื่อก่อนผ่า แม้ในเอกสารจะเขียนเอาไว้กลางๆ ไม่มีข้อความใดระบุว่าหากเกิดอะไรขึ้น รพ.จะไม่ต้องรับผิดชอบ
ใจนั้นอยากเขียนเติมไปอย่างนี้จริงๆ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ฟ้องร้องอะไรใครเด็ดขาด”
ถ้าการผ่ามีปัญหา แต่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหมอและทีมงานกับเรายังคงอยู่ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง
เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ต่อไป แก้ไขปัญหากันต่อไป ก็แค่นั้นเอง
ไม่ว่าผลการผ่าจะเป็นไง ฉันจะไม่โทษใครไม่ฟ้องร้องใคร เพราะฉันวางใจในเพื่อนมนุษย์ เชื่อว่าในจิตใจส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ทุกคนมีความดีงามอยู่
ระลึกนึกถึงหมอและทีมแพทย์เสมอ...แต่หมอคงจำไม่ได้เพราะคนไข้เยอะ
และคนไข้เองก็จำหมอได้ไม่หมดทุกคน..บางทีจำได้แต่เสียงหมอเห็นหน้าหมอไม่ชัด เลยไม่รู้ว่าหมอคนไหน
และขอบคุณหมออีกเช่นกัน ที่ทำให้มีโอกาสได้ตัดผมใหม่ เท่ห์อย่าบอกใคร
เพราะหากไม่ได้ผ่า คงไม่มีโอกาสทำผมทรงนี้
อีกคนที่ต้องบอกทำนองนี้ก็คนที่ขับรถพาเราไปไหนต่อไหน...เขาจะได้สบายใจ...
ขอบคุณที่คอยขับพาฉันไปไหนต่อไหนหากมีอุบัติเหตุแล้วฉันเป็นอะไรไป
ฉันขอให้อภัยคุณไว้ล่วงหน้าอย่างไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าจะโดยสุดวิสัยหรือโดยประมาท
รวมทั้งครอบครัวฉันจะไม่ฟ้องร้องอะไรคุณด้วย และหากมีคู่กรณีก็ฝากให้อภัยเขาไว้ล่วงหน้าด้วยด้วยเช่นกัน
อย่าไปทำอะไรเขา ส่วนเรื่องบ้านเมืองจะทำอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของบ้านเมืองไป
Friday, February 3, 2012
หาหมอ 1 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้หมอนัดตอน 10 โมง แต่หมอมีประชุมด่วน กว่าจะได้ตรวจ บ่ายโมง
ปวดตาปวดหัวมากกกก...>.<~
แต่ก็ได้คุยกับคนที่เคยผ่าเมื่อปี 48 ด้วย ของเขามาด้วยอาการชัก..ผ่าแล้วก็ไม่ชักบ่อย..
รู้สึกดี เหมือนได้เจอเพื่อน
ผลชิ้นเนื้อออกแล้วเป็นไปตามคาด ไม่ใช่เนื้อร้าย
ที่ฟกช้ำตรงขมับหายไปแล้ว แต่ขอบตายังดำอยู่เยย เหมือนหมีแพนด้า..
ถามหมอว่าตรงแหลมๆที่โหนกหน้าผากตรงนี้คืออะไร..หมอบอกว่าเครื่องมือที่ยึดกระโหลกไว้
ยึดไว้พี่ตัวอ่ะหมอ...
ตอนแรกหมอไม่บอกว่ายึดไว้กี่ตัว..พอพี่ถามว่าหมอลืมอะไรไว้รึป่าว หมอชี้จุดให้ดูเลยว่ายึดไว้ตรงไหนมั่ง ^0^
พวกหมอนี่ พูดอะไรต้องกลับมาคิดทบทวนให้มาก....อยากรู้อะไรก็ต้องถามจี้หมอ..
ส่วนเรื่องที่ชาๆ ที่หนังหัว หมอบอกจะอีกหลายเดือน...ไม่ได้เชิงไร้ความรู้สึก แต่มันรับรู้ได้น้อยลง
มาเจอก่อนที่มันจะมากกว่านี้...อาการเงียบมาก...ไม่มีอาการเลย.....ไม่งั้นเสี่ยงเลือดเส้นแตกในสมองตายย...เลย
ชมหมอหน่อยก่อนกลับ หมอเย็บสวยน้าาาา...รอยเล็กมาก ผมขึ้นตรงรอยต่อพอดีด้วย ^0^
แผลเป็นเล็กมากอ.หมอสิรรุจน์เย็บสวยเชียว
ตอนที่ไปหาหมอหู......แต่ไม่เจอหมอปานเทพ >.<...
อาการยังมีเสียงอื้อเหมือนเดิม
หมอบอกว่าก้อนมันกดทับมานาน...ให้เวลามันฟื้นตัวหน่อย นัดอีกที 2 เดือน
หมอให้ยานี่มากิน vitamine b complex กับ merislon
ปวดตาปวดหัวมากกกก...>.<~
แต่ก็ได้คุยกับคนที่เคยผ่าเมื่อปี 48 ด้วย ของเขามาด้วยอาการชัก..ผ่าแล้วก็ไม่ชักบ่อย..
รู้สึกดี เหมือนได้เจอเพื่อน
ผลชิ้นเนื้อออกแล้วเป็นไปตามคาด ไม่ใช่เนื้อร้าย
ที่ฟกช้ำตรงขมับหายไปแล้ว แต่ขอบตายังดำอยู่เยย เหมือนหมีแพนด้า..
ถามหมอว่าตรงแหลมๆที่โหนกหน้าผากตรงนี้คืออะไร..หมอบอกว่าเครื่องมือที่ยึดกระโหลกไว้
ยึดไว้พี่ตัวอ่ะหมอ...
ตอนแรกหมอไม่บอกว่ายึดไว้กี่ตัว..พอพี่ถามว่าหมอลืมอะไรไว้รึป่าว หมอชี้จุดให้ดูเลยว่ายึดไว้ตรงไหนมั่ง ^0^
พวกหมอนี่ พูดอะไรต้องกลับมาคิดทบทวนให้มาก....อยากรู้อะไรก็ต้องถามจี้หมอ..
ส่วนเรื่องที่ชาๆ ที่หนังหัว หมอบอกจะอีกหลายเดือน...ไม่ได้เชิงไร้ความรู้สึก แต่มันรับรู้ได้น้อยลง
มาเจอก่อนที่มันจะมากกว่านี้...อาการเงียบมาก...ไม่มีอาการเลย.....ไม่งั้นเสี่ยงเลือดเส้นแตกในสมองตายย...เลย
ชมหมอหน่อยก่อนกลับ หมอเย็บสวยน้าาาา...รอยเล็กมาก ผมขึ้นตรงรอยต่อพอดีด้วย ^0^
แผลเป็นเล็กมากอ.หมอสิรรุจน์เย็บสวยเชียว

ตอนที่ไปหาหมอหู......แต่ไม่เจอหมอปานเทพ >.<...
อาการยังมีเสียงอื้อเหมือนเดิม
หมอบอกว่าก้อนมันกดทับมานาน...ให้เวลามันฟื้นตัวหน่อย นัดอีกที 2 เดือน
หมอให้ยานี่มากิน vitamine b complex กับ merislon
Monday, January 23, 2012
ผ่าตัดสมอง ผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต และหวังว่ามันจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย
ผ่าตัดสมอง ผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต และหวังว่ามันจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ไว้ เผื่อใครที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันได้มาอ่านแล้วจะได้ประโยชน์
สังหรณ์ใจตั้งแต่ที่เป็นเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน
หรือจะเรียกว่า หูดับเฉียบพลัน ทางแพทย์เรียก sudden sensory hearing loss
จนต้องนอนรพ.ปีก่อนแล้วล่ะว่า...
อาจจะป่วยเป็นอะไรมากกว่านี้...และก็เลยทำบุญเข้มข้นมาตลอด...
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ...
เริ่มจากคืนวัน 29 พย 2553 อยู่ๆหูข้างขวาอื้อ ตามมาด้วยอาการบ้านหมุน
ตอนนั้นก็ยังนึกว่าเป็นหวัดด้วยซ้ำ และก็ยุ่งๆคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย พอดีกับช่วงนั้นติดวันหยุดด้วย เลยทำให้ไปหาหมอช้าไป 7วัน
วันนั้นน่าจะเป็นอ.หมอที่ตรวจเรานะ หมอแก่แล้วอายุประมาณ 70 แต่ยังแข็งแรงหยิบจับอะไรได้คล่อง
หมอก็ส่องดูหู..แล้วก็ใช้ส้อมเสียงเคาะให้เราฟัง..ปรากฎว่าไม่ได้ยิน
ถ้าเป็นหวัดหูอื้อจะได้ยิน แต่นี่เราไม่ได้ยิน...เลยส่งเราไปตรวจการได้ยิน (audiogram)
การตรวจการได้ยิน เขาจะให้เราฟังเสียงที่ระดับความดังและความถี่ต่างๆ
ถ้าได้ยินก็กดปุ่ม...แล้วก็พูดตามคำที่เขาพูดให้ฟัง...มีระดับเสียงดังระดับต่างๆ
ปรากฏว่าหูข้างสูญเสียการได้ยินลดลงไป 80 กว่าเปอร์เซ็นต์
หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน
บอกเราว่านอนรพ. 3 วัน...บ่ายนี้เลย...ได้ยินงี้เข่าอ่อนเลย
ไม่เคยนอนรพ.มาก่อนในชีวิต...เคยแต่ไปนอนเฝ้าไข้ นอนเองยังไม่เคย
และก็นึกว่าแค่หูอื้อ เดี๋ยวเอายามากินก็คงหาย ไม่คิดว่าจะต้องถึงกับนอนรพ.
เราเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้...ยังหาสาเหตุของโรคไม่ได้ด้วย
ขอหมอกลับบ้านก่อน...หมอเซ็นอนุญาติให้กลับประมาณ 3 ชั่วโมง...
