Thursday, March 20, 2008
งานมหาสังฆทานวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2551
ในวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2551 นี้ที่ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เวลา 08.00 น.
ท่านที่ประสงค์จะร่วมทำบุญมหาสังฆทาน
สามารถโอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย สาขาบางใหญ่ ประเภทออมทรัพย์
ชื่อบัญชีนายศิริพงษ์ อัครศรียุกต์ เลขที่บัญชี 269-2-70593-1
ส่วนท่านที่ประสงค์จะมาร่วมงานมหาสังฆทานกรุณาแจ้งชื่อกับเจ้าหน้าที่
โทร. 02-961-7318, 081-808-6796, 086-978-9379 Fax. 02-961-7316
ท่านที่ประสงค์จะนำอาหารมาร่วมทำบุญ โปรดเตรียมภาชนะมาเอง
เนื่องจากภาชนะที่เตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ
The Chant of Metta - Imee Ooi
Metta is a Pali word meaning loving-kindness. Metta chanting is the radiation of loving-kindness towards all beings: May they all be happy and peaceful. Imee Ooi chants the Pali beautifully. Metta chanting is soothing, uplifting, joyful and a great healing for the world - pervading it with waves of love. Truly, may all beings be happy. May they live always in peace and harmony.
The Chant of Metta Text
อะหัง อะเวโร โหมิ --
ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ปราศจากเวร
Aham avero homi
May I be free from enmity and danger
อัพยาปัชโฌ โหมิ --
ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjho homi
May I be free from mental suffering
อะนีโฆ โหมิ --
ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha homi
May I be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหะรามิ --
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharami
May I take care of myself happily
มะมะ มาตาปิตุ --
และขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า
Mama matapitu
May my parents
อาจาริยา จะ ญาติมิตตา จะ--
ครูอาจารย์ ปวงญาติ และ มิตร
acariya ca natimitta ca
teacher relatives and friends
สพรหมะ จาริโน จะ --
ผู้ประพฤติธรรมทั้งปวง
sabrahma - carino ca
fellow Dhamma farers
อะเวโร โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and danger
อัพยาปัชฌา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีฆา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
may they take care of themselves happily
อิมัสมิง อาราเม สัพเพ โยจิโน --
ขอท่านผู้ทรงสมาธิทั้งปวงในเขตนี้
Imasmim arame sabbe yogino
May all meditators in this compound
อะเวรา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and danger
อัพยาปัชโฌ โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีโฆ โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหะรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
May they take care of themselves happily
อิมัสมิง อาราเม สัพเพ ภิกขุ --
ขอพระภิกษุผู้อยู่ในเขตนี้
Imasmim arame sabbe bhikkhu
May all monks in this compound
สามเณรา จะ --
และ สามเณร
samanera ca
novice monks
อุปาสะกะ อุปาสิกาโยจะ --
และทั้งอุบาสก อุบาสิกา
upasaka - upasikaya ca
laymen and laywomen disciples
อะเวรา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and danger
อัพยาปัชโฌ โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีฆา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหะรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
May they take care of themselves happily
อัมหากัง จะตุปัจจายะ ทายะกะ --
ขอท่านผู้เป็นทายกแห่งจตุปัจจัยทาน ทั้งสี่
( อันได้แก่ เสื้อผ้า อาหาร ยา และ ที่อยู่อาศัย)
Amhakam catupaccaya - dayaka
May our donors of the four supports: clothing, food, medicine and lodging
อะเวรา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and danger
อัพพยา ปัชฌา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อนีฆา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหะรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
May they take care of themselves happily
อัมหากัง อารักขา เทวาตา --
ขอเทวาผู้รักษาข้าพเจ้า
Amhakam arakkha devata
May our guardian devas
อิมัสมิง วิหาเร --
ในวิหารนี้
Ismasmim vihare
in this monastery
อิมัสมิง อาวาเส --
ในที่อยู่อาศัย
Ismasmim avase
in this dwelling
อิมัสมิง อาราเม --
ในอารามแห่งนี้
Ismasmim arame
in this compound
อารักขา เทวาตา --
ขอเทวาผู้รักษาสถานที่เหล่านี้
arakkha devata
May the guardian devas
อะเวรา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and danger
อัพพยา ปัชโฌ โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีฆา โหนตุ --
ขอท่านจงปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ --
ขอท่านทั้งหลายจงเป็นสุข
sukhi - attanam pariharantu
may they take care of themselves happily
สัพเพ สัตตา --
ขอสัตว์ทั้งหลาย
Sabbe satta
May all beings
สัพเพ ปาณา --
ขอผู้มีลมหายใจทั้งปวง
sabbe pana
all breathing things
สัพเพ ภูตา --
ขอสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
sabbe bhutta
all creatures
สัพเพ ปุกกะลา --
ขอสัตว์ทั้งปวง (ทั้งที่มีรูป ไม่มีรูป มีสัญญา ไม่มีสัญญา)
sabbe puggala
all individuals (all beings)
สัพเพ อัตภวา ปริยะปันนา --
ขอสัตว์ผู้มีกายและใจ
sabbe attabhava - pariyapanna
all personalities (all beings with mind and body)
สัพเพ อิตถีโย --
ขอปวงสตรีทั้งหลาย
sabbe itthoyo
may all females
สัพเพ ปุริสา --
ขอปวงบุรุษทั้งหลาย
sabbe purisa
all males
สัพเพ อริยา --
ขอปวงพระอริยเจ้าทั้งหลาย
sabbe ariya
all noble ones (saints)
สัพเพ อนริยา --
ขอปวงผู้ยังไม่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย
sabbe anariya
all worldlings (those yet to attain sainthood)
สัพเพ เทวา --
ขอเหล่าเทวา ทั้งหลาย
sabbe deva
all devas (deities)
สัพเพ มนุสสา --
ขอมนุษย์ทั้งหาย
sabbe manussa
all humans
สัพเพ วินิปาติกา --
ขอสัตว์ทั้งหลายอันมีกำเนิด 4
sabbe vinipatika
all those in the four woeful planes
อะเวรา โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and dangers
อัพพยา ปัชโฌ โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีฆา โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
may they take care of themselves happily
ทุกขา มุจจันตุ --
ขอสัตว์ทั้งหลายจงปราศจากความทุกข์
Dukkha muccantu
May all being be free from suffering
ยัตถา ลัทธา สัมปัตติโต มาวิกัจชันตุ --
ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำดี หรือ ทำไม่ดี
Yattha-laddha-sampattito mavigacchantu
May whatever they have gained not be lost
กัมมัสสะกา --
ตนย่อมเป็นเจ้าของกรรมนั้น
Kammassaka
All beings are owners of their own Kamma
ปุรถิมายะ ทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันออก
Purathimaya disaya
in the eastern direction
ปัจฉิมายะ ทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันตก
pacchimaya disaya
in the western direction
อุตตระ ทิสายะ --
ณ เบื้องทิศเหนือ
uttara disaya
in the northern direction
ทักขิณายะ ทิสายะ --
ณ เบื้องทิศใต้
dakkhinaya disaya
in the southern direction
ปุรถิมายะ อนุทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันออกเฉียงใต้
purathimaya anudisaya
in the southeast direction
ปัจฉิมายะอนุทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
pacchimaya anudisaya
in the northwest direction
อุตตระ อนุทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
uttara anudisaya
in the northeast direction
ทักขิณายะ อนุทิสายะ --
ณ เบื้องทิศตะวันตกเฉียงใต้
dakkhinaya anudisaya
in the southwest direction
เหตถิมายะ ทิสายะ --
ณ ทิศเบื้องล่าง
hetthimaya disaya
in the direction below
อุปาริมายะ ทิสายะ --
ณ ทิศเบื้องบน
uparimaya disaya
in the direction above
สัพเพ สัตตา --
ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
Sabbe satta
May all beings
สัพเพ ปาณา --
ขอผู้มีลมหายใจทั้งปวง
sabbe pana
all breathing things
สัพเพ ภูตา --
ขอสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
sabbe bhutta
all creatures
สัพเพ ปุกกะลา --
ขอสัตว์ทั้งปวง (ทั้งที่มีรูป ไม่มีรูป มีสัญญา ไม่มีสัญญา)
sabbe puggala
all individuals (all beings)
สัพเพ อัตภวา ปริยะปันนา --
ขอสัตว์ผู้มีกายและใจ
sabbe attabhava - pariyapanna
all personalities (all beings with mind and body)
สัพเพ อิตถีโย --
ขอปวงสตรีทั้งหลาย
sabbe itthoyo
may all females
สัพเพ ปุริสา --
ขอปวงบุรุษทั้งหลาย
sabbe purisa
all males
สัพเพ อริยา --
ขอปวงพระอริยเจ้าทั้งหลาย
sabbe ariya
all noble ones (saints)
สัพเพ อนริยา --
ขอปวงผู้ยังไม่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย
sabbe anariya
all woeling (those yet to attain sainthood)
สัพเพ เทวา --
ขอเหล่าเทวา ทั้งหลาย
sabbe deva
all devas (deities)
สัพเพ มนุสสา --
ขอมนุษย์ทั้งหลาย
sabbe manussa
all humans
สัพเพ วินิปาติกา --
ขอสัตว์ทั้งหลายอันมีกำเนิด 4
sabbe vinipatika
all those in the 4 woeful planes
อะเวรา โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวร
avera hontu
be free from enmity and dangers
อัพพยา ปัชโฌ โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากความทุกข์ใจ
abyapajjha hontu
be free from mental suffering
อะนีฆา โหนตุ --
ขอจงเป็นผู้ปราศจากความทุกข์กาย
anigha hontu
be free from physical suffering
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ --
ขอท่านจงมีความสุข
sukhi - attanam pariharantu
may they take care of themselves happily
ทุกขา มุจจันตุ --
ขอสัตว์ทั้งหลายจงปราศจากความทุกข์
Dukkha muccantu
May all beings be free from suffering
ยัตถา ลัทธา สัมปัตติโต มาวิกัจชันตุ --
ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำดี หรือ ทำไม่ดี
Yattha-laddha-sampattito mavigacchantu
May whatever they have gained not be lost
กัมมัสสะกา --
ตนย่อมเป็นเจ้าของกรรมนั้น
Kammassaka
All beings are owners of their own kamma
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคะ จะ --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่น ที่อยูสูงขึ้นไป
Uddham yava bhavagga ca
As far as the highest plane of existence
อโธ ยาวะ อวิจจิโต --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่นที่อยู่เบื้องล่าง
adho yava aviccito
to as far down as the lowest plane
สมันตะ จักกะวาเลสุ --
สัตว์ทั้งหลายในจักรวาล
samanta cakkavalesu
in the entire universe
เย สัตตา ปถวิจาระ --
ไม่ว่าสัตว์ใดที่อุบัติบนพื้นปฐพี
ye satta pathavicara
whatever beings that move on earth
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ --
ขอจงปราศจากทุกข์ใจ
abyapajjha nivera ca
may they are free of mental suffering and enmity
นิทุกขา จะ นุปัททวะ --
และความทุกข์ทางกาย
nidukkha ca nupaddava
and from physical suffering and danger
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคะ จะ --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่น ที่อยูสูงขึ้นไป
Uddham yava bhavagga ca
As far as the highest plane of existence
อโธ ยาวะ อวิจจิโต --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่นที่อยู่เบื้องล่าง
adho yava aviccito
to as far down as the lowest plane
สมันตะ จักกะวาเลสุ --
สัตว์ทั้งหลายในจักรวาล
samanta cakkavalesu
in the entire universe
เย สัตตา ปถวิจาระ --
ขอสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในน้ำ
ye satta udakecara
whatever beings that move on water
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ --
ขอจงปราศจากทุกข์ใจ
abyapajjha nivera ca
may they are free of mental suffering and enmity
นิทุกขา จะ นุปัททวะ --
และความทุกข์ทางกาย
nidukkha ca nupaddava
and from physical suffering and danger
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคะ จะ --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่น ที่อยูสูงขึ้นไป
Uddham yava bhavagga ca
As far as the highest plane of existence
อโธ ยาวะ อวิจจิโต --
และสัตว์ในโลกธาตุอื่นที่อยู่เบื้องล่าง
adho yava aviccito
to as far down as the lowest plane
สมันตะ จักกะวาเลสุ --
สัตว์ทั้งหลายในจักรวาล
samanta cakkavalesu
in the entire universe
เย สัตตา อากาเสจารา -
ขอสัตว์ทั้งหลายผู้ไปในอากาศ
ye satta akasecara
whatever beings that move in air
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ –
ขอจงปราศจากทุกข์ใจ
abyapajjha nivera ca
may they be free of mental suffering and enmity
นิทุกขา จะ นุปัททวะ –
และความทุกข์ทางกาย
nidukkha ca nupaddava
may they be free from physical suffering and danger .
Friday, March 7, 2008
เห็นพระทําผิด คิดอย่างไรจึงไม่บาปแต่ได้บุญ
เป็นบทสนทนา....ถาม-ตอบ ระหว่างผู้เห็น(คือตัวเรา)กับพระสงฆ์
ทุกวันนี้มีเสียงบ่นกันมากเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระประพฤติผิดพระธรรมวินัย เสียงโพนทนาว่ากล่าวเหล่านี้เราสามารถได้ยินทั่วไปทุกหนแห่ง แม้แต่ในกระดานข่าวอินเทอร์เน็ต ก็มีกระทู้บ่นถึงพระประพฤติผิดพระธรรมวินัยให้เห็นอยู่เป็นประจำ อาทิเช่น ปัญหาพระชอบเข้าไปในสถานที่ไม่เหมาะสม (เช่นห้างพันธ์ทิพย์) พระใช้อินเทอร์เน็ตไปในทางที่ไม่สมควร เป็นต้น
มีบางท่านได้เกิดความสงสัยว่า การที่เราพบเห็นพระประพฤติผิดพระธรรมวินัยแล้ว เราคิดไม่พอใจ หรือ ขุ่นเคืองใจในตัวพระผู้ประพฤติผิดนั้น มันจะเป็นบาปหรือไม่ บางท่านก็ถามว่าเราจะควรโกรธเกลียดพระที่หลอกลวงประชาชน หรือที่เข้ามาบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นต้น
เครือข่ายชาวพุทธฯ เห็นว่าปัญหานี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย สมควรที่จะนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิธีปฏิบัติต่อพระที่ทำผิดพระธรรมวินัยมานำเสนอ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชาวพุทธทั่วไป
ในการนี้เราได้เขียนเป็นบทสนทนา ทั้งนี้เพื่อสร้างบรรยากาศให้มีความเป็นกันเอง และ ชวนให้ผู้อ่านได้ใช้ความคิดให้มากขึ้น อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนา ขอเชิญท่านติดตามได้ ณ บัดนี้
ถาม : ถามจริง ๆ นะ เวลาเราเจอพระทำไม่ดี แล้วเราคิดรังเกียจ สะอิดสะเอียนเนี่ย มันจะบาปมั๊ย?
