Monday, July 16, 2007

แนะนำบทเพลงสำหรับผ่อนคลายความเครียด และทำสมาธิ


บทเพลงบรรเลง โดย จำรัส เศวตาภรณ์
ที่ได้รับคัดเลือกประกอบในพระราชพิธี ฉลองสิริราชสมบัติ ครบรอบ 60 ปี
ดนตรีเพื่อการทำสมาธิ
Meditation Music - ซีดี cd จำรัส เศวตาภรณ์- นิพพาน
รายละเอียดที่ www.greenmusic.org
เพราะมาก ขอบอก ขายให้ซะเลย

Saturday, July 14, 2007

ทำอย่างไรจึงจะหายกลัวผี ( ๓ วิธี )

ใครบ้างที่ไม่เชื่อเรื่องผี ยกมือขึ้น ! ถ้าถามอย่างนี้อาจจะมีคนยกมือกันเยอะแยะ แต่ถ้าถามว่าใคร บ้างที่จะกล้าอาสาไปเดินในป่าช้าคนเดียวตอนดึก ๆ หรืออาสาไปนอนเล่นในห้องดับจิตหรือในโกดังเก็บศพสักคืนหนึ่ง คิดว่าถ้าถามแบบนี้คนที่ยกมือบอกว่าไม่เชื่อเรื่องผีตะกี้นี้คงจะชักมือหดมือลงเป็นแถว ๆ นี้เป็นเพราะสาเหตุใด ตอบได้ง่าย ๆ ก็เป็นเพราะ "กลัวผี " นั่นเอง

ความเชื่อเรื่อง "ผี" เป็นความเชื่อของคนไทยมีมาก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาสู่สยามประเทศของเรา เสียอีก เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมานานนับพันปี ความกลัวผีจึงเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกลงอยู่ในกมลสันดานของคนไทย ยากยิ่ง ที่จะถอดถอนความเชื่อนี้ออกไปได้ แม้เราจะชอบอ้างตัวเองว่าอยู่เสมอ ๆ ว่าเป็นคนที่อยู่ยุควิทยาศาสตร์ ก็ตาม

ความกลัวผีเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต บางคนกลัวมาก ๆ อาจจะถึงกับช็อคตายไปเลยก็ได้ ถ้าจะให้บอกกับตัวเองว่าเราไม่เชื่อเรื่องผี ก็ไม่ไหว เพราะทั้งที่ปากบอกว่าไม่เชื่อ ๆ แต่ใจมันก็ยังหวาดกลัวอยู่ดี เพราะความคิดนี้มันฝังตัวอยู่ในสัญชาติญาณกลัวตายของเรา พูดง่าย ๆ คือ ตราบใดที่ เรายังกลัวตาย ตราบนั้นเราก็ยังคงต้องกลัวผีอยู่นั่นเอง แล้วทีนี้เราจะทำอย่างไรดี

พุทธศาสนาเข้าใจถึงจิตใจของปุถุชนดี ท่านจึงสอนวิธีคิดชนิดที่สามารถไปสลายความกลัวผีให้หมดลงไปได้ คือทำให้ความกลัวผีลดน้อยลงไป หรือ ถึงกับเลิกกลัวผีไปเลยก็ยังได้ โดยไม่ต้องจำเป็นต้อง ไปเลิกเชื่อเรื่องผีแต่อย่างใด ดังจะขอยกวิธีคิด ๓ วิธีมาอธิบาย ดังต่อไปนี้

๑. คิดปรารถนาดีต่อชีวิตทั้งปวง (เมตตา) วิธีคิดนี้ง่ายมาก คือสร้างความรักความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปให้แก่ ทุก ๆ ชีวิต โดยจินตนาการให้ความรู้สึก "รัก" นี้แผ่ไพศาลไปทั่วฟ้า มหาสมุทร หรือ ถ้าเป็นสมัยใหม่นี้ ก็ต้องแผ่ไปให้ไกลทั่วแกแล็คซี่ ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ความคิด "เมตตา"เช่นนี้ถ้าคิดได้อย่างต่อเนื่องจนเป็นสมาธิ ก็จะมีพลังมหาศาล สามารถที่จะสลายความกลัวให้หมดไป

คนที่มีเมตตามาก ๆ สามารถที่จะสร้างอิทธิพลในทางบวกให้แก่ผี เช่นแบ่งปันความดีงาม ให้ผีสางนางไม้พลอยได้รับส่วนบุญกุศลอีกด้วย นี้แสดงถึงอำนาจของเมตตาที่มีอำนาจเหนือผีนั่นเอง กล่าวโดยสรุป คนที่มีเจริญเมตตาอยู่ในใจตลอดเวลา จะมีสมาธิดีมาก จนอำนาจภายนอกไม่ สามารถที่จะมาครอบงำหรือหลอกหลอนได้แต่อย่างไร ไปไหนมาไหนสบายใจ ไม่ต้องสะดุ้งกลัว

วิธีคิดสร้างเมตตา (ในกรณีต้องไปอยู่ในสถานที่น่ากลัว) "ขอให้ทุก ๆ ชีวิต ณ ที่แห่งนี้จงมีความสุข ขอให้สัตว์เล็กสัตว์น้อย ณ ที่แห่งนี้จงสุขกายสุขใจ ขอให้ความรักความปรารถนาดีของฉันจงมีแก่ทุกชีวิต ขอให้ความรักของฉันจงเผื่อแผ่ไปทั่วสกลจักรวาล อย่างไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ ขอให้ต้นไม้ใบหญ้า ทุกต้นทุกใบจงมีความสันติสุข ขอให้ความเป็นมิตรของฉันจงมีแก่ทุก ๆ ชีวิต ณ ที่แห่งนี้ ขอให้ท่านสุขกาย สุขใจ มีสุขภาพจิตใจที่แจ่มใส ขอเผื่อแผ่ความดีงามที่ฉันได้ทำไว้ มอบให้แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ชีวิตทีเศร้าหมองทั้งหลายจงสดใสร่าเริง ขอให้ทุกชีวิตจงมีความสุขใจโดยพลันเทอญ ฯลฯ "

วิธีคิดให้เกิดเมตตานี้ สามารถจะปรุงแต่งเป็นความคิดต่าง ๆ นานาได้ตามความปรารถนา เพียงแต่ว่า ให้อยู่ในประเด็นหลักของเมตตา คือ แผ่ความรักปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์อย่างไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ เท่านั้นเอง

อนึ่ง คนที่ชอบฝันร้าย หากรู้จักแผ่เมตตาก่อนนอน ก็จะฝันดี มีความสุขทั้งตอนหลับและตื่น หาก ปฏิบัติได้เป็นประจำก็ดีเยี่ยมเลยครับ
(อ่าน กรณียเมตตสูตร สุตตันต.เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ข้อ ๑๐ หน้า ๑๑ )

๒. ความเชื่อมั่นเคารพในความดีงาม (ศรัทธา) วิธีนี้ ชาวพุทธที่มีความศรัทธาอยู่แล้วจะได้เปรียบสักหน่อย เพราะความ"ศรัทธา" เป็นพลังความคิดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถสลายความกลัวให้หมดลงไปได้เช่นเดียวกัน หากท่านศึกษาในประวัติศาสตร์ของศาสนาต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าคนที่มีความศรัทธาในศาสนามาก ๆ เขาจะไม่กลัวแม้แต่ความตาย ความศรัทธาหรือ ความรู้สึกประทับใจ เชื่อมั่น ซาบซึ้งใจ นี้ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในขั้นต้นของการปฏิบัติธรรม ศรัทธาทำหน้าที่สร้างพลังขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการทางปัญญา คือ ก่อนที่ปัญญาจะวิ่งไปได้ บางทีต้องอาศัย พลังศรัทธาคือความเคารพเชื่อมั่นในความดีงามนี้ทำหน้าที่เป็นตัวสร้างช่องทางนำร่องให้ความคิดเดินไปได้ ไม่อย่างนั้นมันคิดไม่ค่อยจะไปเหมือนกัน

ยกตัวอย่าง ชาวพุทธในสมัยโบราณก่อนที่เขาจะตัดสินใจจะทำอะไร เขาก็ตั้ง นโม..ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า อันเป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ความบริสุทธิ์ ความมีปัญญา เพื่อให้จิตใจผ่องใส เมื่อจิตใจดีแล้วเขาก็อาศัยพลังศรัทธานั้นแหละขับเคลื่อนความคิดเชิงเหตุผลต่อไป จนกลายเป็น พลังปัญญาด้วยตัวของมันเอง (ปัญญาพละ) ที่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริงต่อไป นี้เป็นจุดมุ่ง หมายของศรัทธาในทางพุทธศาสนา

