Wednesday, June 20, 2007

ไม้พุทธประวัติ...เกด

เกด
Manilkara hexadra Dub.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อพ้อง
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์

การขยายพันธุ์
ประโยชน์

เกด
ราชายตน (รา-ชา-ยะ-ตะ-นะ),ชีริกา (ชี-ริ-กา),ราชายตนํ (รา-ชา-ยะ-ตะ-นัง)
Manikara hexandra Dub.
Mimusops hexandra Roxb.
Milkey Tree
Sapotaceae
อินเดีย พม่า ไทย
ชอบขึ้นในที่แห้งแล้ง เป็นดินทรายหรือดินปนหิน ไม่ชื้นแฉะ สภาพป่าที่ค่อนข้างแห้งแล้งในเอเชีย
พบตามหินปูน ตามเกาะที่มีเขาหินปูน ในประเทศไทยพบมากตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป
เพาะเมล็ด
ผล รับประทาน ทำให้ชุ่มคอ ลดอาการกระหายน้ำ ผลสุกเป็นผลไม้ เนื้อไม้ ต่อเรือและทำลูกสลัก
ใช้ในกาต่อเรือ



เกด ฮินดูเรียก "ครินี" หรือ "ไรนี" ตามพุทธประวัติ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ใต้ต้นจิก 7 วัน แล้วได้เสด็จไปทรงประทับต่อใต้ต้นเกดอีก 7 วัน


เกด เป็นพืชสกุลเดียวกับละมุดฝรั่ง ละมุดสีดา คืออยู่ในสกุล " Manikara " วงศ์ " Sapotaceae "
ลักษณะ ไม้ต้นขนาดใหญ่ มีน้ำยางขาว ลำต้น เปลาค่อนข้างตรง เปลือกแตกร่อนเป็นสะเก็ดสีดำ เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง เหนียว แข็งมาก กิ่งมักคดงอเป็นข้อศอก ไม่ผลัดใบ ถ้าต้นยังเล็กอยู่ ปลายกิ่งและกิ่งจะมีลักษณะคล้ายหนามขนาดใหญ่และมีใบออกที่ปลายกิ่ง ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปไข่กลับ ใบจะเรียวสอบมาทางโคนใบ ผิวใบด้านบนเป็นมัน ผิวใบด้านล่างมีคราบขาว เส้นใบจะนานกันและค่อนข้างถี่ เนื้อใบหนา ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุก 3-5 ดอก ตามใบ ดอกสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ผล กลมรี โดยประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร สุกสีเหลืองแสด ผลรับประทานได้ รสหวาน

ไม้พุทธประวัติ ...จิก

จิก
Barringtonia acutangula Gaertn.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์

กระโดนทุ่ง กระโดนน้ำ(หนองคาย),จิกนา(ภาคใต้),ตอง(ภาคเหนือ),มุ่ยลาย
มุจลินท (มุ-จะ-ลิน-ทะ), นิจุโล(นิ-จุ-โล),มุจลินโท(มุ-จะ-ลิน-โท)
arringtonia acutangula Gaertn.
Indian Oak} Botong
Barringtoniaceae
พบทั่วๆปในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินเดีย ลังกา พม่า ไทย ฯลฯ
ในประเทศไทยพบว่าขึ้นอยู่ทั่วๆไป ชอบขึ้นริมน้ำ
เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือตัดกระโดงที่แทงออกจากราไปชำ
ใบอ่อนเป็นอาหาร ใบแก่ใช้รักษาอาการท้องร่วง เปลือกต้นใช้เบื่อปลา เนื้อไม้ใช้ทำไม้อัด
เครื่องเรือน เมล็ดผสมในตำรับยาลม ใช้แก้อาการจุกเสียด แก้ไอในเด็ก ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
เพราะดอกสวยมาก


