Wednesday, June 20, 2007

ไม้พุทธประวัติ...มะม่วง

มะม่วง
Mangifera indica Linn.


ชื่อพื้นเมือง

ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์




ขุ (กาญจนบุรี), โคกแล้ะ(ละว้า-กาญจนบุรี), เจาะช๊อก,ช้อก(ชอง-จันทบุรี), หมักโม่ง (เงี้ยว-ภาคเหนือ), โตร๊ก(นครราชสีมา)
เปา (มาเลย์-ภาคใต้), แป (ละว้า-เชียงใหม่)
อมฺพ (อัม-พะ), อมฺโพ (อัม-โพ), เสตมฺโพ (เส-ตัม-โพ)
Mangifera indica Linn.
Mango Tree
Anacardiaceae
มะม่วงเป็นไม้ดั้งเดิมแถบเอเชียเขตร้อนทั่วไป เช่น อินเดีย ไทย พม่า
พบตามป่าทั่วๆไป และปลูกเป็นไม้ผล ตามบ้าน
เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง เลี้ยงเนื้อเยื่อ
ผลดิบช่วยระบายอ่อนๆ เนื้อในเมล็ดรักษาโรคท้องเดิน ยางจากต้นและผลดิบเป็นพิษกัดผิวหนัง ผลดิบ ผลสุก เป็นผลไม้และ
ทำน้ำปานะ ผลดิบทำอาหารหวานคาว ใบอ่อนเป็นผักจิ้ม เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง


มะม่วง ฮินดูเรียก "อะมะ" "อะมะริ" ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยู่ใน "สวนอัมพวาราม" ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ คือป่ามะม่วง
อีกตอนหนึ่ง ในขณะที่พระพุทธเจ้าได้ไปพำนักอยู่กับกัสสปะชฎิลดาบส ซึ่งเป็นพระฤๅษี พระฤๅษีได้กราบทูลนิมนต์ภัตตากิจ พระพุทธองค์ตรัสให้พระฤๅษีไปก่อน แล้วเสด็จเหาะไปเก็บผลมะม่วง ผลหว้า ฯลฯ และเสด็จไปสู่ดาวดึงส์เทวโลก นำเอาปาริฉัตรพฤกษชาติกลับมาด้วย และแล้วเสด็จกลับไปสู่ที่โรงเพลิงก่อนฤๅษีตนนั้น

มะม่วง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ อยู่ในสกุลเดียวกับมะม่วงป่า มะม่วงขี้ไต้ คือสกุล " Mangifera " ในวงศ์เดียวกันกับมะปริง คือ วงศ์ " Anacardiaceae "
ลักษณะ ไม้ต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีน้ำตาล หรือน้ำตาลดำ ถ้าสับเปลือกมียางใสๆ ซึมออกมา ยางเมื่อถูกอากาศนานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ยางนี้จะกัดผิวหนัง ใบดกหนาทึบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบ เดี่ยว รูปขอบขนานแกมรุปหอก ยาว เนื้อใบหนาเหนียวเป็นมัน ดอก ช่อ ดอกย่อยสีเหลืองอ่อนๆ ขนาดเล็กมาก รวมกันอยู่เป็นช่อใหญ่ออกที่ปลายกิ่ง ในช่อจะมีดอกทั้งเพศผู้และเพศเมียปะปนกันอยู่ เกสรตัวผู้มี 5 อัน แต่จะเป็นเกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์เพียงหนึ่งอัน ผล กลมหรือรี มีเนื้อมาก มีเมล็ด 1 เมล็ด ผลสุกเนื้อจะนิ่ม มีสีเหลือง ถึงเหลืองส้ม กลิ่นหอม รสหวานมีเส้นใยมาก

ไม้พุทธประวัติ....สะเดาอินเดีย

สะเดาอินเดีย
Azadirachta indica Juss.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์

คินิน ควินิน
นิมฺโพ (นิม-โพ), นิมฺพ (นิม-พะ), อริฏโฐ (อะ-ริด-โถ), ปุจิมนฺโท (ปุ-จิ-มัน-โท)
Azadirachta indica Juss.
Nim, Neem Tree
Meliaceae
พบมากในอินเดีย และประเทศไทยแถบจังหวัดชายทะเล ภาคตะวันออก
ชอบขึ้นในที่มีดินและทรายเล็กน้อย
เพาะเมล็ด
เปลือกต้น ต้มแก้ไข้ ไม้มาเลเรีย ใบ เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ดใช้ทดลองกับสัตว์ทดลองพบว่าสามารถลดไข้ได้