ผลพลอยได้ของ "ศรัทธา" คือ ช่วยทำไม่ให้กลัวผีได้ด้วยครับ อย่างที่บอกแล้วว่า คนที่ศรัทธามาก ๆ นี่ แม้ "ตาย"ยังไม่กลัวเลย แล้วจะไปกลัวผีได้อย่างไร ดังนั้นหากท่านเกิดความกลัวขึ้น ณ ที่ใด ให้สร้างศรัทธา ขึ้นในใจ ความกลัวผีก็จะหายไปในบัดดล

วิธีคิดสร้างศรัทธา (เวลาต้องไปอยู่ในที่น่าหวาดกลัว ) ให้หลับตา นึกมโนภาพว่าเรากำลังกราบพระพุทธองค์อยู่ตรงหน้าที่ประทับ พร้อมทั้งระลึกถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ ที่ห่างไกลจากความโลภ โกรธ หลงทั้งมวล (วิสุทธิคุณ)
ระลึกถึงความเมตตาอันไม่มีประมาณของพระพุทธองค์ที่รักมวลมนุษย์ชาติดังมารดารักบุตร (เมตตาคุณ) ระลึกถึงปัญญาอันสว่างไสวของพระพุทธองค์ที่ทรงรู้แจ้งสรรพสิ่งในสกลจักรวาล (ปัญญาคุณ) พร้อม ๆ กับ ภาวนา คำว่า " นะโมตัสสะ ภควะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ไปเรื่อย ๆ ให้นึกวาดภาพว่าตัวเองก้มกราบพระพุทธองค์ พร้อมทั้งระลึกถึงพระคุณทั้งสามประการ อยู่เช่นนี้ตลอดเวลา จิตใจของท่านจะเกิดความร่าเริงแจ่มใส ปีติยินดี ความกลัวต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเข้ามากล้ำกรายจิตใจอย่างแน่ นอน
(อ่าน ธชัคคสูตรที่ ๓ สุตตันต.เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๘๖๓ )

๓. คิดใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา (ฉันทะ) อันนี้ใช้พลังปัญญาล้วน ๆ เลย คือความเชื่อมั่นในเหตุผล ในความจริง จิตใฝ่รู้นี้ มีพลังมหาศาล ที่ทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองจนไม่หวาดหวั่นอะไร คนประเภทนี้ผีหลอกไม่ไหวหรอกครับ เพราะจิตมีกำลังมาก (มีสมาธิ) ดังนั้นคนที่มีความใฝ่รู้จริง ๆ จึงมักจะไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องผี และ ไม่กลัวผี คนประเภทนี้ถ้าผีตัวไหนขืนถลำตัวไปหลอกเข้า ผีตัวนั้นคงเป็นต้องโดนวิ่งไล่จับพิสูจน์เป็นแน่ เพราะคนใฝ่รู้เขาจะเข้าไปหาถึงตัวเลย เพื่อจะดูซิว่าผีมันมีสิวกี่เม็ด, เท้าไม่ติดพื้นจริงหรือเปล่า, เสื้อผ้าผีมีเนื้อผ้าเป็นอย่างไร, ผีทำไมต้องพูดช้า ๆ ยานคาง , ทำไมผีถึงชอบทำหน้าเละ ๆ ฯลฯ แล้วผีที่ไหนจะยอมให้พิสูจน์ล่ะครับ คงต้องหนีลูกเดียว เพราะ ผีมันก็ดีแต่เก่งแค่ทำผลุบ ๆ โผล่ ๆ หลอก ๆ หลอน ๆ แต่คนขวัญอ่อนเท่านั้นเอง เจอคนจริงแบบนี้ ผีก็ไม่ไหวเหมือนกันล่ะครับ ..สวัสดี
(อ่าน ความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ของ "ปัญญา" ที่มีอยู่มากมายมหาศาลในพระไตรปิฎก )

วิธีลดความอ้วนแบบพุทธ

ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ถือว่าความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและจะก่อเกิดโรคอันตรายอื่น ๆ ตามมา อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ ในพระไตรปิฎกท่านก็กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่าร่างกายอ้วนเกินไปเป็นสิ่งไม่ดี เพราะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดอุ้ยอ้าย อายุสั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วนตามหลักพุทธศาสนาท่านว่าเกิดจากความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ดังนั้นในวันนี้เราจึงขอเสนอเทคนิคการควบคุมอาหารแบบพุทธอันอาจจะช่วยให้ ท่านลดความอ้วนอย่างได้ผลดียิ่งขึ้น

๑. พิจารณาถึงผลดีของการควบคุมอาหาร ในสมัยพุทธกาล ยังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งชื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงมีพระวรกายที่อ้วนมาก เพราะทรงเสวยพระกระยาหารจุเกินไป ความอ้วนทำให้พระองค์ไปไหนมาไหนไม่ค่อยจะสะดวก วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงสังเกตเห็นความอุ้ยอ้ายอึดอัดในพระวรกายของพระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทรงตรัสพระคาถาว่า "บุคคลผู้มีสติอยู่เสมอ รู้ประมาณในอาหารที่ได้มา จะมีเวทนาเบาบาง แก่ช้า มีอายุยืนนาน " (สุตตันต.เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๓๖๕ หน้า ๑๑๖ )

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงให้พระราชนัดดา (หลาน) ของพระองค์คอยว่าคาถานี้ทุกครั้งที่พระองค์กำลังจะเสวยพระกระยาหาร ปรากฏว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลสามารถลดความอ้วนได้สำเร็จเพราะคาถานี้เอง

คุณสามารถที่จะใช้วิธีแบบพระเจ้าปเสนทิโกศลนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยคุณอาจจะเขียนข้อความพรรณนาถึงผลดีของการบริโภคแต่พอดีว่ามีผลดีต่อสุขภาพร่างกายเพียงไร จากนั้นเวลาจะรับประทานอาหารคราวใดก็ให้หยิบกระดาษโน้ตนี้ขึ้นมาอ่านไปพลางรับประทานอาหารไปพลาง

วิธีการนี้จะทำให้คุณมีสติยั้งคิดในการรับประทานอาหารตลอดเวลา ทำให้สามารถควบคุมการบริโภคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

๒ . เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก วิธีคิดแบบนี้นอกจากจะฝึกลดความต้องการบริโภคแล้ว ยังเป็นการ ฝึกจิตใจของตนเองให้เกิดความเมตตากรุณาอีกด้วยครับ วิธีคิดนี้ได้มาจากพระไตรปิฎก มีพระสูตรหนึ่งที่สอนให้เราไม่ควรบริโภคอาหารด้วยความสนุกสนานเมามัน แต่ควรบริโภคด้วยความรู้สึกเห็นคุณค่าของอาหารที่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดต่อไป เพื่อพัฒนาตนให้พ้นจากสังสารวัฏอันยาวใกล โดยให้คำนึงถึงความทุกข์ยากของสรรพสัตว์ที่ต้องยอมเสียสละชีวิตเพื่อให้เราอยู่รอด อุปมาพ่อแม่จำใจต้องรับประทานเนื้อบุตรของตนเองกลางทะเลทรายเพื่อเอาชีวิตรอดเดินทางต่อไป ( สุตตันต.เล่ม๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ข้อ ๒๔๐ หน้า ๑๐๘)

จากหลักการที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถที่จะนำมาประยุกต์เป็นวิธีคิดลดความต้องการบริโภคของเรา แบบง่าย ๆ คือเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นโฆษณาหรือภาพของอาหารน่ากินต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด ให้คุณมีสติตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ภาพของสิ่งของที่น่ากินต่าง ๆ เหล่านี้มากระตุ้นจิตใจของคุณให้เกิดความต้องการบริโภค พร้อมกันนั้นให้ใช้พลังจินตนาการของคุณสร้างความคิด "เชื่อมโยง" มองให้เห็นภาพความทุกข์ยากของสรรพสัตว์ที่อยู่เบื้องหลังภาพอาหารอันน่าเอร็ดอร่อยต่าง ๆ นี้เป็นการภาวนาตามหลักพุทธศาสนา คือสร้างความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย และด้วยคุณธรรมที่เกิดขึ้นนี้เองจะบรรเทาความรู้สึกต้องการบริโภคให้น้อยลงไป แต่อย่าลืมว่าคุณต้องมีสติตั้งมั่นอยู่เสมอ เพราะระบบบริโภคนิยมที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณนั้น พร้อมที่จะปรุงแต่งจิตใจของคุณให้ต้อง การบริโภคอยู่ตลอดเวลา