จิก หรือมุจลินท์ ในพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงประทับอยู่ใต้ต้นนิโครธ 7 วัน แล้วเสด็จไปประทับใต้ต้นจิกอีก 7 วัน ในขณะที่ประทับใต้ต้นจิกนี้ ได้มีฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย อากาศหนาวจัดมาก มีพญานาคชื่อ "พญามุจลินท" เห็นพระพุทธองค์แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา เกรงว่าพระพุทธองค์จะลำบากและทรมาน จึงทำขดล้อมพระวรกายของพระพุทธเจ้าไว้ 7 รอบ และแผ่พังพานปกคลุมพระเศียร ดูคล้ายเป็นเศวตฉัตรช่วยกันฝนและช่วยให้บริเวณนั้นอบอุ่นขึ้น

จิก หรือมุจลินท์ หรือ มุจจลินท์ เป็นไม้ในสกุล "Barringtonia " ในวงศ์ " Barringtoniaceae" เดิมอยู่ในวงศ์ "Lecythidaceae" เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ลำต้น เป็นปุ่มปมและเป็นพู ผลัดใบ ชอบขึ้นริมน้ำ ใบ เดี่ยว ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ผิวใบมัน ใบออกสลับถี่ตามปลายยอด รูปใบยาวเหมือนรูปใบหอก หรือรูปไข่กลับ ใบยาว 30 เซนติเมตร ขอบใบจักถี่ ก้นใบสีแดง สั้นมาก ดอก ช่อ สีแดงห้อยลง บานจากโคนลงไปทางปลาย ช่อดอกยาว 30-40 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ และจะคงติดอยู่จนเป็นผล เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก มีสีชมพูถึงสีแดง ผล ยาวรีเป็นเหลี่ยม มีสันตามยาวของผล 4 สัน ผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่

ไม้พุทธประวัติ....นิโครธ

นิโครธ
Ficus bengalensis Linn.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อสันสกฤต
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์

กร่าง (ภาคกลาง)
นิโครธ (นิ-โค-ระ-ธะ), อชปาล-นิโครธ (อะ-ชะ-ปา-ละ-นิ-โค-ระ-ธะ),นิโครโธ (นิ-โค-ระ-โธ)
บันฮัน
Ficus bengalensis Linn.
Bamyan Tree,Bar,East Indian Fig
Moraceae
พบทั่วไปในปเอเซียเขตร้อนได้แก่ อินเดีย ลังกา พม่า ฯลฯ
สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดที่ค่อนข้างชุ่มชื้น
เพาะเมล็ด นก ค้างคาว กินผลแล้วถ่ายมูลมีเมล็ดติดอยู่ หรือจะปักชำ ตอนกิ่งก็ได้
เปลือกต้น ใช้แก้อาการท้องเดิน เมล็ดใช้เป็นยาเย็นและยาบำรุง ผลใช้รับประทาน


นิโครธ หรือไทรนิโครธ ภาษาสันสกฤต "บันฮัน" ภาษาฮินดูว่า "บาร์กาต" บางที่เรียกว่า "ต้นอชปาลนิโครธ" อชปาลนิโครธ หมายถึง เป็นที่พำนักของคนเลี้ยงแกะ ต้นนิโครธ แปลว่า ต้นไทร

ตามพุทธประวัติกล่าวถึง
ตอนที่ 1
พระพุทธเจ้าทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา
เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาแล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส
ตอนที่ 2 เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ 7 วันแล้วจึงได้ทรงย้ายไปประทับ ณ ต้นไทรนิโครธ เป็นเวลาอีก 7 วัน เป็นต้นไทรนิโครธชนิดใบกลม




ลักษณะ ต้นนิโครธเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านเป็นพืชพวกเดียวกันกับกร่าง มะเดื่อ อยู่ในสกุล "Ficus " ในวงศ์ "Moraceae" ลำต้น จะเป็นพูพอน ปลายกิ่งจะลู่ลง ใบ ดกหนาทึบ ทุกส่วนมียางสีขาว ลำต้น กิ่ง มีรากอากาศห้อยย้อยลงมามากมาย ซึ่งรากอากาศนี้ เมื่อหยั่งถึงดินแล้วทำให้เกิดเป็นหลืบสลับซับซ้อน เป็นฉากเป็นห้อง กิ่งอ่อนจะมีขนนุ่มหนาแน่น ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนมีขนหนามากโดยเฉพาะด้านท้องใบ ใบแก่ไม่มีขน รูปไข่ ปลายใบมน เมื่อแก่จะร่วงหล่น และมีรอยแผลใบเด่นชัดบนกิ่ง ดอก ช่อสีนวล ออกตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง แยกเพศ แต่ละดอกมีขนาดเล็กมีจำนวนมาก ผล เป็นผลชนิดรวม รูปกลมเล็ก ออกติดแนบกับกิ่ง แต่ละผลจะมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 2-4 กลีบ เมื่อแก่ผลจะเป็นสีแดงคล้ำ เป็นอาหารของนก