สะเดาอินเดีย ฮินดูเรียก "นิมะ" ตามพุทธประวัติว่า ในพรรษาที่ 11 พระพุทธเจ้าได้จำพรรษาใต้ต้นปจิมมันทพฤกษ์ คือต้นสะเดา ซึ่งเป็นมุขพิมานของนเฬรุยักษ์ อยู่ใกล้นครเวรัญชรา



สะเดาอินเดีย
เป็นพืชสกุลเดียวกับสะเดาช้าง สะเดาบ้าน คือสกุล " Azadirachta " ซึ่งอยู่ในวงศ์ " Meliaceae "

ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ และเมื่อใบอ่อนผลิจะแทงช่อดอกมาพร้อมกัน ลำต้น เปลาตรง เปลือกสีเทาเปลือกแตกเป็นร่องตามความยาวของลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลม แก่นสะเดาอินเดียมีสีแดง ใบ เป็นใบประกอบ ใบย่อยจะโค้งรูปเคียวน้อยๆ ขอบใบหยัก ฐานของใบไม่เท่ากัน ดอก ช่อ ชูขึ้น ออกที่ปลายกิ่งมีสีขาว กลิ่นหอมอ่อนๆ ผล เป็นผลสดรูปกลมรีสีเขียว เมื่อสุกมีสีเหลือง มีเมล็ด 1 เมล็ด

ไม้พุทธประวัติ...ตะเคียน

ตะเคียน
Hopea odorata Roxb.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์


ประโยชน์



กะกี้ โกกี้ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่),แคน(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),จูเค้ โชเก จะเคียน(ภาคเหนือ),ตะเคียนทอง(ภาคกลาง)
ขทิร (ขะ-ทิ-ระ), ขทิโร (ขะ-ทิ-โร)
Hopea odorata Roxb.
Iron Wood, Thingan, Sace, Malabar Iron Wood
Dipterocarpaceae
เป็นไม้ในเขตมรสุมของเอเชีย
ชอบขึ้นในที่ลุ่มและชุ่มชื้น
เพาะเมล็ด การเก็บเมล็ดจากต้นโดยสังเกตเมื่อปีกของผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และต้องรีบนำมาเพาะ ถ้าเก็บไว้นานเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลง
เนื้อไม้ต่อเรือ ทำเครื่องตกแต่งบ้าน และเครื่องมือใช้ในทางกสิกรรม เนื้อไม้สวยและทนทาน ทางยา แก่นมีรสขมอมหวาน
รักษาคุดทะราด ขับเสมหะ แก้โลหิตและกำเดา



ตะเคียน ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าจะทำยมกปาฏิหาริย์ ณ เมืองสาวัตถี ฝ่ายเดียรถีย์จะทำแข่งบ้าง โดยเตรียมมณฑลมีเสาซึ่งทำด้วยไม้ตะเคียน หลังคามุงด้วยดอกนิลอุบล
อีกตอนหนึ่งกล่าวเกี่ยวกับต้นตะเคียนว่า สิริคุตถ์หลอกให้พวกนิครนถ์ ผู้เป็นอาจารย์ของครหพินน์ ตกลงไปในหลุมอจจาระ พวกครหพินน์จึงคิดจะแก้แค้นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นอาจารย์ของสิริคุตถ์ โดยทำหลุมไฟ ใช้ไม้ตะเคียนเป็นเชื้อเพลิง แล้วทำเป็นกระดานกลปิดไว้ที่ปากหลุม เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระราชดำเนินไปที่ปากหลุมไฟนั้น ก็มีดอกบัวมารองรับพระบาท จึงมิได้รับอันตรายแต่อย่างใด