ยกตัวอย่าง
เห็นร้านไก่ทอดชื่อดัง อึม..ม ชักหิวแล้วสิเรา
คิดในใจ เห็นภาพไก่น้อยน่าสงสารถูกขังอยู่ในกรง ถูกป้อนสารเคมี แถมกลางคืนก็ไม่ให้ได้หลับนอน ด้วยการเปิดไฟสว่างไว้ทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งให้โตเร็ว ๆ โถ..น่าสงสารจริง ๆ เจ้าไก่น้อย

เห็นใส้กรอกน่าอร่อย หู..ว ใส้กรอกทอดหอมกรุ่นบนเตา
คิดในใจ เห็นภาพเจ้าหมูนอนคุดคู้อยู่ในกรงเหล็กอันร้อนระอุ เจ้าคงจะไม่รู้สินะว่าเขาจะพาเจ้าไปฆ่าเพื่อนำไป เป็นอาหารของมนุษย์

เห็นช็อคโกแล็ตน่ากิน หีบห่อน่ารัก คิกขุ น่าขบเคี้ยว
คิดในใจ เห็นคนในชนบทต้องลำบากตากแดดตัดอ้อยเพื่อมาทำน้ำตาลใส่ช็อคโกแล็ต ชาวชนบทเหล่านี้นอกจากจะถูกกดขี่ค่าแรงแล้ว บางทีก็ถูกมอมเมายาเสพติดอีกด้วย โถ..น่าสงสารจริงๆ ถัดจากนั้นก็ให้นึกเห็นโคนมที่ถูกรีดนมจนเจ็บระบมเพื่อเอานมไปเป็นส่วนผสมกับโกโก้เพื่อผลิตเป็นช็อคโกแล็ต ฯลฯ

ไม่ยากเลยใช่ใหม เพียงแต่เราจะต้องมีสติคิดให้ทันกับสิ่งที่มากระทบสายตา ซึ่งสามารถพบเห็นได้อยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาในโทรทัศน์ อาหารน่ากินต่าง ๆ ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารต่าง ๆ ฯลฯ การปรุงแต่งความคิดเพื่อให้เกิดความเมตตากรุณานี้จะเป็นคุณค่าทางอารมณ์ใหม่ที่มาทดแทนความรู้สึกต้องการบริโภคที่คุณถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาจากสิ่งรอบ ๆ ตัว วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยให้ความต้องการบริโภคของคุณลดลงไปเองโดยธรรมชาติ แน่นอนครับ เมื่อความต้องการบริโภคลดลง ความอ้วนก็ย่อมลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

๓. ฝึกจิตคิดเห็นสิ่งที่เป็นปฏิกูลในขณะบริโภคอาหาร ตามปรกติปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปเมื่อรับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อย จิตใจของเขาก็จะรู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับรสชาติของอาหารนั้น ทำให้รู้สึกอยากจะรับประทานเรื่อยๆ ไปจนกว่าจะแน่นท้องรับประทานไม่ไหว หรือ คิดติดใจว่านี้คืออาหารโปรดของเรา ที่จะต้องกลับมารับประทานบ่อย ๆ อะไรทำนองนั้น นี่คือความคิดปรุงแต่งที่เป็นไปเองตามธรรมชาติของปุถุชนที่ไม่ได้รับการศึกษา

วิธีการต่อไปนี้จึงเป็นท่าไม้ตายในการทำลายความยึดติดในรสชาติของอาหาร นั่นคือ ฝึกจิตคิดเห็นสิ่งที่เป็นปฏิกูลในขณะบริโภคอาหาร ด้วยการนึกเห็นสภาพของอาหารว่าเป็นปฏิกูลในขณะที่เราขบเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก เช่น อาจจะนึกจินตนาการให้เห็นภาพอาหารที่เราขบเคี้ยวอยู่นี้อยู่ในใจว่ามีสภาพเป็น อาจม หรือ อาเจียน หรือนึกให้เห็นอาหารนั้นอยู่ในสภาพที่เน่าบูดมีแมลงวันตอมก็ได้ ฯลฯ คือ จะนึกปรุงแต่งอย่างไรก็ได้ ขอเพียงให้เห็นภาพความเป็นปฏิกูลของอาหารในขณะที่เราขบเคี้ยวอาหารอยู่เป็นใช้ได้ เป็นวิธีคิดที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาพระว่า "อาหาเรปฏิกูลสัญญา" เป็นเทคนิคการคิดที่ทำให้จิตใจของเราคลายจากความยึดติดในรสชาติของอาหาร ถอยกลับคืนสู่ความเป็นปรกติ ทำให้เกิดการบริโภคอย่างพอดี ไม่บริโภคมากจนเกินไป และ สามารถควบคุมจิตใจของตนเองไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับอาหารโปรดแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยไม่มีความจำเป็นต้องไปพึ่งอาศัยยาแต่อย่างใด

อ้อ.! คุณไม่ต้องกลัวว่าการนีกเช่นนั้นจะทำให้คุณผะอืดผะอม กระอักกระอ่วน หรือ รับประทานอาหารไม่ลงนะครับ เพราะนี้เป็นเพียงแค่การนึกภาพในใจไม่ใช่การเห็นของจริงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม หากคุณพิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหารตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง คุณจะได้สัมผัสความรู้สึกสงบสันติสุขในขณะรับประทานอาหาร เป็นความสุขทางใจที่คุณอาจจะไม่เคยได้พบมาก่อนในชีวิต นี้เป็นเทคนิคกระทำในใจอันแยบคาย(โยนิโสมนสิการ) ในทางพุทธศาสนาที่จะทำให้จิตใจของท่านหลุดพ้นจากอำนาจราคะที่เกิดจากรสชาติอาหารนั่นเอง

อนึ่ง อันที่จริงแล้วการควบคุมอาหาร หรือ การลดความอ้วน นี้เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ของคิดแบบ "อาหาเรปฎิกูลสัญญา" เท่านั้นเอง แต่ผลตอบแทนอันคุ้มค่าสำหรับการฝึกคิดเช่นนี้ ท่านว่ามีอานิสงส์มากทีเดียว คือ สามารถทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลสหยาบ ๆ ได้ ทำให้เรามีสุขภาพจิตผ่องใส มีสติปัญญาสว่างไสว อันเป็นบาทฐานไปสู่การหยั่งลงสู่อมตะ (ความไม่ตาย หลุดพ้น หมดทุกข์สิ้นเชิง) เฉกเช่นเดียวกับพระพุทธองค์เลยทีเดียว ดังจะขอยกพระสูตรมาอ้างดังต่อไปนี้

....... ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญ แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูล- สัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้า หากันไม่คลี่ออก ฉะนั้น....
สุตตันต.เล่ม ๑๕ ข้อ ๔๖

วิธีทำให้คนที่เราเกลียดหายวับไปจากโลกนี้ (แบบพุทธนะจ๊ะ)

"ไม่ชอบหน้าเพื่อนร่วมงานคนนี้เลย เลวไม่มีที่ติ ชอบนินทาเราประจำ
แต่ก็ต้องเจอหน้ากันทุกวัน เครียดมาก..ก อยากจะลาออกจากงานวันละร้อยหน
แต่ก็กลัวหางานใหม่ไม่ได้ เฮ้อ..! จะทำอย่างไรดีเรา"
สมรศรี

"นักการเมืองคนนี้ ได้ยินชื่อทีไร เกลียดเข้ากระดูกดำจริงๆ " สิทธิชัย

" ไม่ชอบนิสัยเจ้านาย จ้องหาเรื่องเล่นงานเราได้ทุกเช้า นี่จะทนไม่ไหวแล้วนะเฟ้ย " จ๊อด

สังคมไทยของเราในขณะนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เกลียดชัง ไปทั่วทุกหนแห่ง ทีนี้เราจะแก้ไขอย่างไรดี คงบอกได้ว่าปัญหานี้เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง โครงสร้างของสังคมมันบีบคั้น ที่ทำให้แม้แต่คนดี ๆ ก็ต้องจำใจเอาเปรียบคนอื่น ไม่อย่างนั้นมันก็อยู่ไม่รอด (ลองนึกถึงภาพคนแย่งกันขึ้นรถเมล์) ปัญหานี้คงเป็นเรื่องที่ต้อง ร่วมมือกันทุกฝ่ายครับ พุทธศาสนาช่วยได้แน่ หากชาวพุทธรู้จักศึกษาพุทธศาสนากันอย่างจริงจัง

ในขั้นต้นนี้ ขอเสนอวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแง่ส่วนบุคคลไปก่อนก็แล้วกัน โดยขอเสนอวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งเกลียดชังที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลอย่างเฉียบขาด ด้วยบทความเรื่อง "วิธีทำให้คนที่เราเกลียดหายวับไปจากโลกนี้ (แบบพุทธนะจ๊ะ)" รายละเอียดจะเป็นเช่นไร ขอเชิญติดตามได้ ณ บัดนี้


วิธีทำให้คนที่เราเกลียดหายไปจากโลกนี้ (แบบพุทธ)
สมมุติว่ามีใครคนหนึ่ง มาทำร้ายคนที่คุณรัก ให้สิ้นชีวิตลงต่อหน้า ตามหลักพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ต่อให้คุณนำเอาคนชั่ว ๆ นั้นไปต้มยำทำแกงให้หายแค้น จนตายกับมือมันก็ยังไม่หนำใจ หรือจะเอาไปเผาไฟให้ไหม้กลายเป็นจุลอีกสักกี่ร้อยหนก็ตามใจ ทว่าบาดแผลความเจ็บปวดที่เขาทำกับคุณไว้นั้น มันก็ยังคงฝังลึกอยู่ ไม่หายไปไหน มันคงฝังแน่นอยู่ในใจของคุณไปจนตราบชั่วฟ้าดินสลาย มีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเยียวยารักษาบาดแผลในใจคุณให้หายเป็นปรกติได้ นั่นคือ "การให้อภัย"

ฆัตวาสูตรที่ ๑
เทวดานั้น ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระ- ผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียว ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่ เศร้าโศก แน่ะ เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญ
การฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะฆ่า ความโกรธนั้นเสียแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ฯ
สุตตันต. เล่ม๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๑๙๘-๑๙๙ หน้า ๕๗

วิธีที่จะทำให้คนที่เราเกลียดชังหายไปจากโลกนี้ ก้ออย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนั่นแหละ ว่าถึงแม้จะทำลายคน ๆ นั้นให้กลายเป็นผุยผง ความเกลียดชังนั้น ก็ยังคงอยู่กับเราไม่หายไปไหน ทีนี้จะทำอย่างไรดี
เคล็ดลับอยู่ตรงนี้ คือท่านบอกให้ "ฆ่า" เลย แต่เป็นการ "ฆ่า" ที่ตัวต้นตอ คือความโกรธเกลียดที่อยู่ในใจของเรา ท่านว่าใครฆ่าเจ้าตัวนี้ได้ คนที่เราเกลียดจะหายวับไปกับตา จะกลับกลายเป็นเพื่อนมนุษย์ที่น่าเห็นอกเห็นใจมาแทนที่ คนที่ไม่มีความโกรธกลียดอยู่ในใจนั่น แน่นอนว่า โลกของเขาย่อมจะกลายเป็นโลกแห่งความสุขสดชื่น ไม่มีคำว่าโศกเศร้าอีกต่อไป (ดูพุทธพจน์ข้างบนประกอบ)

แต่ขออภัย.. งานนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะจิตใจของคุณจะต้องมีความมั่นคงหนักแน่น และ ไม่ยอมแพ้ คุณจะต้องมั่นใจตนเองว่า คุณสามารถทำได้ ถ้าคุณมีความมั่นใจตนเอง คุณก็จะสามารถทำให้คนที่คุณเกลียดหายหมดไปจากโลกนี้ทุกคน ด้วยฝีมือของคุณเอง

เทคนิค"ฆ่า" ความโกรธ ที่พระพุทธองค์ได้แนะนำไว้ในพระไตรปิฎก เครือข่ายฯขอนำมาอธิบายเป็นกระบวนการปฏิบัติที่เข้าใจง่าย ขอเพียงแต่คุณมีความเชื่อมั่นพร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะมาท้าทายคุณ แล้วคุณก็จะพบด้วยตัวของคุณเองว่า เมื่อใดที่ "ความเกลียด" ของคุณหมดสิ้นไป คนที่คุณเกลียดชังรอบๆ ตัวคุณก็จะค่อย ๆ หายหมดไปทีละคน ๆ อย่างน่ามหัศจรรย์

พร้อมกันหรือยัง ต่อไปนี้ คือขั้นตอนในการปฏิบัติ ขอเชิญติดตามได้เลย

๑. ขั้นแรก ให้เตือนตัวเองก่อนเลยว่า ถ้าคุณไม่ชอบหน้าใคร ยิ่งคุณไปนึกถึงความชั่วของเขาทุกวัน คุณก็ยิ่งจะเกลียดเขามากขึ้นเป็นทวีคูณ และ ความเกลียดชังที่คุณสะสมไว้นี่เอง ที่มันจะเป็นเชื้อไฟเผาอกคุณให้ร้อนอกร้อนใจตลอดไป

๒. ขั้นที่สอง ตามหลักพุทธพจน์ที่ยกมาข้างต้น อาวุธที่จะสามารถ "ฆ่า" ความโกรธได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ "ความเมตตา" "ความคิดปรารถนาดี " และ "ความคิดเห็นคุณค่าคุณความดี" ต่อคนที่เราเกลียดชังนั้น ขอให้คุณมั่นใจใน "อาวุธ" ฆ่าความโกรธนี้ว่าสามารถช่วยคุณได้แน่นอน

๓. ขั้นที่สาม ให้เริ่มต้นด้วยการตั้งสัจจะกับตัวเอง ( ยิ่งกล่าวต่อหน้าพระพุทธรูป จะได้ผลดีที่สุด ) ว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะ ไม่คิดในแง่ร้าย ต่อนาย หรือ นส. หรือ นาง ....(คนที่เราเกลียด) ...อย่างเด็ดขาด แต่จะคิดในสิ่งที่ดีๆ มองให้เห็นในแง่ดี , มองด้วยความ กรุณา , ยกย่องในส่วนที่ดี (ไม่ใช่ยกยอนะ) , มองแต่ในเชิงบวก จะระดมความคิดในแง่ดีถึงคน ๆ นี้ ทุกครั้งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือ นึกถึง ทุกครั้งไป โดยจะไม่ยอมเผลอพลาดพลั้งไปคิดแง่ร้ายกับเขาแม้แต่เพียงครั้งเดียว

๔.เมื่อตั้งสัจจะแล้ว ต่อไปคุณก็จะได้สนุกกับการ "เล่น" กับความคิดของตนเอง เพราะมันจะมีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างมาท้าทายคุณ ว่าจะ สามารถทำได้หรือไม่ คุณจะสามารถคิดดีต่อเขาไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ขอให้คิดว่ามันเป็น"เกม" ที่ท้าทายว่าคุณจะทำได้หรือไม่

๕.หากคุณทำได้ตามที่ตั้งกติกากับตนเองไว้ อานิสงส์ที่จะเกิดขึ้น คือ คนที่คุณเกลียดชังแต่ละคน ก็จะค่อยๆ หายจากโลกนี้ไป คงเหลือแต่คนที่น่าสงสาร น่าเห็นอกเห็นใจ มาแทนที่ และ จะไม่มีใครมาให้คุณต้องเกลียดชังอีกต่อไป

โลกแห่งความกรุณา คือ โลกที่แสนจะอบอุ่น

เราขอเสนอวิธีเปลี่ยนแปลงโลกอันแสนจะว้าเหว่ เหงา เศร้าซึม ของท่าน ให้กลายเป็นโลกที่แสนจะอบอุ่นเปี่ยมล้นไปด้วยมิตรภาพในบัดดล ด้วยธรรมะข้อ "กรุณา"
ด้วย "สติและความเพียร" ของท่านเอง หากท่านสามารถสร้างคุณธรรมข้อนี้ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างต่อเนื่อง ท่านจะได้สัมผัสกับโลกแห่งความดีงาม อันเป็นโลกของชาวพุทธที่แท้จริง