ไม้พุทธประวัติ ...โพธิ

โพธิ
Ficus religiosa Linn.


ชื่อพื้นเมือง

โพ โพศรีมหาโพ โพธิ (ภาคกลาง),ย่อง(แม่ฮ่องสอน),สลี(ภาคเหนือ),โพธิใบ

ชื่อบาลี

อสสตถ (อัด-สัด-ถุ), โพธิ (โพ-ทิ), อสสตโถ (อัด-สัด-โถ)

ชื่อวิทยาศาสตร์

Ficus religiosa L.

ชื่อสามัญ

Po Tree} Bodhi Three} Peepul of India} Pipal of India} Sacred Fig Tree
Pipal Tree} Bo Tree

ชื่อวงศ์

Moraceae

ถิ่นกำเนิด

อินเดีย และพบทั่วๆไปทั้งในลังกาและทวีปเอเชีย

สภาพนิเวศน์

ขึ้นได้ในดินทั่วๆไป ไม่ชอบน้ำขังแฉะ แต่ก็ต้องมีความชุ่มชื้นพอควร

การขยายพันธุ์

เพาะเมล็ด นกเป็นตัวช่วยกระจายพันธุ์ที่ดี อาจใช้กิ่งชำ หรือกระโดงจากราก
ประโยชน์ ทางยา น้ำจากเปลือกช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน ผล ใช้เป็นยาระบายและช่วยย่อย



่างยิ่งอีกชนิดหน
ต้นโพธิ
ลังกาเรียก "Po Tree" ชาวฮินดูเรียก "Pipal" หรือ "Bodhi Tree" เป็นไม้ที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาอยึ่ง ดังความในพุทธประวัติ
ต้นโพธิ เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า (สหชาติ หมายถึงบุคคลหรือต้นไม้ที่เกิดขึ้นในวัน เดือน ปี เดียวกันกับพระพุทธเจ้า) ต้นโพธินี้เป็น 1 ใน 7 ของสหชาติ

ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้
เจ้าชายสิทธัตถะ ในระหว่างบำเพ็ญพรต เพื่อหาสัจธรรมได้ประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ คือ อริยสัจ 4 ประกอบด้วย ทุข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อวันเพ็ญเดือน 6 หลังจากพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว แต่ก็ยังต้องทรงทำจิตให้แน่วแน่ตั้งมั่นยิ่งขึ้น จนกิเลสมิอาจรบกวนได้ต่อไป พระองค์ยังคงประทับอยู่ใต้ต้นโพธิอีกเป็นเวลา 7 วัน และกล่าวกันว่า ต้นพระศรีมหาโพธิที่พระพุทธองค์ประทับจนตรัสรู้นั้น ได้ถูกประชาชนผู้ถือนับถือศาสนาอื่นโค่นทำลายไป แต่ด้วยบุญญาภินิหาร มื่อนำนมโคไปรดที่รกจึงมีแขนงแตกขึ้นมาใหม่ และมีชีวิตอยู่มานานและแล้วก็ตายไป แล้วกลับแตกหน่อขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ต้นโพธิที่พุทธคยาที่อยู่ในปัจจุบันนี้ นับว่าเป็นช่วงที่สามของต้นดั้งเดิม
หมายเหตุ คำว่าโพธิ มิได้เป็นชื่อของไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อเรียกต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ประทับใต้ต้นไม้ต้นนั้นๆ และได้ตรัสรู้ เป็นต้นไม้ที่ชาวพุทธ พราหมณ์ และชาวฮินดูให้ความเคารพนับถือย่างสูง (โพธิ แปลว่า เป็นที่รู้ เป็นที่ตรัสรู้ โพธิรุกข หมายถึงต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับและตรัสรู้ ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธกัสสปะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระศรีมหาโพธิ หรือ โพธิรุกข ได้แก่ "ต้นโพธินิโครธ" สำหรับพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธโคตมะ พระศรีมหาโพธิ คือต้นไม้ที่ชื่อว่า "ต้นโพธิใบ" )