แต่ก่อนกลับต้องไปเจาะเลือดเพราะเขาจะเอาผลเลือดก่อน
ก็เลยกลับบ้านทั้งๆ ที่มีปลั๊กเข็มค้างไว้ที่แขน เพราะจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายที
โดนฉีดฮีสตามีนทางน้ำเกลือ
(ยาตัวนี้หมอบอกว่าเป็นยาที่นำเข้ามาและเป็นยาที่ดีที่สุดในประเทศมีแค่ที่นี่กับที่รามาที่ใช้
ถ้าเป็นที่อื่นจะแค่ให้ยามากิน)
ยาตัวนี้ทำให้หัวใจเต้นแรง...ขยายหลอดเลือดจนหน้าเป็นสีแดง
ตามตัวก็เป็นสีแดงด้วย ...ช่วงนั้นผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมากเห็นได้ชัดจากใบหน้า
แบบว่าดูมีเลือดฝาด
ดมคาร์บอนวันละครั้ง ครั้งละ 20 นาที
เพื่อขยายหลอดเลือดให้ไปเลี้ยงเส้นประสาทหู
อาการก็ดีขึ้นเสียงอื้อในหูก็เบาลง
หมอมาดูที 6-7 คน พยาบาลมาที 4-5 คน
ไมหมอเยอะงี้อ่ะ O.O
คุยกับพยาบาล เขาเล่าให้ฟังว่า เคยมีแอร์โฮสเตสหูดับเฉียบพลันเหมือนกัน
เพราะเขาทำงานเกี่ยวกับความดันอากาศรักษาหายดีแล้ว กลับไปทำงานเป็นอีกคราวนี้หูหนวกเลย
พอรักษาขั้นนี้เสร็จ...ก็ออกจากรพ.
การรักษาขั้นต่อไปคือการฉีดสเตียรอยด์ความเข้มข้นสูงเข้าหูชั้นกลาง 3 เข็ม สัปดาห์ล่ะ 1 เข็มจนครบ
ตอนฉีดยาหมอจะหยอดยาชาเข้าในหูก่อน...แล้วก็ใช้ฉีดแทงทะลุเยื่อแก้วหูลงไปจนถึงหูชั้นกลาง
แสบทรวงมาก..รู้สึกเหมือนเอาน้ำเกลือมาล้างหู...แสบแบบหมดเรียวหมดแรง
ฉีดเสร็จจะวิงเวียน โลกหมุน นอนพักสักชั่วโมงนึงจึงจะกลับบ้านได้
(ตอนแรกได้ยินว่าใช้เข็มแทงทะลุแก้วหู...อันนี้ตอนแรกเราเป็นกังวลว่า งั้นแก้วหูก็ทะลุอ่ะดิ
แล้วอย่างนี้หูจะหนวกมั้ย...มารู้ตอนหลังว่าแก้วหูมันจะปิดได้เอง เพราะว่ารูที่ใช้เข็มฉีดนั้นมีขนาดเล็ก)
ตรวจการได้ยินก็ดีขึ้นนะ เปอร์เซ็นต์การได้ยินสูงขึ้น
หลังจากนั้นก็ต้องไปหาหมอทุกเดือน..เดือนละครั้ง...ตอนนี้ก็กินยาอย่างเดียว
อาการเริ่มคงที่ตั้งแต่เดือน กพ.54 มาจนถึง สค.54
คราวนี้หมอปานเทพ สุขแสงทอง (หมอปานเทพอ่อนโยนต่อคนไข้มากกก..เรียกชื่อคนไข้เพราะมากและน้ำเสียงอ่อนโยน เคยลืมตัวขานตอบว่า จ๋าาาาาา และเป็นคนละเ อียดและใส่ใจดีด้วย ^0^ ) แปลกใจเพราะตรวจการได้ยินแล้วลดลง
หมอเลยให้ไปตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response; ABR) ...พอได้ยินคำว่าก้านสมองเท่านั้นล่ะ
เกิดอาการเบลอ...จับใจความที่หมอพูดไม่ได้แล้ว...เราเป็นโรคอะไีรนี่ หนักขนาดถึงก้านสมองเลยเหรอ
แต่หมอก็ยังคงให้กำลังใจนะว่า โอกาสที่จะมีเนื้องอกที่เส้นประสาทหูมีน้อยมากๆ
ตอนระหว่างนั่งรอวันนัดที่หน้าห้องตรวจ...ก็เริ่มจะคิดโน่นคิดนี่..เราเป็นโรคอะไีรนี่...จะเป็นเนื้องอกอะไรมั้ย..จะตายมั้ย...
จะนั่น...จะนี่....อยู่ๆ ได้กลิ่นดอกกุหลาบอีกสักพักก็กลิ่นมะลิ...สูดดมดูเลยกลิ่นชัดเจนมาก ไม่ใช่แค่โชยมา
นิดเดียว...ก็มองหาแหล่งที่มา..ไม่มีดอกไม้ให้เห็นเลย...ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันนะ
วันนั้นวันพระด้วย..เราก็รักษาศีลอุโบสถตามปกติ...ปกติเวลาที่นั่งกรรมฐานจะได้กลิ่นดอกไม้
ที่ไม่ทราบที่มา...
ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (ABR) ก็ขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วเขาก็ติดตัวสัญญาณที่หูหน้าผาก
แล้วก็ให้เรานอนเฉย ๆ แล้วจะให้ฟังเสียง เครื่องก็จะประเมินเราไปเรื่อย ๆ ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้
ผลการตรวจการได้ยินระดับก้านสมองครั้งที่ 1 กราฟมันแปลกๆ หมอเลยให้ตรวจใหม่อีกครั้งนึง
คิวนัดตรวจในเวลาจะได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ว่าคิวตรวจนอกเวลาจะได้อีกไม่กี่วัน
เดือนกันยายนกับตุลาคมหมอปานเทพจะไม่อยู่...
เราอยากเจอหมอปานเทพ ก็เลยตรวจนอกเวลา เวลาผลออกจะได้ให้หมอปานเทพดู
แล้วแปลกมาตรวจนอกเวลาราคาเท่ากับตรวจในเวลาด้วยนะ
แปลกมากที่นี่...ทำไมไม่คิดเงินเพิ่มล่ะ...จะคิดเพิ่มก็ได้ไม่มีปัญหา
ผลปรากฏว่า กราฟมันผิดปกติ
หมอปานเทพเลยส่งให้ไปสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI อย่างละเอียด...
ตอนตรวจ MRI นี่เข้าจะให้เข้าไปนอนนิ่งๆ ไม่ให้ขยับหัวด้วย ไม่งั้นต้องมาสแกนใหม่
นอนในอุโมงค์แล้วเราก็จะได้ยินเสียงดังๆ แล้วมีต้องฉีดยาที่เหมือนกับเป็นสารแม่เหล็กเพื่อเวลาสแกนออกมาจะได้เห็นชัด...ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง

เห็นสมองตัวเองทุกมุมเลย....
มาเจอก้อนที่สมอง...หมอเลยส่งตัวเราต่อไปที่แผนกศัลยกรรมประสาท
คราวนี้ไปรักษากับอ.หมอสิรรุจน์ สกุลณะมรรคา
(ตกใจเล็กน้อยแผนกนี้หมอเยอะมาก 10 กว่าคน )
ก้อนเนื้อค่อนข้างใหญ่พอสมควร 3.8X2.5X3.6 cm.อยู่แถวๆขมับขวา
กว่าจะโตขนาดนี้ คงใช้เวลาแอบโตมาหลายปี
อาการของโรคนั้น...ในช่วงหลายปีมานี้ไม่มีอาการที่แสดงออกเลย
ไม่ว่าจะวิงเวียน ชัก ปวดหัว อาเจียน ไม่มีอาการเล่านี้เลย
จึงทำให้กว่าจะตรวจเจอก็ใหญ่มากแล้ว
ก้อนมันไปกดทับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงประสาทหู หูก็เลยดับเฉียบพลัน
หมอบอกว่าของเราเสี่ยงที่จะมีอาการชัก...แต่นี่ไม่มี...
ก็กลัวๆ เหมือนกันว่าจะชัก...และจะระมัดระวังตัวเวลาที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียว (แอบหนีเที่ยว) ก็จะทำป้ายคล้องคอไว้ว่าป่วยโรคอะไร
ติดต่อใครได้ เผื่อเกิดไปเป็นอะไร
แล้วหมอก็ถามเราว่าจะผ่าวันไหนเราก็ตกใจเล็กน้อย เลือกวันผ่าได้ด้วย
ก็แล้วแต่เราจะผ่าวันไหนจะผ่าวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้...ก็เลยขอเป็นหลังกฐิน เพราะอยากจะทำบุญก่อน
ก็เลยได้คิวผ่าวันที่ 27 ธันวาคม 2554
และแล้วเวลาก็ผ่านไป จนถึงกำหนดผ่า..ต้องเข้ารพ.ตั้งแต่วันที่ 26 ธค เช้า เพื่อไปพบหมอก่อน
หมอก็ตรวจร่างกาย..ให้เราทำแบบทดสอบต่างๆ เพื่อดูการทำงานของสมองเช่นให้บวกลบเลข
งัดข้อกับหมอ..ทดสอบการมองเห็น..ทดสอบหลายอย่างอ่ะจำไม่ค่อยได้
แล้วมีเรื่องสงสัยอะไรก็ถามหมอ
หมอก็บอกว่าผ่าตัดสมองนะ..บางคนก็อยู่รพ.ตลอดชีวิต...บางคนก็ไม่ฟื้น
(พูดมาเลยหมอ เตรียมใจไว้นานแล้ว...เราอยากให้หมอบอกความจริงไปเลยมากกว่า เพราะจะได้เตรียมตัวได้ถูก
แต่ตอนหมอบอกหมอก็แสดงท่าทีลำบากใจที่จะพูด)
แระพอตอนเที่ยงๆ ก็พาบรรดาคนเฝ้าไข้ไปถ่ายรูปเล่นกันก่อน...วันนั้นอากาศดีด้วยที่รพ.เป็นวังเก่า
ก็เลยได้วิวสวยๆ..