ทุกข์

ทุกวันนี้ท่านรู้สึกตัวหรือไม่ว่าในท่ามกลางภารกิจการงานแสนจะวุ่นวายรอบ ๆ ตัว ท่านกลับมีความรู้สึกโดดเดี่ยว และ แปลกแยกจากผู้คนรอบข้าง หลายครั้งทีเดียวที่ท่านรู้สึกเหมือนกับว่าต้องเผชิญชีวิตอยู่แต่เพียงลำพังผู้เดียว และ บ่อยครั้งที่ท่านอาจจะรู้สึกว่าผู้คนรอบข้างช่างไม่มีความจริงใจกับท่านบ้างเลย ท่านคงจะรู้ดีว่า ทุกคนๆ ก็ต้องเอาตัวของตัวเองให้รอดไว้ก่อน ก็เลยไม่มีใครที่จะมีเวลาเหลียวแลกันและกันอีกต่อไป เฮ้อ..! คิดแล้วก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ว่าทำไมสังคมของเราถึงต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ดังนั้นหลาย ๆ คนที่ต้องผจญกับชีวิตแบบนี้ไปนานๆ บางทีเขาจึงอาจจะคิดว่าโลกนี้มันช่างแสนจะน่าเบื่อเสียนี่กระไร


ต้นตอของปัญหา

ครับ.. สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไรเลย เพราะนี่คือบรรยากาศของสังคมแบบบริโภคนิยมที่ห่างเหินจากวิถีชีวิตแบบพุทธไปนั่นเอง เหตุผลง่ายๆ ที่จะช่วยอธิบายให้เราเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น คือ
การที่ชีวิตประจำวันของคนเราในยุคนี้ถูกปลูกฝังให้เกิดค่านิยมบริโภคตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง (ผ่านสื่อต่าง ๆ) ทำให้คนเรายุคนี้มีความเชื่อกันทุกคนว่า ชีวิตจะมีความสุข ต่อเมื่อได้เสพบริโภควัตถุ ดังนั้นทุก ๆ ชีวิตจึงต่างมุ่ง(แก่งแย่ง) แข่งขันกันหาเงินหาทอง (ทุกรูปแบบ) เพื่อนำเงินมาซื้อหาความสุขเหล่านั้น ทีนี้ให้ลองวาดภาพดูว่า การที่นำเอาคนที่มีความคิดแก่งแย่งแข่งขันแบบนี้มาอยู่รวมกันมาก ๆ บรรยากาศของสังคมมันจะเป็นเช่นไร
สรุปว่าความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง ที่เกิดขึ้นกับคนในยุคนี้ เกิดจากระบบความคิดแสวงหาผลประโยชน์เข้าครอบงำจิตใจผู้คน จนกลายเป็นกระแสของสังคม ทำให้คนเราแต่ละคนไม่มีเวลาที่จะมานึกถึง ห่วงใยกันและกัน ทั้งนี้เพราะมัวแต่ไปคิดไขว่คว้าหาความสุขจากวัตถุภายนอกนั่นเอง

ภาวะไร้ปัญหา

เปลี่ยนระบบคิดใหม่ ให้ทวนกระแสความคิดแบบบริโภคนิยมที่ครอบงำจิตใจของเราอยู่ คือ แทนที่เราจะมองว่าการหาทรัพย์สินเงินทองเป็นเรื่องใหญ่ แต่ให้มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์นี้ต่างหากเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ด้วยวิธีคิดเพียงเท่านี้ ความรู้สึกทุกข์ใจต่าง ๆ ของเราจะหายไปเองโดยธรรมชาติ ทั้งนี้เกิดจากความคิดของเรามีความสอดคล้องกับธรรมชาติของสังคมมนุษย์นั่นเอง

วิธีการฝึกคิด

๑. ดำเนินชีวิตที่ประกอบไปด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ด้วยการฝึกหายใจเข้าออกอย่างมีสติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สติของท่านมีความพร้อมที่จะคิดสร้างสรรค์คุณธรรม "กรุณา" ได้ทุกขณะจิต

๒. ให้นึกถึงความเมตตากรุณาของคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านคอยโอบอุ้มช่วยเหลือเราในสมัยเยาว์วัย คือนับตั้งแต่เมื่อครั้งเรายังเป็น ทารกตัวเล็กๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมนำให้คุณธรรมข้อ "กรุณา" ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา สำหรับชาวพุทธ ที่มีความรักศรัทธาในพระพุทธองค์ ให้นึกถึงพระมหากรุณาของพระพุทธองค์เป็นหลัก

๓. เมื่อจิตใจได้สัมผัสถึงความกรุณาของพระพุทธองค์ หรือ คุณพ่อคุณแม่ แล้ว ให้มองสิ่งรอบๆ ตัวของท่าน และคิดในใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวของท่านต่างล้วนมีความกรุณาต่อท่านเหมือนพ่อแม่ที่รักลูกเช่นเดียวกัน
"หน้าต่างประตู" มีความกรุณาต่อท่าน ช่วยนำแสงสว่างเข้ามาในบ้าน ให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
"หลังคาบ้าน " มีความกรุณาต่อท่าน ช่วยให้ร่มเงา บังแดดบังฝนแก่ท่าน
"ช้อนชาม ถ้วย แก้ว " มีความกรุณาต่อท่าน ช่วยให้ความสะดวกในการรับประทานอาหารแก่ท่าน
"ต้นไม้ ดอกไม้ ผีเสื้อ " มีความกรุณาต่อท่าน ช่วยให้ความสดชื่นแจ่มใส แก่จิตใจของท่าน
"เพื่อนบ้านของท่าน " มีความกรุณาต่อท่าน ที่ไม่คิดทำร้าย หรือ เบียดเบียนท่าน
"ผู้คนในสังคม " มีความกรุณาต่อท่าน ที่ได้ทำหน้าที่ของเขาเพื่อให้ความสะดวกสบายต่อท่าน
ฯลฯ

๔. ให้ท่านมีสติดูลมหายใจเข้าออกอย่างมีความสุข มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ในความ "กรุณา" ของสรรพสิ่งที่มีต่อท่าน ให้ท่านตระหนักรู้ว่าชีวิตของท่านเปราะบางยิ่งนัก ต้องอาศัยสิ่งต่าง ๆ มากมาย (ปัจจัย ๔) จึงจะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ในการปฏิบัติท่านอาจจะภาวนาคำว่า "กรุณา" ในใจทุกลมหายใจเข้าออกในขณะที่มองสิ่งต่างๆ ไปด้วยก็ได้

๕. ตามหลักของธรรมชาติ เมื่อเราเป็นผู้รับแล้วก็ควรที่จะเป็นผู้ให้ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นขั้นตอนต่อไป ท่านจึงควรแสดงความกรุณาตอบแทนต่อสรรพสิ่งและชีวิตทั้งหลาย

๖. ความกรุณา คือความรู้สึกที่แผ่กว้างออกไป เป็นความรุ้สึกที่ไวต่อความทุกข์ยากของสรรพสัตว์ทั้งหลาย จนเกิดเป็นแรงจูงใจคิดกระทำการเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
ในการปฏิบัติให้ท่านระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกรอบตัวท่านนั้น ล้วนแต่มีความทุกข์เป็นเบื้องหลังทั้งสิ้น ให้ท่านรู้สึกไวต่อความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายทุกลมหายใจเข้าออก เช่นเดียวกับพระพุทธองค์

ยกตัวอย่าง
"ต้นไม้" ให้ความร่มรื่นแก่ท่าน แต่ทุกข์ของต้นไม้ก็คือ หากไม่ได้น้ำก็ต้องเหี่ยวแห้งตาย อีกทั้งยังมีทุกข์จากโรคและแมลงอีกมากมาย ให้ท่านรู้สึกรับรู้ถึงความทุกข์ยากของต้นไม้ จนรู้สึกอยากจะตอบแทนด้วยการคอยดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ
"สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ " ให้ความสะดวกสบายแก่ท่าน แต่ทุกข์ของสรรพสิ่งคือความเสื่อมโทรม เปลี่ยนแปลง ทนได้ยาก หน้าที่ของเราที่ควรเกี่ยวข้องด้วยความกรุณา คือ ช่วยรักษาดูแลให้คงสภาพที่ดีงามไว้ให้มากที่สุด เช่น การช่วย รักษาความสะอาดเป็นต้น