ตอบ : บาปหรือไม่บาปให้ดูตรงไปที่ ใจของเรา คือให้ดูว่าจิตใจของเรามันขุ่นมัว หรือไม่สบายใจหรือเปล่า คือ ถ้าเราเห็นพระปฏิบัติไม่ดีแล้ว จิตใจของเราหดหู่ขุ่นมัว หรือ ร้อนรุ่ม ก็แสดงว่าในขณะนั้นได้เกิดอกุศล (บาป) ขึ้นในจิตใจของเราแล้ว
ถาม : เห็นบางคนถึงกับด่าพระด้วย อ่านเจอในอินเทอร์เน็ตบ่อย ๆ แต่พระก็ทำไม่ดีจริง ๆ นะ หลอกลวง ประชาชนก็มี ต้มตุ๋นก็มี บางกลุ่มรวมหัวกันเป็นแก๊งเลย?
ตอบ : กรณีนี้มันเป็นเรื่องน่าเห็นใจ เพราะเป็นปฏิกริยาของสังคมที่มีต่อบุคคลเหล่านี้ แต่ทีนี้เราต้องยอมรับว่า ลำพังการพูดบ่นหรือด่าว่าอย่างเดียว คงไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาอะไรได้ มันก็แค่เพียงการระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจไปวัน ๆ เท่านั้นเอง คงไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นมาได้
ถาม : ในพระไตรปิฎกมีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าว่าจะควรจะคิดอย่างไรกับพระที่ทำตัวไม่ดี?
ตอบ : ท่านวางหลักง่าย ๆ ว่า จะคิด พูด ทำอะไรกับพระก็ให้ประกอบไปด้วยเมตตา อันนี้ครอบคลุมไปหมดเลย หมายความว่าถ้าเห็นพระทำผิด ก็ให้คิดมองเห็นด้วยความเมตตากรุณา แต่ทว่าต้องคิดต่อไปถึงการแก้ไขปัญหาด้วยนะ ไม่ใช่เมตตาแบบเห็นใจแต่ไม่ยอมแก้ไขปัญหา
ถาม : ไหนลองยกตัวอย่าง สมมติว่า ไปเจอะพระเดินเรี่ยไรเงินทองญาติโยมตามบ้าน น่ารังเกียจมาก เราจะคิด อย่างไรจิตใจถึงจะเป็นกุศล (บุญ)?
ตอบ :ให้คิดด้วยความเมตตากรุณาก่อนเลย โดยอาจจะคิดว่า " โอ้..! น่าเวทนาสงสารพระรูปนี้จัง ท่านไม่รู้วินัย จึงได้มาเที่ยวเดินเรี่ยไรเงินทองรบกวนญาติโยมเช่นนี้ ตัวท่านเองคงต้องได้รับผลจากการกระทำของท่านเอง จิตใจคงเศร้าหมองไปไม่น้อย นี่แหละหนา บวชเรียนเข้ามาแต่ไม่ได้รับการศึกษา ผลเลยออกมาเป็นเช่นนี้ "
นี้คิดขั้นแรกให้เกิดความเมตตากรุณาเสียก่อน จากนั้นก็ให้คิดต่อเพื่อเกิดเป็นพลังสร้างสรรค์ เช่น เราอาจจะคิดต่อไปว่า " ปรากฏการณ์ที่เห็นนี้มันเป็นเครื่องส่งสัญญาณบอกเหตุเตือนเราว่า ถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องมาช่วยกันฟื้นฟูพุทธศาสนา คือต้องมาร่วมด้วยช่วยกันทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สถาบันสงฆ์ดีขึ้น ทางพระเองท่านคงแก้ไขปัญหาฝ่ายเดียวไม่ไหวแล้ว พวกเราเหล่าฆราวาสนี้แหละที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือท่าน " เห็นไหมคิดแบบนี้มันจะเกิดกำลังใจขึ้นมาทันที ไม่เห็นต้องไปท้อใจ หรือ สลดใจอะไรเลย การคิดแบบนี้ มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คือทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหา
ถาม : บางคนเห็นพระบวชเข้ามาทำพุทธศาสนาเสื่อมแล้ว ถึงกับท้อใจอยากเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นก็มี
ตอบ : อันนี้คล้าย ๆ กับว่าเราเห็นคนมาเผาบ้านของเราแล้วแทนที่จะคิดช่วยกันจับคนเผาบ้านแล้วดับไฟ แต่นี่กลับคิดวิ่งหนีเพื่อหวังที่จะไปขออาศัยบ้านของคนอื่น อันนี้เท่ากับเป็นการฟ้องว่าตัวเองเป็นคนชอบหนีปัญหา
ถาม : อยากจะถามว่าในยามที่เราได้พบเห็นพระทั่วๆไปตามสถานที่ต่างๆ เราควรจะคิดอย่างไรจึงจะได้บุญ
ตอบ : เมื่อพบเห็นพระทั่ว ๆ ไป ให้คิดด้วยความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจท่าน คือเราต้องยอมรับว่า ในยุคปัจจุบันสถานะของพระตกต่ำไปมาก ผิดกับในยุคสมัยอดีตที่ท่านเคยเป็นผู้นำสติปัญญาของคนทุกชนชั้นมาก่อน คือในสมัยก่อนนับตั้งแต่พระราชายันยาจก ทุกคนเป็นลูกศิษย์พระหมดเลย
แต่ปัจจุบันนี้พระกลับกลายเป็นตัวแทนของผู้ไร้การศึกษา หรือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ใครพบเห็นก็อดที่จะรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนไม่ได้ (พระไม่ต้องถึงกับทำผิด ฆราวาสก็นึกดูหมิ่นในใจอยู่แล้ว)
ดังนั้นเวลาเราพบเห็นพระที่ไหน ให้เราคิดเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจท่านก่อนเลย เช่นอาจจะคิดว่า " โถ.. ท่านเคยเป็นผู้นำของสังคมมาก่อน แต่มาบัดนี้สังคมได้ทอดทิ้งท่านให้กลายเป็น ส่วนเกินของสังคมไปแล้วหรือนี่ "
เมื่อคิดด้วยเมตตาแล้ว ก็ควรจะคิดปลุกใจของตนเองต่อไปว่า " ทำอย่างไรหนอ..จึงจะช่วยสนับสนุนให้ท่านได้รับการศึกษาที่เป็นเลิศ เพื่อให้ท่านได้กลับมาเป็นผู้นำทางสติปัญญาของสังคมอีกครั้งหนึ่ง สังคมไทยของเราจะได้ไปรอด ฯลฯ "
ถาม : คิดทุกครั้งที่ได้พบเห็นพระใช่หรือเปล่า? ไม่คิดไม่ได้หรือ?