admit ตอนบ่าย 2 กว่าๆ...พยาบาลมาเจาะเลือดไปตรวจ HIV และก็ดูผลค่าเลือด
โพแทสเซียมต่ำ เลยต้องกินยาอะไรไม่รู้เป็นน้ำรสชาติฝาดๆ เพิ่มโพแทสเซียม...
จะเกี่ยวกันมั้ยวันนี้พาบรรดาคนเฝ้าไข้ไปเดินเที่ยวรอบรพ.มากด้วย...>.<~
พอพยาบาลไปก็คุยกับบรรดาคนเฝ้าไข้ว่าจะออกไปหาไรกินข้างนอกกำลังจะไปเปิดประตู
หมอกำลังเปิดแฟ้มอยู่หน้าประตู
เราต้องรีบกลับขึ้นไปนั่งบนเตียงทั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดคนไข้ หมอกรูกันเข้ามานับได้ 9 คน เป็นอ.หมอ 2 คน
ตกใจเหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าจะออกไปเที่ยว..แล้วคนที่จับได้เป็นหมอตั้ง 9 คน... O.O
อ.หมอสิรรุจน์บอกว่ามันไม่ใช่เนื้องอก มันเป็นเหมือนเส้นเลือดขอด
หมออยากจะให้ถามเรื่องที่สงสัย...สำหรับเราไม่มีไรถามแล้วอ่าา..ถามไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว
เลยแซวเล่น ทำไมหมอเยอะยังเลยอ่าาา...
มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับรพ.เอกชนดังๆมาก...เลยไม่ชอบเอาซะเลย....
อย่างสมิติเวชสุขุมวิท เหมือนมันไม่ค่อยมีหมอ แค่หวัดธรรมดา มีเรากับอีกคน รอเป็นชม. ยานิดหน่อยพันกว่าบาท
บํารุงราษฎร์...มันจะให้ตรวจนั่นนี่ที่ไม่จำเป็น เลี้ยงไข้..
ตอนเลือกที่นี่ก็ไม่รู้เหรอนะว่ามีหมอดี...ก็ว่ามีสายสัมพันธ์กับทหารเลยรักษาที่พระมงกุฎเกล้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร...
ที่นี่มีห้อง superior /deluxe ^0^ ชอบบบบบบบบ
หมอดีๆ เก่งๆ ส่วนใหญ่อยู่รพ.รัฐทั้งนั้น คนเยอะก็ไม่เป็นไร เห็นใจเราก็ป่วยด้วยกัน
ที่นี่คิวผ่า คิวตรวจเครื่องแพงๆก็ไม่ยาวด้วยนะ.ไม่รู้ทำไม ตอนตรวจ MRI คิวแค่ 7 วันเอง
ตอนรักษาหูเมื่อปีที่แล้ว...นึกว่าหมอโม้ว่าใช้ยาที่ดีที่สุดในประเทศนี้มีแค่ที่นี่กับที่รามา...มาสืบดูทีหลังสงสัยจะจริงอย่างที่หมอว่า ^0^
สรุปเราก็เลยไม่ได้ออกไปข้างนอกแล้ว เดี๋ยวคงมีพยาบาลอะไรมาดูอีก แล้วจะไม่เห็นเรา ก็เลยไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดคนไข้
พอหมอออกไปสักพักก็มีเจ้าหน้าที่แผนกวางยาเข้ามาถามประวัติเช่นแพ้ยาอะไร ประจำเดือนมาเมื่อไหร่
พรุ่งนี้ผ่าตอนเช้า 9 โมงเป็นเคสแรก
เดี๋ยวๆพยาบาลก็มาอีก พรุ่งนี้ผ่าตอนเช้า 9 โมง บอกให้อาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จตั้งแต่ 7 โมง เพราะ 8 โมงกว่าๆจะมาเสียบน้ำเกลือและก็ยากันชัก...และให้อดน้ำอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน
เวลาก็ผ่านไปถึงเช้าวันผ่าแล้ว 27 ธันวาคม 2554
ทุกสิ่งทุกอย่างได้เตรียมเอาไว้แล้ว...ถ้าหากว่าเราไม่ฟื้นขึ้นมา...
เตรียมตัวเตรียมใจไว้ตั้งแต่รู้ผลสแกนสมองแล้ว ก็เลยพอมีเวลาเตรียมตัว
หลายครั้งเราก็บอกคนรอบข้างเป็นนัยๆที่ประหนึ่งว่าเป็นคำสั่งเสียนั่นแหละ..แต่เขาอาจไม่รู้
เพราะเราอาจไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
รับไตรสรณคมณ์และสมาทานศีลเรียบร้อย...ถ้าหากว่าเราจะไปก็จะไปอย่างคนมีศีล
ออกมานั่งที่ระเบียงห้องดูวิวหน่อย


เห็นเจดีย์ภูเขาทองอยู่ำไม่ไกล ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเราจำได้ว่าเราเคยไปประทักษิณ บูชาด้วยน้ำหอมด้วย
พอได้เวลาพยาบาลก็มาเสียบน้ำเกลือขวดนึงยากันชักอีกขวดนึง...แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เอารถเข็นมารับ
ลงไปที่ชั้น 8 แยกจากบรรดาคนเฝ้าไข้ที่หน้าห้อง...เขาก็ย้ายให้เราขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วก็เข็นเราเข้าไปพัก
ตรงห้องที่รวมคนไข้ที่รอผ่า เป็นเตียงติดๆ กันหลายเตียง พอดีป้าเตียงข้างๆหันมาก็เลยหันไปยิ้ม
บรรยากาศยังไงบอกไม่ถูก ทุกคนกำลังรอขึ้นเขียง..งือๆๆ ส่วนใหญ่ก็นอนหลับด้วยความสงบ
แล้วอีกพักพยาบาลก็เข็นเตียงเราออกไปยังห้องผ่าตัด...แล้วก็ให้เราขึ้นไปนอนบนเตียงผ่าตัดแคบๆเล็กๆขนาดพอดีตัว
แล้วพยาบาลก็เอาผ้าเขียวมาห่มให้..แล้วก็เอาติดตัวสัญญาณที่วัดคลื่นหัวใจที่เนินอก (อายอิบหาย >.<~)
แล้วก็ถอดเสื้อผ้าเค้าด้วย...กลัวอ่ะจะทำอะไรเค้าบ้าง >.<~...ต้องถอดเสื้อผ้าด้วยเหรอ
แล้วก็เอาหน้ากากอ๊อกซิเจนมาครอบซักพัก..ภาพมันก็หายไปเลย..ไม่ใช่ว่าจะค่อยๆง่วงนะ
ณ ห้อง ICU...
ฟื้นขึ้นมาตอนเย็นๆ พยาบาลมาจับมือบอกว่าตอนนี้ 4 โมงเย็นผ่าเสร็จแล้วนะคะ..ก็นึกถึงว่าสุดท้ายนี้เราอยู่ที่ไหน
จำได้ภาพสุดท้ายกำลังดมหน้ากากออกซิเจน..
รู้สึกหัวมันแน่นๆ สำรวจตัวเอง มีสายอะไรไม่รู้เต็มไปหมด..เท่าที่เห็นมีสายน้ำเกลือต่อมาเข้าที่เส้นเลือดที่แขนล่ะ
มีท่อหายใจต่อจากปากลงไปที่คอไปถึงปอด
มีสายที่ต่อเลือดเสียจากหัวเห็นเลือดตัวเองออกมาเป็นขวดๆ เลย..
มีตัวที่มาสวมไว้ที่นิ้วน่าจะเป็นเครื่องที่เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจอ่ะ
และก็ที่ขาข้างซ้ายมีเข็มเสียบปลั๊กฉีดยาที่เหมือนปลั๊กฉีดยาที่แขนไว้ด้วย
อีกสักพักก็อาเจียนเลย..ใจจะขาดอีกเหมือนกัน..แล้วก็ตื่นมาอีกทีมีท่อต่อจากจมูกลงไปที่คอหอยลงไปถึงกระเพาะ ไม่รู้เอามาใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
อยู่ห้องICU ก็จะตื่นเป็นพักๆ อ่ะ ตื่นตอนหมอมาดู ตอนพยาบาลมา
เห็นบรรดาคนเฝ้าไข้ยืนอยู่ที่หน้ากระจกนอกห้องด้วยแต่พูดไม่ได้ ท่อมันเสียบที่คอหอย
เวลาจะถามอะไรพยาบาลก็จะใช้มือเขียนที่หน้าขาถามเอา
เวลาพี่สาวเข้ามาเยี่ยม พยาบาลบอกให้จับมือ
เรารู้สึกตัวนะ เห็นด้วยว่าใครมาบ้าง แต่พูดไม่ได้
ทุกข์ทรมานในห้อง ICU มากกับท่อหายใจที่ต่อจากปากลงไปที่ปอดรู้สึกตัวทีไรก็จะขาดใจกับท่อนี้ทุกที
นอนหงายหรือนอนตะแคงมันก็ทิ่มคอหอย นึกแต่ว่าเมื่อไหร่หมอจะเอามันออกไปที ทรมานเหลือเกิน ใจจะขาด
เลยเข้าใจคนที่กินอาหารทางสายยางเป็นยังไง
นอนหงายตะแคงซ้ายอย่างเดียว เมื่อยไหล่คอมาก...
ตะแคงขวาไม่ได้ทับแผล...ต้องเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆด้วยไม่งั้นแผลกดทับ
หมอมาดู ทักว่า ไมหายใจน้อยจัง...หมอมาอีกที เราก็ทำมือให้เอาท่อหายใจนี้ออก...