๗. ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อท่านเริ่มมองเห็นว่าทั้งตัวท่านเองและเพื่อนมนุษย์ทุก ๆ คนในสังคม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนแต่ต้องตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน คือ ต้องพบกับความทุกข์กายและใจ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ร่างกายไม่พ้นจากอำนาจแห่งความเสื่อมโทรมแก่เฒ่าชรา และในที่สุดท่านเองและทุกๆ คนย่อมไม่พ้นจากความตาย สภาวะทุกข์พื้นฐานเหล่านี้ ทุกๆชีวิตจะต้องได้พบเสมอกัน
การมองเพื่อนมนุษย์ด้วยวิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เกิดมหากรุณาขึ้นภายในจิตใจของท่าน ท่านจะเกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้นจนกลายเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ
หากท่านมองผู้คนด้วยสายตาแห่งความกรุณาเช่นนี้ บรรยากาศแห่งชุมชนชาวพุทธย่อมเกิดขึ้นภายในจิตใจของท่านอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่าง
พบเห็นคนร่ำรวยเงินทอง ท่านคิดในใจว่า ถึงเขาจะร่ำรวยสักเพียงใด แต่เขาก็ยังมีหัวอกเดียวกับเรา คือ ไม่รอดจากความแก่ เจ็บ และ ตาย คิดแล้วก็รู้สึกกรุณา เห็นอกเห็นใจคนร่ำรวยขึ้นมาทันที
พบเห็นคนมีอำนาจ ท่านคิดในใจว่า ถึงเขาจะมีอำนาจล้นฟ้าสักเพียงใด เขาก็ไม่สามารถจะต่อรองกับความ แก่ เจ็บ ตายได้ ตรงนี้เองที่เขาเสมอกับเรา คือ ไม่มีใครสามารถต่อรองกับความตายได้เลย คิดแล้วทำให้ท่านเกิดความกรุณา รู้สึกเมตตาสงสารคนที่มีอำนาจว่า เขาก็ต้องพบกับความทุกข์เช่นเดียวกับเราเหมือนๆ กัน หัวอกเดียวกันแท้ ๆ
ฯลฯ

๘. มหากรุณาสามารถเกิดขึ้นได้โดยวิธีมองผ่านวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่ให้ความสะดวกสบายรอบๆตัวท่าน โดยคิดเชื่อมโยงไปถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังของสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหล่านั้น
ยกตัวอย่าง
"เก้าอี้นั่ง" ด้วยสายตาแห่งความกรุณา ท่านมองเห็น ความยากลำบากของเพื่อนมนุษย์ที่ต้องทำงาน หลังขดหลังแข็งกับสิ่งเหล่านี้ ความยากลำบากของพนักงานขนส่ง ความทุกข์ใจของผู้ประกอบธุรกิจ ความยากลำบากของคนงานที่ต้องไปตัดไม้ในป่า ตลอดจนเห็นความทุกข์ของต้นไม้ที่ต้องถูกตัดโค่นลง ฯลฯ
"ข้าวปลาอาหาร" ด้วยสายตาแห่งความกรุณา ท่านมองเห็น ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ที่ต้องทำงาน อย่างหนักเพื่อผลิตข้าวปลาอาหารให้แก่ท่าน เห็นชีวิตสัตว์ต่างๆ มากมาทที่ต้องล้มตายลงไปมากมายเพื่อให้ชีวิตของท่าน ได้อยู่รอด
ด้วยสายตาแห่งความกรุณานี้เอง ทำให้ท่านเกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

๙. หากทุกลมหายใจเข้าออกของท่าน มีสติระลึกรู้อยู่ทุกขณะ มองเห็นความกรุณาของสรรพสิ่งที่มีต่อท่าน พร้อมๆ กับท่านเองก็มีความกรุณาต่อสรรพสิ่งทั้งปวงเช่นเดียวกัน ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่านี้ โลกแห่งความกรุณาก็จะเกิดขึ้นภายในจิตใจของท่าน เป็นที่โลกที่แสนอบอุ่น ท่านจะพบว่าโลกที่เคยโดดเดี่ยวอ้างว้างได้หายหมดไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นโลกที่มีบรรยากาศอบอวลไปด้วยความเมตตากรุณา และ นี่คือ "โลกของชาวพุทธ" ที่แท้จริง

"ปัญญา และ กรุณา ช่วยให้ท่านมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ และ เห็นใจ "

Friday, July 13, 2007

สารพัดวิธีมองโลกในแง่ดี (ฉบับวัยรุ่น)

เพื่อนนินทา : เพื่อนนินทาเรา แสดงว่าเราต้องมีดีอะไรสักอย่าง จนเพื่อนมันอิจฉา อย่างนี้เราน่าจะภูมิใจตัวเองแทนที่จะไปโกรธเพื่อนคนนั้น พูดง่ายๆ เขาไม่มีจุดเด่นเหมือนเราเขาจึงนินทาว่างั้นเหอะ

ส่งยิ้มให้เธอแล้ว ไม่แยแส : ยังดี..นะเนี่ย ที่เธอไม่ด่ากลับมา นี่แสดงว่าเธอยังมีน้ำใจดีอยู่บ้าง โอ.. ซาบซึ้งเหลือเกิน ถึงเราจะแห้ว..แต่เราก็ยังประทับใจในความดีของหล่อน

โดนแม่ด่าแต่เช้าตรู่ : แม่ด่าเรา แสดงว่าแม่ยังรักและห่วงใยเราอยู่ โห..ซาบซึ้งมากเลย อีกอย่างหนึ่งในคำด่าของ แม่ต้องมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้แน่ ๆ ไม่อย่างนั้นแม่ไม่ด่าซ้ำ ๆ เรื่องเดิม ๆ อย่างนี้หรอก

ครูสอนไม่รู้เรื่องเลย : ท้าทายมาก ..ท้าทายมาก นี่หมายความว่าคุณครูกำลังท้าทายเรา ว่าถ้าข้าสอนห่วยๆ แบบนี้ เอ็งจะรู้เรื่องหรือเปล่า อย่างนี้ยอมไม่ได้..เราต้องขวนขวายเอาเอง เพื่อพิสูจน์กึ๋น ให้คุณครูรู้ว่าเรานี้ก็ไม่เบาเหมือนกาน..น

เพื่อนหักหลัง : ไม่เป็นไร..ขอกันกินมากกว่านี้ แต่น่าสงสารนายนะ เพราะนิสัย ของนาย คงจะทำให้นายต้องเสียเพื่อนไปหมดทุกคนในไม่ช้า เพราะคงไม่มีใครหรอกที่จะไว้ใจคนที่หักหลังเพื่อน.

เพื่อนล้อว่าเสี่ยว : โห..! ตัวเรานี่มีอะไรดีๆ เยอะแยะ แต่พวกนายกลับมองไม่เห็นคุณค่า สงสัยว่าการมองโลกของพวกนายคงจะมีปัญหาแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะ.ที่นายคงหมดโอกาสจะได้คบกับคนดี ๆ อย่างเรา

เช็คเมล์เจอแต่จดหมายขยะชวนดูรูปโป๊ : ทดสอบ ๆ ทดสอบพลังจิต ถ้าเราลบเมล์พวกนี้ทิ้ง แสดงว่าจิตใจของเราเข้มแข็ง ถ้าเปิดดู ก็อ่อนแอ (เผลอ ๆ โดนหลอกให้เปิดไวรัสอีกต่างหาก อิอิ)

วันหยุดการบ้านเพียบ : สบายมาก..คุณครูกำลังท้าทายความสามารถของเรา(อีกแล้ว) เรารู้ทันหรอกน่า การบ้านเยอะอย่างนี้เราก็ว่าดีนะ เพราะได้ฝึก ตัวเองให้เป็นคนสู้งานหนัก ถ้าเราสู้ไม่ถอยในวันนี้ อนาคตไปโลด

อกหักอีกแหล่ว : ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ชีวิต นี่ป็นการพิสูจน์สัจจธรรมอีกครั้งว่า รักแท้คือแม่เรา ว่าแต่ตัวเราเอง คอยปรับปรุงตัวเองให้ดีๆ เหอะ ชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวก็มีคนมาชอบเราเองแหละ