ตอบ : ถ้าไม่คิด ความเข้าใจเก่า ๆ จะทำให้เรามองท่านผิดไป ทำให้เราไม่สบายใจเมื่อพบเห็นท่าน ..แต่ถ้าคิดอย่างที่แนะนำนี้ จิตจะเกิดบุญกุศลทุกขั้นตอน ลองลำดับดูนะ คิดขั้นที่หนึ่ง เมตตากรุณามาก่อนเลย คิดขั้นที่สอง คิดให้เกิดความตื่นตัวรับผิดชอบ (ไม่ประมาท) เกิดธรรมฉันทะ (ใฝ่ดี) เกิดวิริยะ (ความเพียรสู้) เกิดปัญญา (คิดหาหนทางแก้ไข) จะเห็นได้ว่าสภาพจิตแต่ละขณะเป็นกุศลทั้งนั้นเลย การคิดเช่นนี้นอกจากจะเป็น คุณต่อตัวผู้คิดเองแล้ว ยังเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาอีกด้วย
ถาม : แล้วอย่างในกรณีพระที่ประพฤติผิดเลวทรามถึงขั้นทำลายพระพุทธศาสนา เราจะคิดอย่างไรกับพระเหล่านี้ พวกนี้แย่มากนะ มันอดโกรธไม่ไหวเหมือนกัน
ตอบ : ก็ยังคงถือหลักที่พระพุทธองค์วางไว้ให้นั้นเอง คือตราบใดที่บุคคลนั้นยังครองผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ควรมีสติคิด ให้เกิดเป็นความเมตตากรุณาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะมีความร้ายกาจสักเพียงใดก็ตาม เช่นเราอาจจะคิดเวทนาสงสาร ที่เขาทำตัวประดุจโจรร้ายเที่ยวหลอกลวงมหาชน คติภายหน้าคงไม่พ้นอบายภูมิเป็นแน่ ถึงแม้ปัจจุบัน ชีวิตของเขาแม้ดูอย่างผิวเผินอาจจะเสมือนว่ามีความสุขจากทรัพย์สินเงินทองที่หลอกลวงมาได้ แต่ทว่าความเป็นจริงแล้วภายในจิตใจของเขามีแต่ความร้อนรุ่ม กินแหนงแคลงใจตัวเองไปตลอดทิวาราตรี
คิดให้ได้แบบนี้ จิตใจก็จะเกิดความรู้สึกกรุณา ไม่ได้โกรธ หรือ เกลียดชังอะไร จากนั้นจึงค่อยคิด หนทางช่วยกันแก้ไขปัญหาต่อไปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ถาม : อยากให้สรุปวิธีคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระอีกครั้ง
ตอบ :
๑. พบเห็นพระทั่วไปให้คิดเห็นอกเห็นใจที่ท่านด้อยโอกาส แล้วคิดช่วยเหลือท่านให้ได้รับการศึกษาที่ดี
๒.พบเห็นพระทำผิดให้คิดสงสารที่ท่านไม่ได้รับการศึกษา ผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้ แล้วคิดช่วยกันแก้ไข
๓.ได้ทราบข่าวพระหลอกลวงประชาชน จาบจ้วงพระธรรมวินัย ให้คิดเวทนาสงสารที่บุคคลเหล่านี้ ว่าต้องตกอยู่ในความร้อนรุ่ม อยู่ไม่เป็นสุขไปตลอดกาลนาน แล้วคิดช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา
สรุปคือ คิดให้เกิดความเมตตากรุณา และ คิดรับผิดชอบแก้ไขปัญหา นี้คือวิธีคิดของชาวพุทธรุ่นใหม่ยุคไอทีที่ควรมีต่อพระภิกษุสงฆ์ในยุคปัจจุบัน หากเราทำได้พุทธศาสนาของเราก็จะได้พระภิกษุสงฆ์กลับเป็นผู้นำทางสติปัญญาเช่นเดิม พุทธศาสนาก็จะดำรงอยู่สืบต่อไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพวกเราฆราวาสชาวพุทธนี่เอง
Thursday, February 28, 2008
Sunday, February 24, 2008
อบรมธรรมะคอร์สที่1 วันที่ 9 มี.ค. 2551
จะเป็นอาจารย์ผู้บรรยายและฝึกสอนด้วยตัวเอง


กำหนดการจะจัดอบรมธรรมะ "ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า คอร์สที่ 1" ในวันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม 2551 นี้ เวลา 8.00-23.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
ผลที่ได้จากการอบรมธรรมะคอร์สที่ 1
1.ท่านจะมีความเข้าใจในศาสนาพุทธอย่างแท้จริงโดยที่ท่่านไม่เคยรู้มาก่อน
2.ท่านจะมีความเข้าใจในเรื่องของบุญอย่างถูกต้องและลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้รู้วิธีเพิ่มบุญวาสนา
บารมี จนทำให้ตนเองสามารถประสบความสำเร็จได้
3.ท่านจะมีความเข้าใจในการทำสมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ) ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถทำสมาธิขั้นต่ำ
ทำสมาธิขั้นกลาง และทำสมาธิขั้นสูงได้ นั่น ก็คือ การทำรูปฌาณ 4 นั่นเอง
4.จะทำให้ท่านมีโอกาสรอดพ้นจากนรกและอบายภูมิ ถึงประมาณ 10%
ผู้เข้าฟังอบรมจะมีค่าใช้จ่ายท่านละ 300 บาท (อาหาร 2 มื้อ และคอฟฟี่เบรค 4 ครั้ง) ผู้สนใจโปรดติดต่อลงทะเบียนล่วงหน้ากับ จนท.มูลนิธิได้ที่ โทร. 02-961-7318 , 081-808-6796, 086978-9379 เนื่องจากคาดว่าจะมีผู้เข้าฟังเป็นจำนวนมาก
Thursday, February 14, 2008