ลักษณะ ต้นโพธิเป็นไม้ขนาดใหญ่มาก แตกกิ่งก้านสาขา ผลัดใบ ยอดอ่อนมีสีน้ำตาลแดง ผิวใบเป็นมัน เป็นพืชในสกุลเดียวกับไทร กร่าง คือสกุล "Ficus " อยู่ในวงศ์ " Moraceae " ไม้ในวงศ์นี้จะมียางสีขาว โคนต้นจะเป็นพูพอนขนาดใหญ่ ลำต้น แตกกิ่งก้านสาขา ปลายกิ่งลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ปลายยอดจะมีหูใบ เป็นปลอกแหลมสีน้ำตาลแดง ผิวเป็นมันหุ้มมิด กิ่งมีรากอากาศห้อยลงมาบ้าง ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่มีสีเขียว ก่อนใบจะร่วงหล่นจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบค่อนข้างเหนียว ห้อยลง ก้านใบยาว ใบรูปป้อม โคนใบป้าน หรือเว้าเข้าเล็กน้อยแล้วผายกว้างออกเป็นรูปหัวใจ ปลายสุดจะคอด และเป็นติ่งยาวมาก (ประมาณ 2.5-7.5 เซนติเมตร) ติ่งน้บางใบมีความยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวของแผ่นใบ ดอก เป็นช่อกลมๆ ออกตอนปลายกิ่ง เจริญไปเป็นผล ผล กลมเล็ก สีเขียว เมื่อแก่จัดสีแดงคล้ำหรือม่วงดำและร่วงหลน
โพธิ ในสกุล Ficus มี 2 ชนิด คือ โพธิใบ Ficus religiosa Linn. ส่วนอีกชนิดหนึ่งเรียก โพธิขี้นก หรือโพธิประสาท มีชื่อวิทยาศาสตร์ F.rumphii Bl. (Mock Bodh Tree) ข้อแตกต่างของโพธิ 2 ชนิดนี้คือ ใบและผล ใบของโพธิขี้นกขนาดใบจะเล็กกว่าของโพธิใบมาก (ติ่งปลายใบไม่เกิน 2 เซนติเมตร) ผลสุกของโพธิขี้นกมีสีดำ ส่วนของโพธิใบจะมีสีแดงคล้ำหรือม่วงดำ

ไม้พุทธประวัติ...สาละ



ไม้พุทธประวัติ
เป็นหนังสือที่เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์ ดร.พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษอนุกรมวิธานพืชด้านสมุนไพร ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเจตนาจะให้เป็นเอกสารอ้างอิงสนับสนุนการดำเนินงาน
" สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน" ด้วยเห็นว่าเอกสารในการสืบค้นและจำแนกพรรณไม้ของเรา
ยังมีอยู่น้อย อีกทั้งจากที่ได้ติดตามเยี่ยมเยียนโรงเรียนสมาชิกในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดส่วนใหญ่มีพื้นที่มาก และมักมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น บ้างก็มีศาลาหรือซุ้มไม้ให้เด็กนักเรียนใช้เป็นที่พักผ่อน หรือทำกิจกรรมด้านต่างๆ รวมทั้ง
เป็นที่อบรมทางศาสนา ฟังเทศน์ ปฎิบัติธรรม ฝึกสมาธิ ซึ่งทางโครงการฯ ได้แนะนำให้โรงเรียนจัดพรรณไม้ในพุทธประวัติมาปลูกเสริมเพื่อให้เด็กๆได้รู้จัก เป็นการให้ความรู้และเป็นสื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ซึ่งเป็นเป้า
ประสงค์ของโครงการฯ

ที่มา http://www.rspg.thaigov.net



สาละ
Shorea robusta Roxb.