ตะเคียน เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ เป็นพืชอยู่ในสกุลเดียวกับสยาดำ ตะเคียนหนู คือ สกุล " Hopea " ในวงศ์ " Dipterocarpaceae "
ลักษณะ ตะเคียนเป็นไม้ต้นไม้ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรงเปลือกสีน้ำตาลคล้ำหรือดำ ที่รอยแตกของเปลือกจะมีชันสีเหลืองเกาะอยู่ที่แผลแตก ต้นที่ยังเล็กอยู่เปลือกจะเรียบ แต่ถ้าต้นโตเต็มที่เปลือกจะแตกเป็นสะเก็ด เรือนยอดหนาทึบเป็นพุ่มกลม เนื้อไม่ละเอียดสีน้ำตาลปนเหลือง ใบ เดี่ยว เรียงสลับรูปไข่แกมรูปหอก ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ตรงที่ง่ามแขนงใบที่ติดกับเส้นกลางใบมักมีตุ่มหูดติดอยู่ ดอก ช่อ ออกตามง่ามใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ดอกจะเรียงกันเป็นแถวบนก้านช่อดอกย่อย ที่ช่อมีขนสีเทาทั่วๆ ไป ผล รุปกระสวยเล็ก มีปีกยาว 2 ปี ปีกสั้น 3 ปีก ปีกยาวแต่ละปีกมีเส้นๆ ตามความยาว ปีกละ 7 เส้น


ไม้พุทธประวัติ ..สีเสียด

สีเสียด
Acacia catechu Willd.


ชื่อพื้นเมือง

ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์






สีเสียดแก่น(ราชบุรี), สีเสียดเหนือ(ภาคกลาง), สีเสียดลาว(ทั่วไป), สีเสียดเหลือง(เชียงใหม่),กะเมีย(ภาคใต้)
เสเรยฺยก (เส-เรย-ยะ-กะ), เสเรยฺยโก (เส-เรย-ยะ-โก),ขทิร (ขะ-ทิ-ระ)
Acacia catechu willd.
Cutch Tree, Catechu Tree, Kathe of India
Mimosaceae
พม่า
ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ทนทานต่อความแห้งแล้ง และทนไฟได้ดี
เพาะเมล็ด
เปลือกต้น แก้บิด แก้ท้องเดิน ใช้ต้มกับน้ำใช้ล้างแผลเปื่อย แก่น ใช้ต้มกินแก้ท้องเดิน ใช้ฝนกับน้ำทาบริเวณที่เป็นโรค
ผิวหนัง สำหรับสีเสียด (สารสกัดจากการใช้แก่นต้มเคี่ยวกับน้ำ จนข้นทิ้งไว้ให้เย็น มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง สีน้ำตาล เปราะ
รสฝาด) นิยมใช้ใส่กับปูนกันปูนกัดปาก เมื่อกินร่วมกับหมากพลู สีเสียด ใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน ฝนกับน้ำ ทารักษาแผลน้ำ
กัดเท้า ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง และใช้เป็นสีย้อมให้สีน้ำตาลแดง


สีเสียด ชาวฮินดูเรียก "แคร" ตามพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ 8 พรรษา ได้เสด็จไปประทับ ณ "ภูสกภวัน" บางเล่มเรียก "เภสกลาวัน" คือ ป่าไม้สีเสียด ใกล้สุงสุมารคีรีในภัคคฏฐี บางเล่มว่าในแคว้นภัคคะ


สีเสียด เป็นพันธุ์ไม้ในกลุ่มกระถินณรงค์ ชะอม คือ อยู่ในสกุล " Acacia " ในวงศ์ " Mimosaceae "
ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรง เปลือกสีเทาคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดหลุดห้อยลง ตามกิ่งก้านมีหนามโค้งออกเป็นคู่ ถ้าต้นโตเต็มที่ กิ่งก้านจะแตกที่บริเวณกลางต้นขึ้นไป บริเวณโคนของต้นจะไม่มีกิ่ง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อย จะมีขนาดเล็กมาก ดอก ช่อ ช่อดอกออกเป็นช่อแบบก้านธูป หรือรูปทรงกระบอก ยาว 5-10 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกตามซอกใบ 1-3 ช่อ ผล เป็นฝักแบนตรง เมื่อแก่สีน้ำตาลแตก 2 ซีก

ไม้พุทธประวัติ..ประดู่ลาย

ประดู่ลาย
Dalbergia sissoo Roxb.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์