มาฆบูชา วันแห่งความรักของชาวพุทธ
ที่สำคัญความรักมิได้มีความหมายเพียงความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความรักระหว่างพ่อแม่ลูก ญาติพี่น้อง อาจารย์กับศิษย์ เพื่อนต่อเพื่อน รวมไปถึงความรักที่มนุษย์มีต่อมวลมนุษย์ และสรรพสิ่งร่วมโลกทั้งหลาย
เพราะความ รักมีความหมายกว้างขวาง ไร้ขอบเขต ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นี่เอง หลายคนจึงถือว่า 'วันมาฆบูชา' อันเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เป็น 'วันแห่งความรัก' ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า 'จาตุรงคสันนิบาต'
อันมีเนื้อหาหลักว่าด้วยเป็นวันที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศหลักการและอุดมการณ์แห่งพุทธ ศาสนาการส่งเสริมให้มวลมนุษย์ตั้งมั่นในการทำความดี ละความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ทรงสอนให้ทุกคนมีความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว สอนให้รู้จักเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำพระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวไปเผยแพร่
คำว่า มาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะ คือเดือน 3 หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงในคืนขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 นั่นเอง
เหตุที่พุทธศาสนิกชนถือว่าวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ก็เพราะในวันนี้ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือน (นับแต่วันวิสาขบูชาขึ้น 15 ค่ำเดือน 6) ขณะเสด็จประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน (อันเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา) ณ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนั้น
พระสงฆ์สาวกที่พระพุทธองค์ได้ส่งออกไปเผยแผ่พุทธศาสนาตามเมืองต่างๆ พร้อมใจกันกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายกันถึง 1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะสมัยโบราณที่ไม่มีการสื่อสารโทรคมนาคม การนัดหมายคนจำนวนมากที่อยู่คนละทิศละทางให้มาพบกันหรือประชุมกันที่ใดที่หนึ่ง เป็นเรื่องที่ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การมาของพระพุทธสาวกเหล่านี้ ถือว่าเป็นการมาประชุมพิเศษที่ประกอบด้วยองค์ 4 อันเป็นที่มาของการเรียกวันนี้อีกอย่างว่าวันจาตุรงคสันนิบาต นั่นคือ เป็นวันมาฆปูรมี ได้แก่ หนึ่งวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำกลางเดือนมาฆะ (เดือน 3) จึงเรียกว่าวันมาฆบูชา สองพระภิกษุที่มาประชุมในวันนั้นมีจำนวนถึง 1,250 รูป
และสามพระภิกษุที่ มาประชุมนี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ที่สำเร็จอภิญญา 6 กล่าวคือเป็นผู้มีความรู้อันยอดยิ่ง 6 ประการ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ และมีญาณหยั่งรู้ในธรรมอันเป็นที่สิ้นแห่งกิเลสทั้งหลาย สี่พระภิกษุเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา หมายถึง ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
การประชุมที่ประกอบด้วยความพิเศษ 4 ประการข้างต้นนี้ เกิดขึ้นในวันมาฆบูชานี้เป็นครั้งแรกและเป็นเพียงครั้งเดียวในสมัยพุทธกาล เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นการประกาศหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติในการเผยแผ่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม หลักธรรมคำสอนดังกล่าวจะเรียกว่าเป็นธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา หรือหัวใจของพุทธศาสนาก็ได้
ในหนังสือวันสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ว่านี้ว่าแบ่งเป็น 3 ส่วน คือเป็นหลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ซึ่งสรุปได้ดังนี้
หลักการ 3 หมายถึง สาระสำคัญที่ควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ได้แก่