หมอบอกว่าเดี๋ยวคืนนี้จะลำบากเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเอาออก
หมอมาดูอีกที ก็ทักว่า หน้าซีดจังเลย...เดี๋ยวให้เลือดเพิ่มอีกถุงนึงนะ
ไม่รู้ว่าเวลาให้เลือดเขาเอาเลือดเข้าทางไหน เราก็สะลึมสะลือ
(แง่ๆๆ เมื่อไหร่จะเช้า...นับถอยหลังเลย..อยากเอาท่อหายใจนี้ออกเต็มแก่แล้ว..)
หมอมาดูอีกทียื่นมือมาให้จับข้างซ้าย แล้วเดินอ้อมมาให้จับด้านขวา(อ๊าย..ได้จับมือผู้ชายด้วย คิกคิก ^0^)
สั่งให้ยกแขนซ้าย-ขวา ยกขาซ้าย-ขวา
พยาบาลก็เอาไฟฉายมาส่องตา...แล้วก็ตอนที่มาดูดเสมหะเนี่ยใจจะขาดเหมือนกัน เอาท่อมาแหย่ลงไปที่คอหอย
ใช้น้ำยาที่รสชาติยังกะน้ำยาบ้วนปากกลั้วคอ...ในคอเราก็มีท่อหายใจ/ท่อที่จมูก/แล้วก็ท่ออันนี้อีก >.<~
และแล้วก็เช้า ตอนพยาบาลดึงท่อหายใจออก มันโล่งมากกก ดีใจๆๆๆ
แล้วก็ได้ย้ายออกจาก ICU กลับไปที่ห้อง ตอนประมาณ 10 โมงเช้า...
แล้วอ.หมอสิรรุจน์กับหมอผดุงชาญก็มาดูที่ห้อง หมอเอาท่อที่ต่อลงกระเพาะออก..เอาออกแล้วโล่งมาก
ถามหมอว่าผ่ากี่ชม.หมอบอกหลายชม.เอาสมองดีกับเส้นเลือดดีไว้
หมอดึงเอาท่อที่ต่อเลือดเสียจากหัวออกให้ด้วย
แต่หมอบอกว่าพอดึงออกแล้วหน้าจะบวม..เพราะของเหลวจะไหลลงมา
ทำให้หน้าบวม แต่ก็จะบวมอยู่ประมาณ 3-4 วัน ระบบของร่างกายจะดูดกลับรักษาสมดุลเอง
แซวหมอเล่น ว่า หมอพยาบาลหน้าตาดีเลยฟื้นตัวเร็ว คิกคิก ^W^
พยาบาลบอกว่าให้กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ ทำให้คอชุ่มชื่น เพราะคอเราเพิ่งจะถอดท่อหายใจไป
พยาบาลจะมาวัดไข้ วัดความดัน ฉีดยา เจาะเลือดวัดน้ำตาลในเลือด มาบ่อยมาก
ยังมีรอยเข็มจิ้มที่หลังเท้าข้างขวา 13 รู ที่หลังเท้าข้างซ้ายอีก 10 รูด้วย ตรงข้อพับแขนทั้งสองข้างไม่ต้องพูดถึงช้ำเป็นจ้ำเลือดเลย
ออกมาจากห้องผ่าตัด ฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมดเลย ที่ข้อแขนฟกช้ำเป็นทางยาว
ออกจากห้อง ICU แล้วไข้ขึ้นหมอเลยให้ไป x-ray ปอด เจาะเลือดไปเพาะเชื้อ
ดีที่ 2-3 วันไข้ลด เลยกลับบ้านได้ ไม่งั้นคงได้อยู่ยาว
พอดึงท่อเลือดออกหน้าบวม พยาบาลให้ใช้เจลประคบเย็นมันจะได้ยุบเร็วๆ

หมอนอันนี้ของเจ๊หมวยให้มาเป็นของขวัญ ฝากคนมาบอกว่าให้หายเร็วๆ เลยเอามาใช้วางแขนแกจะได้ดีใจ
ตอนหมอผดุงชาญมาดูแผล หมอยื่นมือมาให้จับ(อ๊าย..ได้จับมือผู้ชายอีกแล้ว คิกคิก ^0^)
จับคอเราก้ม เรายังก้มคอไม่ได้
ดูหมอเขาเป็นผู้นำดีนะ
0
หมอมาแต่เช้าเลย 6.30 น. เลยถามว่าหมอว่าตื่นกี่โมง หมอบอกยังไม่ได้นอนเมื่อคืนมีผ่าตอนตี 1 เสร็จตี 4
พอหมอมาดูแต่เช้า วันต่อมาพี่สาวก็ปลุกเราแต่เช้าให้แปรงฟันเช็ดตัวเดี๋ยวเวลาคุยกับหมอแล้วปากเหม็น
เราก็พยายามแปรงนะ อ้าปากกว้างๆไม่ได้ปวดเสียวไปถึงขมับเวลากินข้าวด้วยช้อนเล็กๆ
หมอมาดูหลายคนอ่ะ รู้จักได้ไม่หมดอ่ะ
ที่หัวข้างที่ผ่าเหมือนหมอทายาเคลือบไว้คล้ายเล็กเกอร์เลย..แระก็ที่หัวมีรอยเหมือนเข็มยึด 3 รู ที่หน้าผาก 2 รู ตรงขมับฟกช้ำด้วย
แผลยาว 29 cm. เย็บแม็ค 40 ตัว เอง ฝืมืออ.หมอสิรรุจน์แผลสวยมาก
ตอนแรกเราก็นึกว่าหมอจะใช้ไหมเย็บแล้วมันจะเป็นแผลเป็นนูนๆ น่าเกลียด
หมอบอกว่าใช้แม็กมาเป็น 10 ปีแล้วราคาแพงกว่าไหมอีก
อ.หมอสิรรุจน์และทีมงานเก่งมาก ดูท่าแผลเป็นจะเล็กมาก เพราะตอนนี้ผมขึ้นตรงรอยมีดแล้ว

และแล้วอาการก็ค่อยๆดีขึ้น ไข้ลดพอดี..หมอเลยให้กลับบ้านได้
ได้ออกจากรพ.วันที่ 1 มค 2555
หมอนัดมาเอาลวดออกวันที่ 4 มค 2555
ปีใหม่เห็นพวกเซลล์ขายยาเอากระเช้ามาให้หมอเต็มเลย มากันแต่เช้าด้วย
อ.หมอสิรรุจน์ยังหนุ่มอยู่เยย พูดเพราะมากกกกกก
คนไข้ก็ชวนหมอคุย คริคริ
อ.หมอสิรรุจน์เกิดปีเดียวกับอภิสิทธิ์ หมอหล่อด้วย อ๊างงง ^0^
ถามหมอว่าหมอทำหลายรพ.ไม่เหนื่อยเหรอ หมอบอกว่าก็ทำเท่าที่มีแรง
แซวหมอเล่น ว่าไม่รู้ว่าหมอจะเสียใจหรือเปล่า...ดีใจนะที่ได้เจอหมอ แต่ก็ไม่อยากเจอหมอบ่อยๆ...
แซวอ.หมอสิรรุจน์ว่าหมอก็ชมฝีมือตัวเองจิว่า..พอผมขึ้นก็ดูไม่รู้แล้วว่าผ่าสมองมา...
แต่ดูท่าแล้วอ.หมอสิรรุจน์ฝีมือดีเก่งมากจริงๆ
ตอนอ.หมอสิรรุจน์เอาแม็กออกหมอมือเบามาก เจ็บเหมือนถอนผม เลยชมหมอว่า
หมอมือเบาจังเลย...หมอก็บอกว่าผ่าสมองนี่จ๊ะไม่ใช่ผ่าขา
คืนวันผ่าเสร็จอ่ะ มีเลือดออกเล็กน้อย...พยาบาลถามว่าใช่ประจำเดือนหรือป่าว เราก็บอกว่าไม่ใช่เพราะเดือนนี้มาแล้ววันที่ 6
แล้วนี่ยังไม่ถึงกำหนดเลย...เริ่มจะเครียดเล็กน้อยแล้ว...แล้วมาอย่างนี้ต่อเนื่องทุกวันแต่มันนิดเดียวไม่มากเหมือนประจำเดือน
ก็เลยเครียดเลย..เป็นอะไรไม่รู้...หรือหมอทำอะไรเค้า >.<~ เค้ายังไม่เคยมีสามีเลย...ตอนผ่าพยาบาลถอดเสื้อผ้าเค้าด้วย >.<~
ก่อนที่จะดมยาอ่ะ เอาผ้าเขียวมาปิดไว้แล้วก็ถอดอ่ะ ก็กลัวจะทำอะไรเค้าบ้าง >.<~
พอเจออ.หมอสิรรุจน์วันที่ 4 มค ก็เลยบอก หมอบอกว่าก็ประจำเดือน..ถามว่าไมมาก่อนตั้งเป็นอาทิตย์ หมอบอกว่าก็ความเครียดไง
หลังจากนั้นวันที่ 5-6 ก็มามากเป็นประจำเดือนเลย...เพิ่งรู้ว่าตัวเองแอบเครียด >.<~
ตอนนี้หูยังเหมือนเดิมนะเพราะมันเป็นที่สมอง ต้องรอให้แผลข้างในดีก่อนแล้วค่อยดูอีกที
ผลชิ้นเนื้อยังไม่ออก หมอนัดอีกทีวันที่ 1 กพ
กลับมาพักฟื้นที่บ้าน
ตอนนี้ที่บ้านระมัดระวัง ไม่ให้ลื่่นล้มหัวฟาดในห้องน้ำ หรือไม่ให้ใครมาโดนหัว
ตอนนี้ยังปวดหัวแบบมึนๆ อยู่อ่ะ ปวดแบบตึงๆตรงแผลด้วย
ตอนนี้โกนหมดแล้วเป็นแม่ชีน้อย เวลาออกข้างนอกต้องใส่หมวกไหมพรมไม่ให้ฝุ่นลง แล้วก็เราได้ไม่ไปเกาแผลด้วย
นึกอยากออกไปเดินห้างเปิดหัวเล่น อิอิ ท่าทางจะสนุก
ตอนนี้กินของแสลงไม่ได้อีกเป็นปี เพราะว่าแม้แผลภายนอกจะติดดี แต่ข้างในอาจเป็นหนองได้
ญาติผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้กินไข่ เพราะเคยมีคนรู้จักผ่าที่ท้องอ่ะ แม้ผ่านไปปีกว่าแล้วกินไข่เข้าแล้วเป็นฝีข้างใน
เราก็เชื่อฟังผู้ใหญ่ล่ะกันเพื่อความสบายใจของเขา ห้ามกินกะทิ ไก่ ไรงี้ด้วย
เหมือนกล้ามเนื้อที่คิ้วข้างที่ผ่ายังไม่ทำงานยกคิ้วไม่ได้
รู้สึกชาๆที่หนังหัวข้างที่ผ่า เอามือไปเกาดูแล้วไร้ความรู้สึก
รู้สึกว่ากระดูกตรงแถวๆโหนกที่หน้าผากข้างที่ผ่า มีจุดที่มันแหลมๆหน่อยนึงอ่ะ อาจจะเป็นลวดที่ยึดกะโหลก
ไว้เจอหมอแล้วค่อยถาม