ชื่อพื้นเมือง สาละ (กรุงเทพฯ)
ชื่อบาลี สาล 2,3,4 (สา-ละ), อสสกณณ (อัส-สะ-กัน-นหะ),
อสสกณณโณ (อัส-สะ-กัน-โน), สาโล1 (สา-โล)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta Roxb.
ชื่อสามัญ Sal, Shal, Sakhuwan, Sal Tree,
Sal of India, Religiosa
ชื่อวงศ์ Dipterocarpaceae
ถิ่นกำเนิด ทางเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศ
เนปาล
สภาพนิเวศน์ ชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ดได้ผลดี ถ้าใช้ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง ติดตา
จะได้ผลน้อยมาก
ประโยชน์ เนื้อไม้ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง ใช้ทำธูป ทางยา
ยางต้นใช้เป็นยาฝาดสมาน




สาละ เป็นคำสันสกฤต อินเดียเรียกต้นสาละว่า "Sal" เป็นไม้ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ทั้งตอนประสูติ
ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีความสำคัญในพุทธประวัติดังนี้

ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ
ก่อนพุทธศักราช 80 ปี พระพุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายาทรงครรภ์
์ใกล้ครบกำหนดพระสูติการ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมีพระสูติ
การที่กรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียม
ประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับ
กรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้
"สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบท (ปัจจุบันคือตำบล "รุมมินเด"
แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยว
กิ่งสาละ และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติ
พระสิทธัตถะกุมาร ซึ่งตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี คำว่าสิทธัตถะแปลว่า "สมปรารถนา"

อีกตอนหนึ่งก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้
เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจะอยู่ในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว
ได้ทรงอธิษฐานว่าถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณขอให้การลอยถาดทองคำนี้
สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรงอธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควง
ไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ
ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน 6

ตอนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละ
ทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวา) และแล้วเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน

สาละ เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง อยู่ในสกุล "Shorea "
ในวงศ์ " Diptercaroaceae "
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรง
เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักจะลู่ลง
กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้าเข้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ
ผิวใบเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยง
และกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลชนิดแห้งแข็ง มีปีก 5 ปี ปีกยาว 3 ปีก ปีสั้น 2 ปีก บน แต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก 10 - 15 เส้น
สาละ Shorea robusta Roxb. เรียกกันว่า "สาละอินเดีย" เพราะยังมีอีกต้นหนึ่ง เรียกว่า"สาละลังกา" หรือ "ต้นลูกปืนใหญ่" (Cannonball Tree) เป็นพืชในวงศ์จิก วงศ์ Lecythidaceae (ปัจจุบันจิกอยู่ในวงศ์ Barringtoniaceae) มืชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis Aubl.

สาละลังกา
(Couroupita guianensis Aubl.)


ลักษณะของพืชต้นนี้ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาล ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับตามปลายกิ่ง รูปใบหอกกลับ ปลายแหลม โคนสอบ มน ขอบใบจักตื้นๆ ดอก ช่อใหญ่ ยาว ออกตามโคนต้น ดอก สีชมพูอมเหลืองและแดง กลิ่นหอมแรง กลีบดอก 4-6 กลีบ แข็ง หักง่าย เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปโค้ง ผล สด รูปกลม ผิวผลสีน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 10-20 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด




Sunday, June 10, 2007

ต้นกำเนิดของศาสนา

ต้นกำเนิดของศาสนา


ศาสนา คืออะไรและเป็นมาอย่างไร


มนุษย์ดึกดำบรรพ์มีชีวิตอยู่ท่ามกลางปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหลายอย่าง

ทั้งที่เอื้อประโยชน์แก่การดำรงชีวิต และที่ทำลายล้างสร้างความหายนะและ

ทุกข์ยากเดือดร้อน มนุษย์ได้พบกับภัยธรรมชาติและเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว

เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง แผ่นดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น