ดู่แขก (ลำปาง), ประดู่แขก
กปิลา (กะ-ปิ-ลา), สีสป (สี-สะ-ปะ)
Dalbergia sissoo Roxb.
South Indian Redwood, Sissoo
Papilionaceae
เป็นพันธุ์ดั้งเดิมของอินเดียและประเทศแถบหิมาลัย
ขึ้นตามป่ารกร้างทั่วไป
เพาะเมล็ด
ใช้ปลูกเป็นไม้ร่มเงา ไม้ริมทาง ทางยา เปลือกและเนื้อไม้มีรสขม รสร้อนฉุน รับประทานเป็นยากระตุ้นกำหนัด
ถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์กินจะทำให้แท้ง เป็นยาขับเสมหะ ลดไข้ ยาต้มของใบใช้รักษาโรคหนองใน


ประดู่ลาย หรือ ประดู่แขก ชาวอินเดียเรียก "ลิสโซ" ชาวฮินดูเรียก "ลิสสู" ในพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้ากลับจากเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโทธนะพระราชบิดาแล้ว ได้พาพระอานนท์ พระราหุล พร้อมด้วยพระสงฆ์บริวารไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับยังสีสปาวัน คือป่าไม้ประดูลายหรือประดู่แขก




ประดู่ลาย เป็นพันธุ์ไม้ในกลุ่มพวกไม้พลอง ชิงชัน คืออยู่ในสกุล " Dalbergia " ในวงศ์ " Papilionaceae " ประดู่ลายเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรง เปลือก สีเทา แก่นสีน้ำตาล และมีแถบสีดำแซม เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง ใบ เป็นใบประกอบ ใบย่อย 3-5 ใบ ขนาดใหญ่รูปมนป้อม ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มๆ แต่เมื่อใบโตเต็มที่ขนจะร่วง ดอก เป็นช่อสั้นๆ ออกตามง่ามใบ ดอก สีเหลืองอ่อนๆ ผล เป็นฝัก แตกได้ แต่ละฝักมี 1-3 เมล็ด


ไม้พุทธประวัติ...กุ่มบก

กุ่มบก
Crativa adansonii DC.supsp.trifoliata Jacobs


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อพ้อง
ชื่อสามัญ
ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์
การขยายพันธุ์
ประโยชน์



ผักกุ่ม (ศรีสะเกษ)
ปุณฺฑริก (ปุน-ดะ-รี-กะ) ,วรโณ (วะ-ระ-โน), กเรริ (กะ-เร-ริ), วรณ (วะ-ระ-นะ)
Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata Jacobs
Capparis trifoliata Roxb.
Sacred Barnar} Caper Tree
Capparaceae
( Capparidaceae)
พบในทวีปเอเชียและแอฟริกา ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น
ชอบขึ้นใกล้ๆน้ำ ชอบแสงาก
เพาะเมล็ด
ใบต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจ ขับลม ใบสดตำใช้ทารักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เปลือก ต้น รวมกับเปลือกต้น
ของกุ่มน้ำ และเปลือกทองหลางใบมน ต้มน้ำดื่ม ช่วยขับลม แก่นใช้รักษาริดสีดวงทวาร รากบำรุงธาตุ
ใบและเปลือก ราก ใช้ทำยาทาถูนวด ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น


กุ่มบก เป็นไม้ต้น ชาวฮินดูเรียก "มารินา" ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปซักผ้าบังสุกุลที่ห่อศพนางบุณณทาสี ในอามกสุสาน (ป่าช้าผีดิบ) แล้วนำไปซัก จากนั้นก็หาที่ที่จะตากผ้าบังสุกุลนี้ พฤกษเทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ต้นกุ่มบก ได้โน้มกิ่งต้นกุ่มบกให้ต่ำลงมา เพื่อให้เป็นที่ตากจีวร


กุ่มบก เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ เปลือกสีเทา มีรูระบายอากาศสีขาวอยู่ทั่วไป เป็นไม้สกุลเดียวกันกับกุ่มน้ำ คือ สกุล " Crateva " ในวงศ์ " Capparidaceae " หรือ " Capparaceae " กุ่มบกนี้มีเนื้อไม้สีขาวปนเหลือง เนื้อละเอียด ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ก้านใบยาว มีใบย่อย 3 ใบ รูปวงรีหรือรูปไข่ ดอก ช่อ ออกที่ง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวเมื่อแรกบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน เกสรตัวผู้สีม่วงมีจำนวนมาก ผล สด รูปกลมรี ห้อยลง ก้านผลยาว เมื่อสุกสีน้ำตาล


ไม้พุทธประวัติ...หว้า

หว้า
Eugenia cumini Druce.