จริงๆอยากเจอหมอปานเทพอีกนะ หมอขาวอวบน่ากอด หมอดูสุภาพมาก หมอเรียกชื่อเราด้วยน้ำเสียงหวานเชียว
เคยลืมตัวขานตอบว่า จ๋าาาาา
นึกขำหมอปานเทพเหมือนกันนะ..ที่พูดให้กำลังใจก่อนที่จะให้ไปสแกนสมองว่า
หมออยากจะให้แน่ใจ...แต่ก็มีโอกาสเป็นน้อยมากๆ
ว่าจะโผล่หัวไปให้ดู แล้วบอกว่านี่ไงผลงานของหมอที่สั่งให้ไปสแกนสมอง
ชอบมองหน้าหมอเวลานั่งดูกราฟแล้วทำหน้าครุนคิด..ดูหมอเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนดี
ตอนนี้แข็งแรงขึ้นประมาณ 70% แล้ว แต่ถ้าหากว่าเดินมากๆ จะวิงเวียน
และออกงานข้างนอกได้แค่ครึ่งวันก็ต้องพักแล้ว
อีกนิดนึงเวลาไปรพ.เราจะชอบไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 6 เพราะว่าแผนกหู คอ จมูกอยู่ชั้นนี้
ป้าแม่บ้านที่ดูแลห้องน้ำชั้นนี้บริการดีมาก ยิ่งกว่าในโรงแรมซะอีก
ห้องน้ำของป้าแกสะอาดเอี่ยมอ่องมาก...และป้าแกก็จุดพวกเครื่องหอมอะไรแบบนี้ไว้ในห้องน้ำด้วยนะ
ไปหาหมอบ่อยจนป้าแม่บ้านที่นี่จำได้
วันที่เข้า admit ป้าแกก็ทัก...เราก็บอกว่าคราวนี้มานอนค่าาา ^0^
อัยยะหมอเข้ามาอ่านเจอจนได้ ไหนๆก็ไหนๆ มีตอนต่อไปด้วยนะค่ะ หมอจะได้รู้ว่าคนไข้นินทาอะไร
ไว้บ้างอิอิ
หาหมอ 1 กุมภาพันธ์ 2555
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/02/1-2555.html
หาหมอ 1 สิงหาคม 2555 ...ผลสแกนสมอง ตรวจ MRI หลังผ่า
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/08/1-2555-mri.html
หาหมอ 25 กันยายน 2555 ....หมอไม่นัดแย้ว
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/10/25-2555.html
ตอนนี้ยังสืบไม่ได้เลย หมอที่ดูแลตอนอยู่ใน ICU คืนนั้นมีใครกันบ้าง
เห็นหน้าไม่ชัด สะลืมสะลือด้วย
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ไว้ เผื่อใครที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันได้มาอ่านแล้วจะได้ประโยชน์
สังหรณ์ใจตั้งแต่ที่เป็นเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน
หรือจะเรียกว่า หูดับเฉียบพลัน ทางแพทย์เรียก sudden sensory hearing loss
จนต้องนอนรพ.ปีก่อนแล้วล่ะว่า...
อาจจะป่วยเป็นอะไรมากกว่านี้...และก็เลยทำบุญเข้มข้นมาตลอด...
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ...
เริ่มจากคืนวัน 29 พย 2553 อยู่ๆหูข้างขวาอื้อ ตามมาด้วยอาการบ้านหมุน
ตอนนั้นก็ยังนึกว่าเป็นหวัดด้วยซ้ำ และก็ยุ่งๆคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย พอดีกับช่วงนั้นติดวันหยุดด้วย เลยทำให้ไปหาหมอช้าไป 7วัน
วันนั้นน่าจะเป็นอ.หมอที่ตรวจเรานะ หมอแก่แล้วอายุประมาณ 70 แต่ยังแข็งแรงหยิบจับอะไรได้คล่อง
หมอก็ส่องดูหู..แล้วก็ใช้ส้อมเสียงเคาะให้เราฟัง..ปรากฎว่าไม่ได้ยิน
ถ้าเป็นหวัดหูอื้อจะได้ยิน แต่นี่เราไม่ได้ยิน...เลยส่งเราไปตรวจการได้ยิน (audiogram)
การตรวจการได้ยิน เขาจะให้เราฟังเสียงที่ระดับความดังและความถี่ต่างๆ
ถ้าได้ยินก็กดปุ่ม...แล้วก็พูดตามคำที่เขาพูดให้ฟัง...มีระดับเสียงดังระดับต่างๆ
ปรากฏว่าหูข้างสูญเสียการได้ยินลดลงไป 80 กว่าเปอร์เซ็นต์
หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน
บอกเราว่านอนรพ. 3 วัน...บ่ายนี้เลย...ได้ยินงี้เข่าอ่อนเลย
ไม่เคยนอนรพ.มาก่อนในชีวิต...เคยแต่ไปนอนเฝ้าไข้ นอนเองยังไม่เคย
และก็นึกว่าแค่หูอื้อ เดี๋ยวเอายามากินก็คงหาย ไม่คิดว่าจะต้องถึงกับนอนรพ.
เราเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้...ยังหาสาเหตุของโรคไม่ได้ด้วย
ขอหมอกลับบ้านก่อน...หมอเซ็นอนุญาติให้กลับประมาณ 3 ชั่วโมง...
แต่ก่อนกลับต้องไปเจาะเลือดเพราะเขาจะเอาผลเลือดก่อน
ก็เลยกลับบ้านทั้งๆ ที่มีปลั๊กเข็มค้างไว้ที่แขน เพราะจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายที
โดนฉีดฮีสตามีนทางน้ำเกลือ
(ยาตัวนี้หมอบอกว่าเป็นยาที่นำเข้ามาและเป็นยาที่ดีที่สุดในประเทศมีแค่ที่นี่กับที่รามาที่ใช้
ถ้าเป็นที่อื่นจะแค่ให้ยามากิน)
ยาตัวนี้ทำให้หัวใจเต้นแรง...ขยายหลอดเลือดจนหน้าเป็นสีแดง
ตามตัวก็เป็นสีแดงด้วย ...ช่วงนั้นผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมากเห็นได้ชัดจากใบหน้า
แบบว่าดูมีเลือดฝาด
ดมคาร์บอนวันละครั้ง ครั้งละ 20 นาที
เพื่อขยายหลอดเลือดให้ไปเลี้ยงเส้นประสาทหู
อาการก็ดีขึ้นเสียงอื้อในหูก็เบาลง
หมอมาดูที 6-7 คน พยาบาลมาที 4-5 คน
ไมหมอเยอะงี้อ่ะ O.O
คุยกับพยาบาล เขาเล่าให้ฟังว่า เคยมีแอร์โฮสเตสหูดับเฉียบพลันเหมือนกัน
เพราะเขาทำงานเกี่ยวกับความดันอากาศรักษาหายดีแล้ว กลับไปทำงานเป็นอีกคราวนี้หูหนวกเลย
พอรักษาขั้นนี้เสร็จ...ก็ออกจากรพ.
การรักษาขั้นต่อไปคือการฉีดสเตียรอยด์ความเข้มข้นสูงเข้าหูชั้นกลาง 3 เข็ม สัปดาห์ล่ะ 1 เข็มจนครบ
ตอนฉีดยาหมอจะหยอดยาชาเข้าในหูก่อน...แล้วก็ใช้ฉีดแทงทะลุเยื่อแก้วหูลงไปจนถึงหูชั้นกลาง
แสบทรวงมาก..รู้สึกเหมือนเอาน้ำเกลือมาล้างหู...แสบแบบหมดเรียวหมดแรง
ฉีดเสร็จจะวิงเวียน โลกหมุน นอนพักสักชั่วโมงนึงจึงจะกลับบ้านได้
(ตอนแรกได้ยินว่าใช้เข็มแทงทะลุแก้วหู...อันนี้ตอนแรกเราเป็นกังวลว่า งั้นแก้วหูก็ทะลุอ่ะดิ
แล้วอย่างนี้หูจะหนวกมั้ย...มารู้ตอนหลังว่าแก้วหูมันจะปิดได้เอง เพราะว่ารูที่ใช้เข็มฉีดนั้นมีขนาดเล็ก)
ตรวจการได้ยินก็ดีขึ้นนะ เปอร์เซ็นต์การได้ยินสูงขึ้น
หลังจากนั้นก็ต้องไปหาหมอทุกเดือน..เดือนละครั้ง...ตอนนี้ก็กินยาอย่างเดียว
อาการเริ่มคงที่ตั้งแต่เดือน กพ.54 มาจนถึง สค.54
คราวนี้หมอปานเทพ สุขแสงทอง (หมอปานเทพอ่อนโยนต่อคนไข้มากกก..เรียกชื่อคนไข้เพราะมากและน้ำเสียงอ่อนโยน เคยลืมตัวขานตอบว่า จ๋าาาาาา และเป็นคนละเ
หมอเลยให้ไปตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response; ABR) ...พอได้ยินคำว่าก้านสมองเท่านั้นล่ะ
เกิดอาการเบลอ...จับใจความที่หมอพูดไม่ได้แล้ว...เราเป็นโรคอะไีรนี่ หนักขนาดถึงก้านสมองเลยเหรอ
แต่หมอก็ยังคงให้กำลังใจนะว่า โอกาสที่จะมีเนื้องอกที่เส้นประสาทหูมีน้อยมากๆ
ตอนระหว่างนั่งรอวันนัดที่หน้าห้องตรวจ...ก็เริ่มจะคิดโน่นคิดนี่..เราเป็นโรคอะไีรนี่...จะเป็นเนื้องอกอะไรมั้ย..จะตายมั้ย...