รถติดหงุดหงิดๆ : นั่งสมาธิมันเสียเลย จิตใจสว่างไสว เรียนหนังสือจะได้จำแม่น ง่ายจะตาย หลับตาหายใจเข้าออกลึก ๆ นับ 1 2 3 4 5 ดูลมหายใจ เข้าออกเพลิน ๆ ไม่ต้องไปรอคอยอะไร

โห..ใช้เงินเพลิน : " เงินหมด ก็อดอย่างเสือ" ดีสิ..จะได้ฝึกนิสัยอดทนสักระยะ หมดเรียบเลย ยังมีคนอื่นที่ทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะ ทุกข์ของเรามันแค่เรื่องขี้ผง

เพื่อนมีมือถือ แต่เราไม่มี : โชคดีแล้วล่ะที่ไม่มี มือถือเนี่ยตัวดูดเงินเลย วัยรุ่นบางคน เมาท์จนล้มละลาย อย่าเห่อไปตามกระแสหน่อยเลย ชีวิตนี้ไม่ได้ดีขึ้นเพราะมือถือหรอกนะ

เราหน้าตี๋ กลม ๆ เหมือนดวงจันทร์ ..อายจัง : โด่..หล่อจะตาย สมัยก่อนนู้น เขาคลั่งไคล้มาก ขนาดที่เมืองจีน เวลาปั้นพระพุทธรูป เขายังปั้นให้หน้าอูม ๆ เลย จริงอยู่สมัยนี้ เขานิยมคนหน้าตาแบบลูกครึ่งฝรั่ง แต่อีกหน่อยก็เลิกฮิต เชื่อเหอะ ไม่แน่นะ ในอนาคตแฟชั่นหน้าตี๋อาจจะกลับมานิยมอีกก็ด้าย ...อ้อ ! อีกอย่างสมัยนี้ สาว ๆ ที่ฉลาด เขาชอบคนดีมากกว่าคนหล่อ นะจะบอกให้

ชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเราง่ะ : ธรรมดาเลย.. ปิ๊งใครง่าย ๆ มันก็ต้องกิน"แห้ว"ประจำ ที่จริงชีวิตของเรานั้นมีคุณค่ามากนะ จะปล่อยให้เรื่องเล็กๆ แค่นี้มาทำให้ชีวิตของเราไร้ค่าได้อย่างไร ทำตัวเองให้มีค่า ดีกว่า เดี๋ยวก็มีคนดี ๆ มาชอบเราเองหรอกน้า..า

เฮ้อ ! แฟนดูรูปโป๊ประจำ : ดูเข้าไปเลย..เห็นพระท่านว่าพวกผู้ชายที่ชอบดูรูปโป๊มาก ๆ ชาติหน้าพวกนี้จะไปเกิดเป็นผู้หญิงกันหมด เพราะจิตใจฝักใฝ่แต่รูปร่างผู้หญิง ดีสม..! ชอบเอา เปรียบกันนัก ไปเกิดเป็นผู้หญิงเองเสียบ้าง จะได้รู้สึก (เขาเรียกว่าไป "ที่ชอบๆ" ฮิ ฮิ)

ผิดหวังผลสอบดูหนังสือแทบตายได้แค่ เกรด B : เรียนแล้วได้วิชาความรู้ มันก็เหมือนทำงานแล้วได้เงินเดือน การได้เกรด A ก็คล้ายๆ กับว่าเราได้โบนัส ทีนี้ถึงเราจะไม่ได้โบนัส มันก็ไม่น่าจะเสียใจอะไร ก้อเราได้เงินเดือนแล้วนี่นา

เข้าคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ดีๆ เพื่อนเล่นแซงคิวหน้าตาเฉย : โถ.. ! น่าสงสาร ยอมเสียนิสัย เพื่อแลกกับตั๋วหนังเพียงใบเดียว

ข้างห้องเปิดเพลงเสียงดังหนวกหูทั้งวัน : เสียงภายนอกดังสนั่น แต่เสียงภายในเงียบสนิท ถึงเสียงวิทยุจะดังปานใด แต่ใจฉันก็ไม่เคยหงุดหงิด ฉันยังคงทำงานของฉันไปอย่างมีความสุข

คนชอบมาแซวเราว่า"น้องดำ ดอทคอม" : ผิวอย่างฉันเขาเรียกว่า "คมขำ" ย่ะ หนุ่มๆ ฝรั่งหลงใหลจะตายไป พวกนายคงโดนโฆษณาหลอกแล้วล่ะ "ฉันคือตัวฉัน" ไม่ต้องให้ใครมาจูงจมูกหรอกนะ

เฮ้อ..! ไม่รู้จะทำอะไรดีเซ็ง..ง ระเบิด ! : " แอ็คทีฟเข้าไว้เพื่อน อย่าให้ความเซ็งเข้าครอบงำ ทำทุกอย่างด้วยความกระฉับกระเฉง หนึ่ง สอง..ๆๆๆ หาอะไรทำให้มันสนุก หนึ่ง สอง... ๆๆ

รู้สึกว่าตัวเองโง่ โดนคนอื่น หลอกอยู่เรื่อย : นึกว่าตัวเองโง่ ยังดีกว่านึกว่าตัวเองฉลาด พระท่านว่าคนฉลาดคือคนที่รู้ตัวเองว่าโง่นะ (แต่อย่าเผลอไปโดนเขาหลอกอีกล่ะ อิ อิ)
เพื่อนเห็นแก่ตัว กินไหนกินด้วย แต่ไม่เคยช่วยสักบาท : เฮ้อ..นึกว่าช่วยชีวิตเพื่อน ให้รอดไปได้สักมื้อก็แล้วกัน ได้บุญดีนะ (แหะๆ....แต่นาน ๆ เจอกันสักที ก็แล้วกัน )
กลุ้มใจจัง ไม่มีคนมาจีบ: "กลุ้มใจ" ไม่มีใคร มันยังดีกว่า "ช้ำใจ" ที่โดนคนมาหลอก มาจีบ ถ้าอยากจะพบรักแท้ มันก็ต้องอดทนไว้ก่อนนะเธอ

หน้าเป็นสิว ไปไหนมาไหน อายเพื่อน : วัยรุ่นมีสิวน่ารักจะตายไป เออถ้าคนแก่มีสิวสิ ค่อยน่าอายหน่อย พวกบริษัทขายยาแก้สิวทั้งหลายนี่แหละตัวดี ชอบโฆษณาทำร้ายจิตใจวัยรุ่นดีนัก ระวังตัวใว้ดีๆเหอะ ชาติหน้ากรรมสนอง ไปเกิดเป็น "ท้าวแสนปม" ไม่รู้ด้วย อิอิ

ทำตังค์ตกหาย 500 แง..! : ไม่เป็นไร..คิดเสียว่าเสียค่าหน่วยกิต วิชา"ละเอียดรอบคอบระมัดระวัง" ก็แล้วกัน นี่ถ้าชีวิตเรามีความรอบคอบมากขึ้น เพราะเงิน หายในคราวนี้ ก็นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

พ่อแม่ชอบเห็นเรา เป็นเด็กตลอดชาติ : ถึงใครจะมองเราว่าเป็นเด็ก แต่เราก็จะเคารพตัวเอง ว่าเรานั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่คือคนที่ไม่ทำอะไรตามใจตนเอง แต่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ใคร่ครวญด้วยสติปัญญา (เอ...ชักยากแฮะ หรือว่าจะยอมเป็นเด็กเหมือนเดิมดีกว่าม้าง...ง )

อิจฉาเพื่อน แฟนมันสวยอะ : มีแฟนสวยก็ยินดีด้วย แต่เราว่ามีแฟนนิสัยดี ดูแลเอาใจใส่ดี แบบนี้สุดยอดกว่านะ

รักเธอแต่ว่า ไม่กล้าเอ่ยปาก : อย่างนี้ต้องซ้อมบอกรักกับคนอื่นให้เกิดความเคยชินเสียก่อน พ่อคับ ผมรักคุณพ่อมากคับ .. แม่คับ ผมรักคุณแม่มากคับ .. ไอ้ตูบ ข้ารักเอ็งมากนะ .. เฮ้ย..เจ้าศักดิ์ เรารักนายจริงๆ ว่ะ .. ฯลฯ อิอิ.. ทีนี้พอพูดคล่องแล้ว จึงค่อยไปบอกรักกะเธอ