ชื่อพื้นเมือง
ชื่อบาลี
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อสามัญ

ชื่อวงศ์
ถิ่นกำเนิด
สภาพนิเวศน์

การขยายพันธุ์
ประโยชน์

หว้าขี้แพะ (เชียงราย), ไม้ห้า (ภาคเหนือ)
ชมฺพู (ชัม-พู), ชมฺพวํ (ชัม-พะ-วัง)
Eugenia cumini Druce
Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum
Mytaceae
พบในเอเชียเขตร้อนจากอินเดียถึงมาเลเซีย
ชอบขึ้นในดินอุดมสมบูรณ์และอากาศค่อนข้างชื้น สามารถขึ้นได้ตั้งแต่ป่าดิบใกล้ทะเลขขึ้นไปถึง
เขาสูงไม่น้อยกว่า 800 เมตร
เพาะเมล็ด นก ค้างคาว กินผลแล้วถ่ายมูลมีเมล็ดติดอยู่ จึงช่วยในการกระจายพันธุ์ได้อีกทางหนึ่ง
เปลือกต้นต้มน้ำดื่มรักษาบิด ใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลดิบแก้ท้องเสีย เมล็ดลดน้ำตาลในเลือด
แก้ท้องเสีย ใช้ถอนพิษจากการกินเมล็ดแสลงใจ ผลสุกเป็นผลไม้ ใช้เตรียมน้ำปานะ เนื้อไม้
ใช้ทำสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในที่ร่ม


หว้า ฮินดูเรียก "จามูนะ" หรือ "จามาน" เป็นพืชไม่ผลัดใบ ในพุทธประวัติกล่าวถึงต้นหว้าถึง 2 ตอน
ตอนแรก ตามเสด็จพระราชบิดาไปพระราชพิธีแรกนาขวัญ
เมื่อครั้นพระเจ้าสุทโทธนะ พระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จไปทรงประกอบพิธีแรกนาขวัญ ได้นำพระราชบุตรซึ่งมีอายุ 8 ขวบ ไปด้วยและให้ประทับอยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่ บรรดาพระพี่เลี้ยง นางนม ต่างพากันไปดูพิธีแรกนาขวัญกันหมด พระกุมารจึงนั่งสมาธิ และบรรลุถึงปฐมฌาน เป็นเหตุที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก แม้ว่าตะวันจะบ่ายคล้อยไปแล้ว ร่มเงาของไม้หว้าก็ยังบดบังให้ความร่มเย็นแก่พระองค์โดยปรากฎเป็นปริมณฑลตรงอยู่ ประดุจเงาของตะวันตอนเที่ยงตรง

อีกตอนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ ปราบทิฏฐิมานะชฏิลชื่ออุรุเวลกัสสปะ
พระฤๅษีอุรุเวลกัสสปะได้ทูลนิมนต์ภัตตากิจ พระพุทธองค์ตรัสให้ไปก่อนแล้วจะตามไป จากนั้นเสด็จเหาะไปนำผลหว้าใญ่ประจำทวีปป่าหิมพานต์ แล้วกลับไปสู่ที่โรงเพลิงก่อนที่กัสสปะชฎิลจะไปถึง


หว้า เป็นต้นไม่ขนาดใหญ่ ทรงพุ่มกลมหนาทึบ เป็นไม้ในสกุล "Eugenia " คือพวกเดียวกับกานพลู ชมพู่ อยู่ในวงศ์ " Myrtaceae " พืชต้นนี้ ลำต้น เปลาตรง แตกกิ่งก้าน ปลายกิ่งห้อยลง ใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม ใบอ่อนจะมีสีแดงเรื่อและบาง รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายแหลมโคนมน ผิวใบเป็นมัน ใบแก่ค่อนข้างหนา มีต่ำมน้ำมันอยู่ทั่วไป ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเล็กๆ กลีบเลี้ยงรูปถ้วย กลีบดอกสีขาวร่วงง่าย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผล รูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อผลแก่สีออกชมพูแดง แก่จัดสีดำ มี 1 เมล็ด