Tuesday, August 18, 2009

ที่มาของคำบูชาพระบรมศาสดา ( นะโม ตัสสะ ฯ )

มีเรื่องเล่าว่า ณ แดนหิมวันต์ประเทศ มีเทือกเขาชื่อว่า สาตาคิรี เป็นที่ร่มรื่น รมณียสถาน
เป็นที่อยู่ของพวกยักษ์ที่เป็นภุมเทพยดา อันมีนามตามที่อยู่ว่า สาตาคิรียักษ์
มีหน้าที่เฝ้าทางเข้าหิมวันต์ ทางทิศเหนือ เป็นบริวารของท้าวเวสสุวัณ สาตาคิรียักษ์ได้มีโอกาสสดับ
พระสัทธรรมจากพระบรมศาสดา จนมีจิตเลื่อมใสศรัทธา เปล่งคำยกย่องบูชาด้วยคำว่า "นะโม" หมายถึง
พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นใหญ่กว่า มนุษย์ เทพยดา พราหมณ์ มาร ยักษ์ และสัตว์ทั้งปวง

กล่าวฝ่ายอสุรินทราหู เมื่อได้สดับพระเกียรติศัพท์ ของพระบรมศาสดา ก็มีจิตปรารถนา
ที่จะได้ฟังธรรมของพระบรมศาสดาบ้าง แต่ด้วยกายของตนใหญ่โตเท่ากับโลก จึงคิดดูแคลน พระบรมศาสดา
ว่า มีพระวรกายเล็กดังมด จึงอดใจรั้งรออยู่ พอนานวันเข้า พระเกียรติคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยิ่งขจรขจายไปทั้งสามโลก
จนทำให้อสุรินทราหูอดทนรออยู่มิได้ จึงเหาะมาในอากาศ ตั้งใจว่าจะร่ายเวทย่อกาย เพื่อเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอฟังธรรม
แต่พอมาถึงที่ประทับ อสุรินทราหู กลับต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่า เพื่อจะได้ทัศนาพระพักตร์พระบรมศาสดา
พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงพระสัทธรรม ชำระจิตอันหยาบกระด้าง ของอสุรินทราหู ให้มีความเลื่อมใสศรัทธา
แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต แล้วกล่าวสรรเสริญพระบรมศาสดาว่า ตัสสะ แปลว่า ขอบูชา ขอนอบน้อม ขอนมัสการ

เมื่อ ครั้งที่ท้าวจาตุมหาราช ทั้ง ๔ ผู้ดูแลปกครองสวรรค์ชั้นแรก มีชื่อเรียกว่า ชั้น กามาวจร มีหน้าที่ปกครองดูแลประตูสวรรค์ทั้ง ๔ ทิศ
พร้อมบริวาร ได้พากันเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วทูลถามปัญหา พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมตอบปัญหา แก่มหาราชทั้งสี่พร้อมบริวาร
จนยังให้เกิดธรรมจักษุแก่มหาราชทั้งสี่ และบริวาร ท่านทั้ง ๔ นั้น จึงเปล่งคำบูชาสาธุขึ้นว่า ภะคะวะโต แปลว่า พระผู้มีพระภาค
ทรงเป็นผู้จำแนกธรรมอันยิ่ง อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

อะระหะโต เป็นคำกล่าวสรรเสริญ ของท้าวสักกะเทวราช
ท่านสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะเทวราช ได้ทูลถามปัญหา แด่พระผู้มีพระภาค
พระพุทธองค์ทรงตรัสปริยายธรรม และ ทรงตอบปัญหา จนทำให้ท้าวสักกะเทวราช ได้ดวงตาเห็นธรรม
บรรลุเป็นพระโสดาปัตติผล จึงเปล่งอุทานคำบูชาขึ้นว่า "อะระหะโต" แปลเป็นใจความว่า อรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ไกลจากเครื่องข้องทั้งปวง

สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นคำกล่าวยกย่องสรรเสริญ ของท้าวมหาพรหม
หลังจากได้ฟังธรรม จนบังเกิดธรรมจักษุ จึงเปล่งคำสาธุการ "สัมมาสัมพุทธัสสะ"
หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยพระองค์เอง ทรงรู้ดี รู้จริง รู้ยิ่ง กว่าผู้รู้อื่นใด

รวมเป็นบทเดียวว่า
"นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ"
แปลโดยรวมว่า
ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
ที่มา
http://www.tteen.net/view.php?time=20040913143249

Imee-ooi-tisarana (The Three Refuges)


Tisarana - Imee Ooi

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นสรณะ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สองข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สองข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สองเข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นสรณะ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สามข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สามข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
แม้ครั้งที่สามข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นสรณะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระอรหันต์?

ถาม ผมเห็นว่าการปฏิบัติปัสสนากรรมฐาน ตามแนวทางที่หลวงพ่อสอนมาเป็นเทคนิคที่ดี
เพราะการโยกกายช่วยให้่มีสติ ตื่นตัว ไม่ค่อยง่วง ไม่ค่อยปวด และเพิ่มกำลังของสติ-สมาธิด้วย
นอกจากนี้การใช้โพธิปักขิยธรรมมาเป็นองค์ภาวนาก็เป็นประโยชน์ เพราะช่วยให้เราตรวจสอบองค์ธรรม
แต่ละหมวดว่ามีอยู่ในจิตเราเพียงใด เป็นขั้นเป็นตอนไป และตรงกับหลักธรรมในการปฏิบัติให้ถึงอริยมรรค
ด้วยอย่างไรก็ตามผมมีข้อสงสัยว่า การปฏิบัติวิธีอื่น แต่อยู่ในแนวทางมรรค ๘
จะช่วยให้ถึงมรรคผลนิพพานได้หรือไม่ เพราะเห็นสำนักต่างๆ ที่สอนปฏิบัติ
ล้วนกล่าวว่า วิปัสสนาของตนนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้