จะนั่น...จะนี่....อยู่ๆ ได้กลิ่นดอกกุหลาบอีกสักพักก็กลิ่นมะลิ...สูดดมดูเลยกลิ่นชัดเจนมาก ไม่ใช่แค่โชยมา
นิดเดียว...ก็มองหาแหล่งที่มา..ไม่มีดอกไม้ให้เห็นเลย...ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันนะ
วันนั้นวันพระด้วย..เราก็รักษาศีลอุโบสถตามปกติ...ปกติเวลาที่นั่งกรรมฐานจะได้กลิ่นดอกไม้
ที่ไม่ทราบที่มา...
ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (ABR) ก็ขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วเขาก็ติดตัวสัญญาณที่หูหน้าผาก
แล้วก็ให้เรานอนเฉย ๆ แล้วจะให้ฟังเสียง เครื่องก็จะประเมินเราไปเรื่อย ๆ ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้
ผลการตรวจการได้ยินระดับก้านสมองครั้งที่ 1 กราฟมันแปลกๆ หมอเลยให้ตรวจใหม่อีกครั้งนึง
คิวนัดตรวจในเวลาจะได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ว่าคิวตรวจนอกเวลาจะได้อีกไม่กี่วัน
เดือนกันยายนกับตุลาคมหมอปานเทพจะไม่อยู่...
เราอยากเจอหมอปานเทพ ก็เลยตรวจนอกเวลา เวลาผลออกจะได้ให้หมอปานเทพดู
แล้วแปลกมาตรวจนอกเวลาราคาเท่ากับตรวจในเวลาด้วยนะ
แปลกมากที่นี่...ทำไมไม่คิดเงินเพิ่มล่ะ...จะคิดเพิ่มก็ได้ไม่มีปัญหา
ผลปรากฏว่า กราฟมันผิดปกติ
หมอปานเทพเลยส่งให้ไปสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI อย่างละเอียด...
ตอนตรวจ MRI นี่เข้าจะให้เข้าไปนอนนิ่งๆ ไม่ให้ขยับหัวด้วย ไม่งั้นต้องมาสแกนใหม่
นอนในอุโมงค์แล้วเราก็จะได้ยินเสียงดังๆ แล้วมีต้องฉีดยาที่เหมือนกับเป็นสารแม่เหล็กเพื่อเวลาสแกนออกมาจะได้เห็นชัด...ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง
เห็นสมองตัวเองทุกมุมเลย....
มาเจอก้อนที่สมอง...หมอเลยส่งตัวเราต่อไปที่แผนกศัลยกรรมประสาท
คราวนี้ไปรักษากับอ.หมอสิรรุจน์ สกุลณะมรรคา
(ตกใจเล็กน้อยแผนกนี้หมอเยอะมาก 10 กว่าคน )
ก้อนเนื้อค่อนข้างใหญ่พอสมควร 3.8X2.5X3.6 cm.อยู่แถวๆขมับขวา
กว่าจะโตขนาดนี้ คงใช้เวลาแอบโตมาหลายปี
อาการของโรคนั้น...ในช่วงหลายปีมานี้ไม่มีอาการที่แสดงออกเลย
ไม่ว่าจะวิงเวียน ชัก ปวดหัว อาเจียน ไม่มีอาการเล่านี้เลย
จึงทำให้กว่าจะตรวจเจอก็ใหญ่มากแล้ว
ก้อนมันไปกดทับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงประสาทหู หูก็เลยดับเฉียบพลัน
หมอบอกว่าของเราเสี่ยงที่จะมีอาการชัก...แต่นี่ไม่มี...
ก็กลัวๆ เหมือนกันว่าจะชัก...และจะระมัดระวังตัวเวลาที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียว (แอบหนีเที่ยว) ก็จะทำป้ายคล้องคอไว้ว่าป่วยโรคอะไร
ติดต่อใครได้ เผื่อเกิดไปเป็นอะไร
แล้วหมอก็ถามเราว่าจะผ่าวันไหนเราก็ตกใจเล็กน้อย เลือกวันผ่าได้ด้วย
ก็แล้วแต่เราจะผ่าวันไหนจะผ่าวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้...ก็เลยขอเป็นหลังกฐิน เพราะอยากจะทำบุญก่อน
ก็เลยได้คิวผ่าวันที่ 27 ธันวาคม 2554
และแล้วเวลาก็ผ่านไป จนถึงกำหนดผ่า..ต้องเข้ารพ.ตั้งแต่วันที่ 26 ธค เช้า เพื่อไปพบหมอก่อน
หมอก็ตรวจร่างกาย..ให้เราทำแบบทดสอบต่างๆ เพื่อดูการทำงานของสมองเช่นให้บวกลบเลข
งัดข้อกับหมอ..ทดสอบการมองเห็น..ทดสอบหลายอย่างอ่ะจำไม่ค่อยได้
แล้วมีเรื่องสงสัยอะไรก็ถามหมอ
หมอก็บอกว่าผ่าตัดสมองนะ..บางคนก็อยู่รพ.ตลอดชีวิต...บางคนก็ไม่ฟื้น
(พูดมาเลยหมอ เตรียมใจไว้นานแล้ว...เราอยากให้หมอบอกความจริงไปเลยมากกว่า เพราะจะได้เตรียมตัวได้ถูก
แต่ตอนหมอบอกหมอก็แสดงท่าทีลำบากใจที่จะพูด)
แระพอตอนเที่ยงๆ ก็พาบรรดาคนเฝ้าไข้ไปถ่ายรูปเล่นกันก่อน...วันนั้นอากาศดีด้วยที่รพ.เป็นวังเก่า
ก็เลยได้วิวสวยๆ..
admit ตอนบ่าย 2 กว่าๆ...พยาบาลมาเจาะเลือดไปตรวจ HIV และก็ดูผลค่าเลือด
โพแทสเซียมต่ำ เลยต้องกินยาอะไรไม่รู้เป็นน้ำรสชาติฝาดๆ เพิ่มโพแทสเซียม...
จะเกี่ยวกันมั้ยวันนี้พาบรรดาคนเฝ้าไข้ไปเดินเที่ยวรอบรพ.มากด้วย...>.<~
พอพยาบาลไปก็คุยกับบรรดาคนเฝ้าไข้ว่าจะออกไปหาไรกินข้างนอกกำลังจะไปเปิดประตู
หมอกำลังเปิดแฟ้มอยู่หน้าประตู
เราต้องรีบกลับขึ้นไปนั่งบนเตียงทั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดคนไข้ หมอกรูกันเข้ามานับได้ 9 คน เป็นอ.หมอ 2 คน
ตกใจเหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าจะออกไปเที่ยว..แล้วคนที่จับได้เป็นหมอตั้ง 9 คน... O.O
อ.หมอสิรรุจน์บอกว่ามันไม่ใช่เนื้องอก มันเป็นเหมือนเส้นเลือดขอด
หมออยากจะให้ถามเรื่องที่สงสัย...สำหรับเราไม่มีไรถามแล้วอ่าา..ถามไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว
เลยแซวเล่น ทำไมหมอเยอะยังเลยอ่าาา...
มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับรพ.เอกชนดังๆมาก...เลยไม่ชอบเอาซะเลย....
อย่างสมิติเวชสุขุมวิท เหมือนมันไม่ค่อยมีหมอ แค่หวัดธรรมดา มีเรากับอีกคน รอเป็นชม. ยานิดหน่อยพันกว่าบาท
บํารุงราษฎร์...มันจะให้ตรวจนั่นนี่ที่ไม่จำเป็น เลี้ยงไข้..
ตอนเลือกที่นี่ก็ไม่รู้เหรอนะว่ามีหมอดี...ก็ว่ามีสายสัมพันธ์กับทหารเลยรักษาที่พระมงกุฎเกล้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร...
ที่นี่มีห้อง superior /deluxe ^0^ ชอบบบบบบบบ
หมอดีๆ เก่งๆ ส่วนใหญ่อยู่รพ.รัฐทั้งนั้น คนเยอะก็ไม่เป็นไร เห็นใจเราก็ป่วยด้วยกัน
ที่นี่คิวผ่า คิวตรวจเครื่องแพงๆก็ไม่ยาวด้วยนะ.ไม่รู้ทำไม ตอนตรวจ MRI คิวแค่ 7 วันเอง
ตอนรักษาหูเมื่อปีที่แล้ว...นึกว่าหมอโม้ว่าใช้ยาที่ดีที่สุดในประเทศนี้มีแค่ที่นี่กับที่รามา...มาสืบดูทีหลังสงสัยจะจริงอย่างที่หมอว่า ^0^
สรุปเราก็เลยไม่ได้ออกไปข้างนอกแล้ว เดี๋ยวคงมีพยาบาลอะไรมาดูอีก แล้วจะไม่เห็นเรา ก็เลยไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดคนไข้
พอหมอออกไปสักพักก็มีเจ้าหน้าที่แผนกวางยาเข้ามาถามประวัติเช่นแพ้ยาอะไร ประจำเดือนมาเมื่อไหร่
พรุ่งนี้ผ่าตอนเช้า 9 โมงเป็นเคสแรก
เดี๋ยวๆพยาบาลก็มาอีก พรุ่งนี้ผ่าตอนเช้า 9 โมง บอกให้อาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จตั้งแต่ 7 โมง เพราะ 8 โมงกว่าๆจะมาเสียบน้ำเกลือและก็ยากันชัก...และให้อดน้ำอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน
เวลาก็ผ่านไปถึงเช้าวันผ่าแล้ว 27 ธันวาคม 2554
ทุกสิ่งทุกอย่างได้เตรียมเอาไว้แล้ว...ถ้าหากว่าเราไม่ฟื้นขึ้นมา...