ทำให้มนุษย์เกิดความกลัว ความไม่มั่นคง ความหวาดผวา และความทุกข์ทั้ง

ทางกายและจิตใจ มนุษย์สมัยนั้นไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

อะไรทำให้เกิด คงต้องมีผีสางเทวดา หรือพระเจ้าที่มีฤทธิ์มีอภินิหารอยู่เบื้องหลัง

สิ่งเหล่านี้อยู่ๆก็เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะเข้าใจได้ จึงโมเม

เอาว่าเป็นผลงานของพระเจ้าประจำสิ่งที่เกิดขึ้น และมนุษย์ก็เริ่มทำการสักการะ

บูชาด้วยวิธีต่างๆ แม้ด้วยเลือดและชีวิต หวังที่จะเอาใจสิ่งลึกลับที่อยู่เบื้องหลัง

ปรากฏการณ์เหล่านั้น นอกจากนั้นยังมีการอ้อนวอนขอให้คุ้มครองให้เขาปลอดภัย

อยู่ดีมีสุข จึงมีประเพณีขอบคุณพระเจ้าปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน


ทำไมต้อง-พระพุทธศาสนา














เมื่อปรากฏการณ์บางอย่างเป็นที่โปรดปรานและพอใจ

มนุษย์ก็คิดว่าเป็นการกระทำของพระเจ้าเช่นกัน จุดมุ่งหมายที่เขาทำการบูชา

ก็เพื่อให้เขาได้รับการคุ้มครองและได้รับพรจากพระเจ้า เพื่อทำให้การดำเนิน

ชีวิตของพวกเขาไม่ประสบความยากลำบากต่างๆ เมื่อแนวคิดนี้ได้พัฒนาขึ้นมา

การประกอบพิธีกรรมอย่างอื่นที่สำคัญๆ ก็เข้ามาผสมโรงด้วย

เช่นพิธีกรรมประจำเทศกาลต่างๆ แต่ละชุมชนก็มีรูปแบบการประกอบพิธีกรรม

ต่างกันออกไปตามความต้องการและความจำเป็นทางภูมิประเทศ

เมื่อรูปแบบของพิธีกรรมและความคิดในแง่ปรัชญาวิวัฒนาการขึ้นมา คำว่า

ศาสนา” (Religion) ก็กลายเป็น แกน ของทุกวัฒนธรรมในโลก

ดังนั้น ศาสนาเกิดขึ้นในโลก ก็เพราะมนุษย์เองเป็นผู้ตั้งขึ้น

เพื่อหาทางปกป้องคุ้มครองตนเองจากสิ่งที่ตนกลัว เพราะความโง่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิต และปรากฏการณ

์ทางธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เสมือนเป็นรากฐานของคำว่า


ศาสนาเปรียบเหมือนกับวัสดุต่างๆ เช่น อิฐ หิน ปูน ทราย และดิน

ที่ใช้เป็นส่วนประกอบรากฐานของตัวอาคาร ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อ

เป็นที่พำนักพักพิง เพื่อหลบฝน หลบหนาวและแดดร้อน

หลังจากนั้น มนุษย์ก็ได้ตบแต่งประดับประดาตัวอาคาร คือ ศาสนา

ด้วยการนำเอา ศรัทธา” (faith) “การถวายเครื่องสังเวย” (offerings)

การสวดอธิษฐาน” (prayers) “การสาบาน” (Vows) “การลงโทษ” (penalties)

ศีลธรรม” (morals) “จริยธรรม” (ethics) มาใช้ในนามของพระเจ้า

เพื่อควบคุมมนุษย์ชาติ และเพื่อค้นหาสถานที่อมตะที่เรียกว่า

แดนสวรรค์” (paradise) เพื่อความสุขและสันติชั่วนิรันต์ของวิญญาณ

หลังจากตายแล้ว


การอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา


ต่อมาเมื่อมีศาสนาอีกศาสนาหนึ่งที่เรียกชื่อตามศาสดาผู้สอนว่า


พระพุทธศาสนา บังเกิดขึ้น เรากลับพบว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไม่ทรงใช้ความเชื่อแบบเก่าๆ เหล่านั้นเลย พระองค์ไม่ได้ใช้แนวคิดเรื่อง