หนึ่ง-การไม่ทำบาปทั้งปวง ด้วยการไม่ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจาและใจ เช่น ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ลักขโมย ไม่ผูกพยาบาท
สอง-การทำกุศลให้ถึงพร้อม ด้วยการทำความดีทุกอย่างทั้งกาย วาจาและใจ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่โลภมาก และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
สาม-การทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ด้วยการละบาปทั้งมวล ทำใจให้ปราศจากกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา
อุดมการณ์ 4 หมายถึง หลักการที่ทรงวางไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่
หนึ่งความอดทน ให้มีความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจาและใจ
สองความไม่เบียดเบียน ให้งดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น
สามความสงบ คือการปฏิบัติตนให้สงบทั้งกาย วาจาและใจ
สี่นิพพาน คือการดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพุทธศาสนา ที่จะเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ
วิธีการ 6 ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ หนึ่ง ไม่ว่าร้าย คือไม่กล่าวให้ร้ายผู้อื่น สองไม่ทำร้าย คือไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าผู้อื่น สามสำรวมในปาติโมกข์ คือการเคารพระเบียบ กติกา กฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม สี่รู้จักประมาณ คือรู้จักพอดี พอกินพออยู่ หรือจะกล่าวแบบปัจจุบันว่าถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้ ห้าอยู่ในสถานที่ที่สงัด คืออยู่ในสถานที่ที่สงบ มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หกฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกหัดชำระจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา
จะเห็นได้ว่าธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสสั่งสอนนี้ล้วนมีความหมาย และมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ไม่เพียงแต่ผู้อยู่ในเพศบรรพชิตที่บวชเรียนเท่านั้น คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน และฆราวาสอย่างพวกเราทุกคนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็น อย่างดี
ในโอกาสที่วันมาฆบูชา จะเวียนมาบรรจบในวันพฤหัสบดี์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 นี้ ขอทุกท่านได้ใช้วันนี้เป็นวันแห่งความรัก ด้วยการตามรอยพระพุทธองค์ มอบความรัก ความเมตตาต่อตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย โดยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการพูดดี คิดดี ทำดี ไม่คิดร้ายทำลายผู้อื่นทั้งกาย วาจาและใจ
เพียงเท่านี้ สังคมทุกแห่งก็จะเกิดสงบสุข โลกเราก็จะบานสะพรั่งด้วยความรักสีขาวที่บริสุทธิ์ปลอดพิษภัย
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Thursday, February 7, 2008
เก็บเงินได้แล้วเอาไปทำบุญ จะได้บุญหรือไม่ ?
ต้องทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของสิทธิ์ในการครอบครองกันก่อนครับ ตามกฎของธรรมชาตินั้นคล้ายคลึงกับกฎหมายทางโลก นั่นคือสิทธิ์ครอบครองสมบัติจะคงอยู่ตราบเท่าที่เจ้าของยังไม่ตาย และ/หรือ ยังไม่ยินยอมยกให้กับผู้อื่น
สิทธิ์ในการครอบครองเป็นสิ่งที่มีพลังในตัวเอง หากใครมาทำลายสิทธิ์นั้น เจตนาฉกฉวยสิทธิ์นั้นไปครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอม ก็ได้ชื่อว่าทำกรรมข้อที่ว่าด้วยการลักขโมยเต็มร้อย
สิทธิ์ในการครอบครองจะเป็นพลังที่เป็นกลางกับเจ้าทรัพย์เดิม แต่จะแปรเป็นพลังลบ หรือเป็นเงาดำติดตัวหัวขโมยไปในทันทีที่เกิดการยักยอกหรือฉกชิงไป หากคุณมีโอกาสเข้าไปในบ้านหัวขโมย เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ขโมยคนอื่นมาตั้งอยู่เรียงราย ก็จะสัมผัสได้ชัดเลยครับว่ามีกลิ่นอายแปลกๆ ทั้งบ้านมีความทึบทึมน่าอึดอัดอย่างอธิบายยาก และตัวหัวขโมยเองก็มีกระแสประหลาดที่ไม่น่าไว้ใจ ไม่น่าเข้าใกล้ อันนั้นแหละ ‘เงาดำ’ อันเกิดจากการมีสมบัติอย่างไม่ชอบธรรม