เตรียมตัวเตรียมใจไว้ตั้งแต่รู้ผลสแกนสมองแล้ว ก็เลยพอมีเวลาเตรียมตัว
หลายครั้งเราก็บอกคนรอบข้างเป็นนัยๆที่ประหนึ่งว่าเป็นคำสั่งเสียนั่นแหละ..แต่เขาอาจไม่รู้
เพราะเราอาจไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
รับไตรสรณคมณ์และสมาทานศีลเรียบร้อย...ถ้าหากว่าเราจะไปก็จะไปอย่างคนมีศีล
ออกมานั่งที่ระเบียงห้องดูวิวหน่อย
เห็นเจดีย์ภูเขาทองอยู่ำไม่ไกล ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเราจำได้ว่าเราเคยไปประทักษิณ บูชาด้วยน้ำหอมด้วย
พอได้เวลาพยาบาลก็มาเสียบน้ำเกลือขวดนึงยากันชักอีกขวดนึง...แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เอารถเข็นมารับ
ลงไปที่ชั้น 8 แยกจากบรรดาคนเฝ้าไข้ที่หน้าห้อง...เขาก็ย้ายให้เราขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วก็เข็นเราเข้าไปพัก
ตรงห้องที่รวมคนไข้ที่รอผ่า เป็นเตียงติดๆ กันหลายเตียง พอดีป้าเตียงข้างๆหันมาก็เลยหันไปยิ้ม
บรรยากาศยังไงบอกไม่ถูก ทุกคนกำลังรอขึ้นเขียง..งือๆๆ ส่วนใหญ่ก็นอนหลับด้วยความสงบ
แล้วอีกพักพยาบาลก็เข็นเตียงเราออกไปยังห้องผ่าตัด...แล้วก็ให้เราขึ้นไปนอนบนเตียงผ่าตัดแคบๆเล็กๆขนาดพอดีตัว
แล้วพยาบาลก็เอาผ้าเขียวมาห่มให้..แล้วก็เอาติดตัวสัญญาณที่วัดคลื่นหัวใจที่เนินอก (อายอิบหาย >.<~)
แล้วก็ถอดเสื้อผ้าเค้าด้วย...กลัวอ่ะจะทำอะไรเค้าบ้าง >.<~...ต้องถอดเสื้อผ้าด้วยเหรอ
แล้วก็เอาหน้ากากอ๊อกซิเจนมาครอบซักพัก..ภาพมันก็หายไปเลย..ไม่ใช่ว่าจะค่อยๆง่วงนะ
ณ ห้อง ICU...
ฟื้นขึ้นมาตอนเย็นๆ พยาบาลมาจับมือบอกว่าตอนนี้ 4 โมงเย็นผ่าเสร็จแล้วนะคะ..ก็นึกถึงว่าสุดท้ายนี้เราอยู่ที่ไหน
จำได้ภาพสุดท้ายกำลังดมหน้ากากออกซิเจน..
รู้สึกหัวมันแน่นๆ สำรวจตัวเอง มีสายอะไรไม่รู้เต็มไปหมด..เท่าที่เห็นมีสายน้ำเกลือต่อมาเข้าที่เส้นเลือดที่แขนล่ะ
มีท่อหายใจต่อจากปากลงไปที่คอไปถึงปอด
มีสายที่ต่อเลือดเสียจากหัวเห็นเลือดตัวเองออกมาเป็นขวดๆ เลย..
มีตัวที่มาสวมไว้ที่นิ้วน่าจะเป็นเครื่องที่เกี่ยวกับการเต้นของหัวใจอ่ะ
และก็ที่ขาข้างซ้ายมีเข็มเสียบปลั๊กฉีดยาที่เหมือนปลั๊กฉีดยาที่แขนไว้ด้วย
อีกสักพักก็อาเจียนเลย..ใจจะขาดอีกเหมือนกัน..แล้วก็ตื่นมาอีกทีมีท่อต่อจากจมูกลงไปที่คอหอยลงไปถึงกระเพาะ ไม่รู้เอามาใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
อยู่ห้องICU ก็จะตื่นเป็นพักๆ อ่ะ ตื่นตอนหมอมาดู ตอนพยาบาลมา
เห็นบรรดาคนเฝ้าไข้ยืนอยู่ที่หน้ากระจกนอกห้องด้วยแต่พูดไม่ได้ ท่อมันเสียบที่คอหอย
เวลาจะถามอะไรพยาบาลก็จะใช้มือเขียนที่หน้าขาถามเอา
เวลาพี่สาวเข้ามาเยี่ยม พยาบาลบอกให้จับมือ
เรารู้สึกตัวนะ เห็นด้วยว่าใครมาบ้าง แต่พูดไม่ได้
ทุกข์ทรมานในห้อง ICU มากกับท่อหายใจที่ต่อจากปากลงไปที่ปอดรู้สึกตัวทีไรก็จะขาดใจกับท่อนี้ทุกที
นอนหงายหรือนอนตะแคงมันก็ทิ่มคอหอย นึกแต่ว่าเมื่อไหร่หมอจะเอามันออกไปที ทรมานเหลือเกิน ใจจะขาด
เลยเข้าใจคนที่กินอาหารทางสายยางเป็นยังไง
นอนหงายตะแคงซ้ายอย่างเดียว เมื่อยไหล่คอมาก...
ตะแคงขวาไม่ได้ทับแผล...ต้องเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆด้วยไม่งั้นแผลกดทับ
หมอมาดู ทักว่า ไมหายใจน้อยจัง...หมอมาอีกที เราก็ทำมือให้เอาท่อหายใจนี้ออก...
หมอบอกว่าเดี๋ยวคืนนี้จะลำบากเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเอาออก
หมอมาดูอีกที ก็ทักว่า หน้าซีดจังเลย...เดี๋ยวให้เลือดเพิ่มอีกถุงนึงนะ
ไม่รู้ว่าเวลาให้เลือดเขาเอาเลือดเข้าทางไหน เราก็สะลึมสะลือ
(แง่ๆๆ เมื่อไหร่จะเช้า...นับถอยหลังเลย..อยากเอาท่อหายใจนี้ออกเต็มแก่แล้ว..)
หมอมาดูอีกทียื่นมือมาให้จับข้างซ้าย แล้วเดินอ้อมมาให้จับด้านขวา(อ๊าย..ได้จับมือผู้ชายด้วย คิกคิก ^0^)
สั่งให้ยกแขนซ้าย-ขวา ยกขาซ้าย-ขวา
พยาบาลก็เอาไฟฉายมาส่องตา...แล้วก็ตอนที่มาดูดเสมหะเนี่ยใจจะขาดเหมือนกัน เอาท่อมาแหย่ลงไปที่คอหอย
ใช้น้ำยาที่รสชาติยังกะน้ำยาบ้วนปากกลั้วคอ...ในคอเราก็มีท่อหายใจ/ท่อที่จมูก/แล้วก็ท่ออันนี้อีก >.<~
และแล้วก็เช้า ตอนพยาบาลดึงท่อหายใจออก มันโล่งมากกก ดีใจๆๆๆ
แล้วก็ได้ย้ายออกจาก ICU กลับไปที่ห้อง ตอนประมาณ 10 โมงเช้า...