พระเจ้าทฤษฎีเรื่อง วิญญาณ” “นรกชั่วนิรันตร์ หรือ สวรรค์อันอมตะ

ให้เป็นประโยชน์สำหรับการวางรูปแบบของพระพุทธศาสนา พระองค์ไม่ทรงใช้

ความกลัวหรือ แนวคิดที่ผิดไปจากความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์

ทางธรรมชาติ เพื่อมาสนับสนุนศาสนาของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่บังคับ

ให้คนเชื่อหรือศรัทธาอย่างงมง่าย ทั้งยังไม่ให้ประกอบพิธีกรรม หรือบวงสรวง

สังเวยโดยไม่จำเป็น พระองค์ไม่ทรงเชื่อในเรื่องการทรมานตน การกำหนด

บทลงโทษ หรือการบัญญัติข้อห้ามต่างๆ ในการเผยแผ่ให้คนหันมาเชื่อและ

นับถือศาสนาของพระองค์ ทั้งไม่ทรงแสวงหาอำนาจจากพระเจ้าบนสวรรค์

มาสนับสนุนคำสอนของพระองค์ พระองค์ทรงใช้แนวความคิดที่ทรงคิดค้นจน

ประจักษ์ความจริง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ-Right Understanding)

เกี่ยวกับชีวิตและโลก ตลอดจนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือความเป็นมา

ของจักรวาล ลักษณะเฉพาะที่แท้จริงของจิตและกาย ธาตุ และพลังงาน

การพัฒนาทางศีลธรรมและวิญญาณ ระเบียบวินัย การฝึกจิต และ การทำจิตให้บริสุทธิ์
ความรู้ที่เกิดจากปัญญา และการตรัสรู้ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า
พระพุทธศาสนา


จริงอยู่ พระองค์ ทรงใช้ข้อมูลบางอย่างที่นักศาสนาอื่นบางท่านใช้อยู่ในขณะนั้น
เช่นเรื่อง
กรรม-การกระทำและผลของการกระทำ” “การตายแล้วเกิด
และหลักศีลธรรมบางประการ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงทำตามโดยใช้วิธีการเดิม
หรือ ในความหมายเดิม พระองค์ทรงกลั่นกรอง และนำมาแสดงโดยใช้หลักเหตุผล
ซึ่งเป็นหลักการที่วิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันใช้อยู่

ที่มา หนึ่งในคอลัมน์ของธรรมจักษุ เรื่องทำไมต้องพระพุทธศาสนาตอนท ี่1 โดย...พิพัฒน์ บุญยง
พิมพ์ลงในนิตยสาร "ธรรมจักษุ" ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2545
http://mahamakuta.inet.co.th/T-BOOK/February-45.html#february

จะหาซื้อพระไตรปิฏกที่ไหนดี???


พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล 91 เล่ม

ฉบับครบ 200 ปี แห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์

สถานที่ติดต่อ สำนักงานมูลนิธิมหามงกุฏราชวิทยาลัย

241 ถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร กทม. 10200

(อยู่ตรงข้ามวัดบวรนิเวศวิหาร ย่านบางลำพู ถนนข้าวสาร)

สั่งซื้อทางไปรษณีย์ สั่งจ่าย ปณ. บางลำพู

โทร. 02-281-1085, 02-629-1417 ต่อ 106 Fax. 02-629-4015

เปิดทำการ 8.30 - 17.00 น.

วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เปิดทำการ 9.00 - 15.00 น.

ติดต่อเจ้าหน้าที่การตลาด โทร. 02-629-3397, 02-629-1417 ต่อ 105,107

www.mahamakuta.com

ดูรายละเอียดราคาที่

http://mahamakuta.inet.co.th/T-BOOK/Pali%20Text%20Society(2).html

หมายเหตุ : การพิมพ์ครั้งใหม่นี้เป็นปกสีฟ้า ซึ่งเนื้อหาภายในเหมือนกับรุ่นเก่าที่เป็นปกหนังสีน้ำตาล