คราวนี้มาถึงกรณีของทรัพย์ที่พบตามทาง คุณไม่มีเจตนาไปปล้นใครเขามา อันนั้นเป็นความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้การหยิบฉวยไปไม่เข้าข่ายลักขโมย แต่สิทธิ์ในการครอบครองวัตถุยังไม่หายไป เพราะเจ้าของยังไม่ยินยอมยกสิทธิ์ให้ใครอื่น อันนั้นเป็นความจริงอีกข้อหนึ่งที่ทำให้คุณครอบครองสมบัติโดยไม่ชอบธรรมเต็มร้อย เพราะฉะนั้นขอกล่าวว่าคุณไม่ได้ทำกรรมอันเป็นบุญหรือเป็นบาปอย่างชัดเจน แต่มีมลทิน มีกลิ่นเหม็นติดมือมาด้วย ส่วนจะเหม็นมากหรือเหม็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับความโลภที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างนะครับ ถ้าระหว่างเดินทางเข้าบ้านซึ่งไม่ค่อยมีคนสัญจร หากเห็นกระเป๋าเงินหล่น คุณรีบปรี่เข้าไปฉกทันที ด้วยเจตนาจะรีบอุ๊บอิ๊บไว้ เป็นการป้องกันเจ้าของกลับมาพบ อันนั้นไม่ขโมยก็เหมือนขโมย เพราะใจรู้สึกอยู่ว่าเจ้าของเขามีสิทธิ์รู้ตัวและย้อนกลับมาเอาคืนได้ภายในสองสามนาที ไม่สายเกินการณ์
อีกประการหนึ่ง ถ้าของที่พบเป็นกระเป๋าสตางค์ ปกติจะมีร่องรอยเจ้าของอยู่เสมอ เช่นบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวพนักงาน อันนี้คุณมีสิทธิ์สองประการเกิดขึ้นทันที หนึ่งคือทำบุญด้วยการนำของไปคืนตามที่อยู่ สองคือทำบาปด้วยการไม่รู้ไม่ชี้ ริบทรัพย์ไปเลยด้วยใบหน้าเฉยๆชาๆ
มันขึ้นอยู่กับว่าใจคุณรู้อย่างไร คิดอย่างไรด้วย ถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในมือคุณ เจ้าของมีสิทธิ์ได้คืนแน่ เพราะคุณจะแจ้งเขาตามที่อยู่ตามเอกสารในกระเป๋า อันนั้นหากตัดสินใจทิ้งไว้ที่เดิม แม้ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปก็ถือเป็นการขาดเมตตา เพาะนิสัยดูดาย อันเป็นกรรมที่กระเดียดไปทางลบอยู่ดี
ยิ่งเป็นกรณีคนเก็บขยะพบแหวนเพชร ถ้าเขาซื่อจริงย่อมสืบได้ว่ามาจากขยะกองไหน เป็นเขตบ้านของใคร การนำไปคืนไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย คือแจ้งตำรวจเรียกหาเจ้าของเดิมมารับพร้อมหลักฐาน
แต่มีอีกกรณีหนึ่ง หากเจอแต่เงินหรือทรัพย์ล้วนๆที่ไม่อาจสืบหาเจ้าของได้ อันนั้นถ้าทิ้งไว้กับที่จะดีที่สุด สบายใจที่สุด เพราะแม้คุณคิดว่าถ้าคุณไม่เอา คนอื่นก็เอา อย่างนั้นก็เป็นการตัดสิทธิ์เจ้าของไม่ให้กลับมาพบทรัพย์ได้อีกเลยอย่างถาวร ให้คนอื่นทำเถอะ อย่าให้เป็นคุณจะดีกว่า
ที่จะเป็นกรณียกเว้น คือคุณรู้ชัดๆว่าเจ้าทรัพย์ตาย หาผู้สืบทอดไม่ได้ อันนั้นโอเคไม่มีปัญหา อย่างเช่นเมื่อครั้งพุทธกาล พอคนตายญาติก็เอาศพไปทิ้งที่ป่าช้า พระก็มีสิทธิ์ชักผ้าห่อศพมาใช้ได้โดยไม่ถือเป็นการขโมย เพราะไหนๆเจ้าของเดิมก็ตายแล้ว ญาติก็นำมาทิ้งให้แร้งทึ้งแล้ว ไม่ใช้ประโยชน์อันใดอีกแล้ว สละสิทธิ์ครอบครองเต็มที่แล้ว ใครจะเอาไปก็ไม่ควรว่ากัน
และหากพิจารณาด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆว่าเจ้าของไม่มีทางย้อนกลับมาสืบหาได้ เช่นธนบัตรปลิวมาจากที่ไกล เจ้าของไม่อาจตามเส้นทางลมมาถึงธนบัตร อันนี้ถือเป็นลาภลอยก็คงไม่ผิดอะไร
กรณีที่นำทรัพย์ไปทำบุญ ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาจากเงื่อนไขที่ผ่านๆมาข้างต้น ถ้าทรัพย์หาเจ้าของไม่ได้จริงๆ เป็นลาภลอยของคุณจริงๆ บุญนั้นก็บริสุทธิ์ แต่ถ้าใจคุณสงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าป่านนี้เจ้าของจะกลับมายังตำแหน่งของตกหรือเปล่า เขาจะกระวนกระวายทุกข์ร้อนแค่ไหนเมื่อไม่พบ ใจคุณจะมีมลทินทันที และบุญจะไม่มีทางบริสุทธิ์ไปได้เลย
กรณีที่เจ้าของไม่อนุโมทนา แม้คุณจะอุทิศบุญไปให้เขา เขาก็ไม่ได้รับส่วนบุญหรอกครับ แต่เขาอาจได้รับกระแสความสว่างเย็นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้วูบหนึ่ง เพราะจิตเป็นสิ่งที่สื่อกันได้ผ่านวัตถุ โดยเฉพาะถ้าวัตถุเคยอยู่ในครอบครองของเขา
สำหรับผม ถ้าเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะพิจารณาตามที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดเหมือนกันครับ
โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare082.htm