แล้วอ.หมอสิรรุจน์กับหมอผดุงชาญก็มาดูที่ห้อง หมอเอาท่อที่ต่อลงกระเพาะออก..เอาออกแล้วโล่งมาก
ถามหมอว่าผ่ากี่ชม.หมอบอกหลายชม.เอาสมองดีกับเส้นเลือดดีไว้
หมอดึงเอาท่อที่ต่อเลือดเสียจากหัวออกให้ด้วย
แต่หมอบอกว่าพอดึงออกแล้วหน้าจะบวม..เพราะของเหลวจะไหลลงมา
ทำให้หน้าบวม แต่ก็จะบวมอยู่ประมาณ 3-4 วัน ระบบของร่างกายจะดูดกลับรักษาสมดุลเอง
แซวหมอเล่น ว่า หมอพยาบาลหน้าตาดีเลยฟื้นตัวเร็ว คิกคิก ^W^
พยาบาลบอกว่าให้กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ ทำให้คอชุ่มชื่น เพราะคอเราเพิ่งจะถอดท่อหายใจไป
พยาบาลจะมาวัดไข้ วัดความดัน ฉีดยา เจาะเลือดวัดน้ำตาลในเลือด มาบ่อยมาก
ยังมีรอยเข็มจิ้มที่หลังเท้าข้างขวา 13 รู ที่หลังเท้าข้างซ้ายอีก 10 รูด้วย ตรงข้อพับแขนทั้งสองข้างไม่ต้องพูดถึงช้ำเป็นจ้ำเลือดเลย
ออกมาจากห้องผ่าตัด ฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมดเลย ที่ข้อแขนฟกช้ำเป็นทางยาว
ออกจากห้อง ICU แล้วไข้ขึ้นหมอเลยให้ไป x-ray ปอด เจาะเลือดไปเพาะเชื้อ
ดีที่ 2-3 วันไข้ลด เลยกลับบ้านได้ ไม่งั้นคงได้อยู่ยาว
พอดึงท่อเลือดออกหน้าบวม พยาบาลให้ใช้เจลประคบเย็นมันจะได้ยุบเร็วๆ
หมอนอันนี้ของเจ๊หมวยให้มาเป็นของขวัญ ฝากคนมาบอกว่าให้หายเร็วๆ เลยเอามาใช้วางแขนแกจะได้ดีใจ
ตอนหมอผดุงชาญมาดูแผล หมอยื่นมือมาให้จับ(อ๊าย..ได้จับมือผู้ชายอีกแล้ว คิกคิก ^0^)
จับคอเราก้ม เรายังก้มคอไม่ได้
ดูหมอเขาเป็นผู้นำดีนะ
0
หมอมาแต่เช้าเลย 6.30 น. เลยถามว่าหมอว่าตื่นกี่โมง หมอบอกยังไม่ได้นอนเมื่อคืนมีผ่าตอนตี 1 เสร็จตี 4
พอหมอมาดูแต่เช้า วันต่อมาพี่สาวก็ปลุกเราแต่เช้าให้แปรงฟันเช็ดตัวเดี๋ยวเวลาคุยกับหมอแล้วปากเหม็น
เราก็พยายามแปรงนะ อ้าปากกว้างๆไม่ได้ปวดเสียวไปถึงขมับเวลากินข้าวด้วยช้อนเล็กๆ
หมอมาดูหลายคนอ่ะ รู้จักได้ไม่หมดอ่ะ
ที่หัวข้างที่ผ่าเหมือนหมอทายาเคลือบไว้คล้ายเล็กเกอร์เลย..แระก็ที่หัวมีรอยเหมือนเข็มยึด 3 รู ที่หน้าผาก 2 รู ตรงขมับฟกช้ำด้วย
แผลยาว 29 cm. เย็บแม็ค 40 ตัว เอง ฝืมืออ.หมอสิรรุจน์แผลสวยมาก
ตอนแรกเราก็นึกว่าหมอจะใช้ไหมเย็บแล้วมันจะเป็นแผลเป็นนูนๆ น่าเกลียด
หมอบอกว่าใช้แม็กมาเป็น 10 ปีแล้วราคาแพงกว่าไหมอีก
อ.หมอสิรรุจน์และทีมงานเก่งมาก ดูท่าแผลเป็นจะเล็กมาก เพราะตอนนี้ผมขึ้นตรงรอยมีดแล้ว
และแล้วอาการก็ค่อยๆดีขึ้น ไข้ลดพอดี..หมอเลยให้กลับบ้านได้
ได้ออกจากรพ.วันที่ 1 มค 2555
หมอนัดมาเอาลวดออกวันที่ 4 มค 2555
ปีใหม่เห็นพวกเซลล์ขายยาเอากระเช้ามาให้หมอเต็มเลย มากันแต่เช้าด้วย
อ.หมอสิรรุจน์ยังหนุ่มอยู่เยย พูดเพราะมากกกกกก
คนไข้ก็ชวนหมอคุย คริคริ
อ.หมอสิรรุจน์เกิดปีเดียวกับอภิสิทธิ์ หมอหล่อด้วย อ๊างงง ^0^
ถามหมอว่าหมอทำหลายรพ.ไม่เหนื่อยเหรอ หมอบอกว่าก็ทำเท่าที่มีแรง
แซวหมอเล่น ว่าไม่รู้ว่าหมอจะเสียใจหรือเปล่า...ดีใจนะที่ได้เจอหมอ แต่ก็ไม่อยากเจอหมอบ่อยๆ...
แซวอ.หมอสิรรุจน์ว่าหมอก็ชมฝีมือตัวเองจิว่า..พอผมขึ้นก็ดูไม่รู้แล้วว่าผ่าสมองมา...
แต่ดูท่าแล้วอ.หมอสิรรุจน์ฝีมือดีเก่งมากจริงๆ
ตอนอ.หมอสิรรุจน์เอาแม็กออกหมอมือเบามาก เจ็บเหมือนถอนผม เลยชมหมอว่า
หมอมือเบาจังเลย...หมอก็บอกว่าผ่าสมองนี่จ๊ะไม่ใช่ผ่าขา
คืนวันผ่าเสร็จอ่ะ มีเลือดออกเล็กน้อย...พยาบาลถามว่าใช่ประจำเดือนหรือป่าว เราก็บอกว่าไม่ใช่เพราะเดือนนี้มาแล้ววันที่ 6
แล้วนี่ยังไม่ถึงกำหนดเลย...เริ่มจะเครียดเล็กน้อยแล้ว...แล้วมาอย่างนี้ต่อเนื่องทุกวันแต่มันนิดเดียวไม่มากเหมือนประจำเดือน
ก็เลยเครียดเลย..เป็นอะไรไม่รู้...หรือหมอทำอะไรเค้า >.<~ เค้ายังไม่เคยมีสามีเลย...ตอนผ่าพยาบาลถอดเสื้อผ้าเค้าด้วย >.<~
ก่อนที่จะดมยาอ่ะ เอาผ้าเขียวมาปิดไว้แล้วก็ถอดอ่ะ ก็กลัวจะทำอะไรเค้าบ้าง >.<~
พอเจออ.หมอสิรรุจน์วันที่ 4 มค ก็เลยบอก หมอบอกว่าก็ประจำเดือน..ถามว่าไมมาก่อนตั้งเป็นอาทิตย์ หมอบอกว่าก็ความเครียดไง
หลังจากนั้นวันที่ 5-6 ก็มามากเป็นประจำเดือนเลย...เพิ่งรู้ว่าตัวเองแอบเครียด >.<~
ตอนนี้หูยังเหมือนเดิมนะเพราะมันเป็นที่สมอง ต้องรอให้แผลข้างในดีก่อนแล้วค่อยดูอีกที
ผลชิ้นเนื้อยังไม่ออก หมอนัดอีกทีวันที่ 1 กพ
กลับมาพักฟื้นที่บ้าน
ตอนนี้ที่บ้านระมัดระวัง ไม่ให้ลื่่นล้มหัวฟาดในห้องน้ำ หรือไม่ให้ใครมาโดนหัว
ตอนนี้ยังปวดหัวแบบมึนๆ อยู่อ่ะ ปวดแบบตึงๆตรงแผลด้วย
ตอนนี้โกนหมดแล้วเป็นแม่ชีน้อย เวลาออกข้างนอกต้องใส่หมวกไหมพรมไม่ให้ฝุ่นลง แล้วก็เราได้ไม่ไปเกาแผลด้วย
นึกอยากออกไปเดินห้างเปิดหัวเล่น อิอิ ท่าทางจะสนุก
ตอนนี้กินของแสลงไม่ได้อีกเป็นปี เพราะว่าแม้แผลภายนอกจะติดดี แต่ข้างในอาจเป็นหนองได้
ญาติผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้กินไข่ เพราะเคยมีคนรู้จักผ่าที่ท้องอ่ะ แม้ผ่านไปปีกว่าแล้วกินไข่เข้าแล้วเป็นฝีข้างใน
เราก็เชื่อฟังผู้ใหญ่ล่ะกันเพื่อความสบายใจของเขา ห้ามกินกะทิ ไก่ ไรงี้ด้วย
เหมือนกล้ามเนื้อที่คิ้วข้างที่ผ่ายังไม่ทำงานยกคิ้วไม่ได้
รู้สึกชาๆที่หนังหัวข้างที่ผ่า เอามือไปเกาดูแล้วไร้ความรู้สึก
รู้สึกว่ากระดูกตรงแถวๆโหนกที่หน้าผากข้างที่ผ่า มีจุดที่มันแหลมๆหน่อยนึงอ่ะ อาจจะเป็นลวดที่ยึดกะโหลก
ไว้เจอหมอแล้วค่อยถาม
จริงๆอยากเจอหมอปานเทพอีกนะ หมอขาวอวบน่ากอด หมอดูสุภาพมาก หมอเรียกชื่อเราด้วยน้ำเสียงหวานเชียว
เคยลืมตัวขานตอบว่า จ๋าาาาา
นึกขำหมอปานเทพเหมือนกันนะ..ที่พูดให้กำลังใจก่อนที่จะให้ไปสแกนสมองว่า
หมออยากจะให้แน่ใจ...แต่ก็มีโอกาสเป็นน้อยมากๆ
ว่าจะโผล่หัวไปให้ดู แล้วบอกว่านี่ไงผลงานของหมอที่สั่งให้ไปสแกนสมอง
ชอบมองหน้าหมอเวลานั่งดูกราฟแล้วทำหน้าครุนคิด..ดูหมอเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนดี
ตอนนี้แข็งแรงขึ้นประมาณ 70% แล้ว แต่ถ้าหากว่าเดินมากๆ จะวิงเวียน
และออกงานข้างนอกได้แค่ครึ่งวันก็ต้องพักแล้ว
อีกนิดนึงเวลาไปรพ.เราจะชอบไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 6 เพราะว่าแผนกหู คอ จมูกอยู่ชั้นนี้
ป้าแม่บ้านที่ดูแลห้องน้ำชั้นนี้บริการดีมาก ยิ่งกว่าในโรงแรมซะอีก
ห้องน้ำของป้าแกสะอาดเอี่ยมอ่องมาก...และป้าแกก็จุดพวกเครื่องหอมอะไรแบบนี้ไว้ในห้องน้ำด้วยนะ
ไปหาหมอบ่อยจนป้าแม่บ้านที่นี่จำได้
วันที่เข้า admit ป้าแกก็ทัก...เราก็บอกว่าคราวนี้มานอนค่าาา ^0^
อัยยะหมอเข้ามาอ่านเจอจนได้ ไหนๆก็ไหนๆ มีตอนต่อไปด้วยนะค่ะ หมอจะได้รู้ว่าคนไข้นินทาอะไร
ไว้บ้างอิอิ
หาหมอ 1 กุมภาพันธ์ 2555
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/02/1-2555.html
หาหมอ 1 สิงหาคม 2555 ...ผลสแกนสมอง ตรวจ MRI หลังผ่า
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/08/1-2555-mri.html
หาหมอ 25 กันยายน 2555 ....หมอไม่นัดแย้ว
http://dhammavoice.blogspot.com/2012/10/25-2555.html
ตอนนี้ยังสืบไม่ได้เลย หมอที่ดูแลตอนอยู่ใน ICU คืนนั้นมีใครกันบ้าง
เห็นหน้าไม่ชัด สะลืมสะลือด้วย
Subscribe to:
Posts (Atom)