ตอบ--การปฏิบัติให้ถึงมรรคผลนิพพานนั้นต้องปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘
และโพธิปักขิยธรรมให้ครบถ้วนเท่านั้นทางอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด
ปัจจุบันอาจารย์ที่คิดลัดไปพระนิพพานมีอยู่มาก เช่นสอนให้ทำแต่จิตว่างโดยไม่ต้องปฏิบัติ
ให้ครบตามองค์มรรค จะถึงพระนิพพานไม่ได้ ถ้าหากไม่รักษาศีลให้สมบูรณ์
ไม่ทำสมาธิหรือทำฌาณให้สมบูรณ์ และไม่มีปัญญาที่จะละกิเลสตัณหาอย่างนี้แล้ว
จิตจะว่างได้อย่างไร และจะไปถึงพระนิพพานได้อย่างไร

นอกจากนี้บางแห่งแม้ปฏิบัติมรรค ๘ แต่ก็ไม่ปฏิบัติให้ครบสมบูรณ์ เอาแต่สติปัฏฐาน ๔ มาใช้
ซึ่งอยู่ในมรรค๘ เหมือนกัน แต่เป็นมรรคองค์ที่ ๗ แล้วจะอาศัยมรรคเพียงองค์เดียวนำไปถึง
นิพพานได้อย่างไร มันขัดแย้งกับบัญญัติของพระพุทธเจ้า

นอกจากนี้กรรมฐานที่ใช้อย่างมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เอาออก หรือผสมกันเข้าให้ผิดไปจากบัญญัติ
เมื่อเป็นเช่นนี้ปรมันถ์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองไปถามท่านเหล่านั้นดูว่า ธรรมที่ท่านนั้นมาสอนมาปฏิบัตินั้น
ท่านรู้จักว่าขันธ์๕ ดับแล้วหรือยัง รู้ธรรมสัมปยุตไหม เวลาธรรมสัปยุตลงนั้นเป็นอย่างไร
แล้วรู้จักการละสังโยชน์ ๓ สังโยชน์ ๕ สังโยชน์ ๑๐ ไหม ถ้าไม่รู้แล้วจะถึงนิพพานได้อย่างไร
จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ถ้าไม่สามารถละสังโยชน์ ๑๐ ได้ ทุกวันนี้ที่รู้กันรู้แต่สัญญา
ไม่ได้รู้จาการปฏิบัติ การจะรู้ธรรมว่าของใครถูกผิดรู้จาก ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ
คืออาจารย์ผู้สั่งสอนเป็นอริยแล้วหรือยัง พระอริยนั้นมีตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
และพระอรหันต์ (การเป็นนั้นไม่ใช่ศิษย์ หรือสื่อมวลชนตั้งให้) พระอริยบุึคคลต้องรู้และละสังโยชน์ ๓,๕ และ ๑๐
ได้ตามลำดับ ด้วยญาณของตนเองจากธรรมสัปยุตลง เรียก อาสวักขยญาณ จึงจะถูก
ต้องการเป็นอาจารย์กันมาก จึงระดมสรรพกำลังกันจัดตั้งและจัดทำอะไรให้มันแปลกๆ โฆษณามากๆ
จึงได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมาย กระทั้งพระพุทธซ้อนพระพุทธเจ้าก็กำลังจะเกิดขึ้น
และบางสำนักกำลังรณรงค์จะให้พระนิพพานมีอัตตาให้จงได้ พระเถระผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าท่านยังอยู่กัน
พร้อมหรือเปล่า ไม่คิดจะปกป้องภัยอันใหญ่นี้บ้างหรือ?
***************************************************
พระครูภาวนาภิรมย์
พระอาจารย์สรวง ปริสุทฺโธ
วัดถ้ำขวัญเมือง จ.ชุมพร

****************************************************************

และในพระอริยเจ้าชั้นพระอนาคามีขึ้นไปจะไม่มีคำพูดสัมผัปปลาปะ คือคำพูดเหลวไหล
โดยปกติมนุษย์ปุถุชนมักมีคำพูดเล่นกันอยู่เสมอ เพื่อสนุก รื่นเริง เพื่อหัวเราะเฮฮา
การยิ้มการหัวเราะนั้นพระอริยเจ้าถือว่าเป็นกระแสของราคะ คือคนที่ยังมีราคะอยู่เท่านั้น
จึงยิ้มและหัวเราะ ส่วนพระอริยเจ้าชั้นพระอรหันต์หรืออนาคามีขึ้นไปซึ่งตัดกระแสราคะได้แล้ว
ย่อมไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะอย่างคนธรรมดา เมื่อมีปิติปราโมทย์ในธรรม ก็เพียงแต่แย้มน้อยๆ

และพระอรหันต์แม้ฟ้าผ่าก็ไม่สะดุ้งตกใจกลัวด้วย เพราะความสะดุ้งตกใจก็คือการกลัวตายนั้นเอง

Sunday, August 9, 2009

นมัสการพระธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช















รอบองค์พระธาตุ 75 เมตร
ไว้คงต้องไปฝึกผูกผ้าแล้วล่ะ ถ้ามีโอกาสอีกจะเอาเป็นผ้าสีทอง