ช่วยเพื่อนแทบตาย แต่เพื่อนยังคิดร้าย กะเราอีก : เฮ้อ..คิดว่าช่วยเสือตกน้ำให้รอดตายสักตัวก็แล้วกัน เสือเนี่ยนะ ถึงเราช่วยมัน แต่ถ้าเราเข้าใกล้มัน มันก็กัดเราอยู่ดี คงต้องปล่อยเข้าป่าไป เจ้าเพื่อนคนนี้ก็เหมือนกัน ฉันช่วยแกแค่เอาบุญ แต่คราวหน้าคงไม่ช่วยแล้วล่ะ ปรับปรุงตัวเอง ให้นิสัยดีกว่านี้ก่อน แล้วค่อยมาว่ากันใหม่

พอแฟนเจอคนที่รวยกว่า เธอบอกเลิกกับผมทันที: อย่างนี้เรียกว่า..โชคดีที่เลิกกัน จริงๆ นะ ..คนที่เห็นเงินทองสำคัญกว่าความรักอย่างเงี้ยะ ขืนได้แต่งงานด้วย รับรองว่าเจอปัญหาตลอดชีวิตแน่ เราโชคดีแล้วล่ะ ที่แคล้วคลาดออกมาได้

เหงามาก ขอบอก : มองรอบๆ ดู .. อะไรต่ออะไรล้วนแต่เป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือเราทั้งน้าน.น โต๊ะก็เพื่อนเรา เก้าอื้ก็เพื่อนเรา หน้าต่างก็เพื่อนเรา หนังสือก็เพื่อนเรา แก้วน้ำก็เพื่อนเรา ฯลฯ...(สามชั่วโมงผ่านไป) .....ฯลฯ หมาก็เพื่อนเรา ต้นหญ้าก็เพื่อนเรา ท่อระบายน้ำก็เพื่อนเรา ตู้ไปรษณีย์ก็เพื่อนเรา... ฯลฯ .... (ต่อไปอีกห้าชั่วโมง)..... ฯลฯ

เพื่อนกวน ยียวนมาก อยากชกสักที : โด่..คนกวนๆ แบบนี้ไปที่ไหนก็มีคนอยากชกกันทั้งนั้น เราจะต้องไปชกเองทำไมให้เจ็บมือ เดี๋ยวก็มีคนอื่นชกให้เองแหละ แต่ดูๆแล้วก็น่าสงสารนะ... โถ..! เกิดมาชาตินี้มีแต่คนอยากชก

อยากตัดใจ จากคนรักค่ะ ทรมานใจมาก อยากทำใจให้ไวสุดๆ : ทุกครั้งที่นึกถึงเขาให้ทำอย่างนี้ดิ " หายใจเข้าลึกๆ นึกถึงเขา(คนนั้น) หายใจออกยาว ๆ สลายภาพของเขาใหัหายไป " แล้วก็พูดในใจว่า "โอ้..! ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ใช่ของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย " (จับฝึกกรรมฐานเสียเลย อิอิ )

พ่อบังคับผม จะให้สอบเอ็นฯติด ให้ได้..เครียดมาก : โอเคครับ...ผมจะพยายามเพื่อพ่อ แต่ผมขอเวลาทำอะไรเพื่อตัวผมเองบ้างนะครับ อ้อ..! ถ้าเอ็นฯไม่ติด ก้อไม่ว่ากันนะครับ เพราะสุดฝีมือแล้ว แต่พ่อไม่ต้องห่วงอนาคตของผมหรอกครับ เพราะถึงผมจะเอ็นฯไม่ติด ผมได้เตรียมหนทางของผมไว้แล้ว รับรองไปได้สวยอย่างแน่นอนครับ

นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย : ฮ้าว..ว (หาว) แล้วส่งกระแสจิตไปยังสัตว์โลกแบบนี้ดิ หนึ่ง.. ฉันรักแมว สอง..ฉันรักหมา สาม..ฉันรักยีราฟ สี่...ฉันรักหนอน ห้า...ฉันรักสิงโต หก...ฉันรักนก เจ็ด.. ฉันรักเม่น.... ฯลฯ ( ส่งความรักไปถึงสัตว์โลกอย่างนี้เรื่อยๆ สักร้อยตัว รับรองประเดี๋ยวก็..คร้อกก..ก)

เพื่อนรักต่อหน้าทำดีกับเรา แต่ลับหลังเผาเรา เซียะไม่มีดี : ไม่เป็นไร..เราให้อภัย เพราะนายเคยทำดีกะเราไว้เยอะ เอาเป็นว่าถ้านายเลิกนิสัยนี้ได้เมื่อไหร่ เราทั้งสองคน ค่อยมาคบกันใหม่นะ ...สวัสดี ( โห..! เลิกคบเลย )

ท้อใจ อยากโดดตึก : ขืนโดดก็โง่ดิ .. โด่....ชีวิตนี้มันก็แค่แบบฝึกหัดเล่มใหญ่ ปัญหาผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันมาแวะทักทายเราให้ลองแก้ไขดูเท่านั้นเอง แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอทางออก ยอมแพ้ได้ไง

เพื่อนชอบพูด ข่มเราประจำ : คนมีปมด้อยมาก ๆ ก็อย่างนี้แหละ ชอบข่มคนอื่นให้ด้อย เพื่อตัวเองจะได้เด่น เราไม่ถือสานายหรอก เอาไว้นายเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นายก็จะรู้เอง

เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ รู้สึกประหม่า ๆ ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง : เวลายืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ ให้คิดอย่างนี้ดิ " ฉันคือราชสีห์ผู้สง่างาม ยืนอยู่ท่ามกลาง หมู่สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ( ก็เพื่อน ๆ ไง ) นั่น ยีราฟ (คนสูง ๆ ) โน่น ฮิปโป้ (อิ อิ) นู่น เม่น (คนผมแข็ง ๆ) ฯลฯ " ..เดี๋ยวก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเองแหละ

เกิดมาจน โธ่ ! คนอย่างเรา : เกิดมาจน ก็ได้เปรียบน่ะสิ เพราะได้มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยลำแข้งของตัวเองจริง ๆ ชีวิตจะแข็งแกร่งกว่าคนที่เกิดมาสบาย ๆ ตั้งแต่เด็ก แหม..ได้เปรียบแล้ว ยังมาทำบ่นอีก

เพื่อนจะขายตัวบอกว่าไม่เห็น จะหนักหัวใครเลย : ช่าย..ย ..เราก้อเห็นด้วยกับเธอนะ นั่นไง เจ้า HIV ยังพยักหน้าเห็นด้วยเลย

เรา"นมเล็ก" อยากใหญ่กว่านี้ ทำไงดีอะ : เล็กๆ กระทัดรัด น่ารักนะจะบอกให้ แล้วอีกอย่าง ธรรมชาติของผู้ชายเนี่ย เขาต้องการความอบอุ่น จาก "การดูแลเอาใจใส่" ต่างหาก ไม่ใช่จาก "หน้าอกใหญ่ ๆ "

เรียนหนังสือยังไง ให้เป็นเลิศ และไม่ให้เครียดครับ : คิดอย่างนี้ทุกวัน รับรองเป็นเลิศ "ฉันจะตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ฉันจะขยันอย่างไม่หยุดหย่อน ฉันจะค้นคว้าด้วยความอยากรู้จริง ๆ และ...ฉันจะไม่แข่งขันกับใคร นอกจากแข่งขันกับตัวเอง "

ไม่รู้เป็นอะไร อยากได้โน่นได้นี่ตลอดเวลาเดียวแต่ไม่มีเงิน แหะๆ : "อยากได้โน่นอยากได้นี่" มีแต่เสียเงินลูก " อยากทำโน่นอยากทำนี่ " ดีกว่า สนุกดี แฮปปี้ตลอดวัน แถมไม่ต้องเสียเงินสักบาท

แง ...เพื่อนไม่สนใจเราเลย ทำดีเอาใจทุกอย่างแล้วนะ: ทำดีเพื่อให้คนอื่นมาสนใจ มันก็เหี่ยวแห้งอย่างนี้แหละเธอเป็นแม่พระดีกว่านะ... ดูแลเพื่อน ๆ เหมือนอย่างกับแม่ที่ดูแลลูก ให้ความอบอุ่นอย่างทั่วถึง แล้วแอบยิ้มอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ....เฮ้อ ! เห็นคนอื่นมีความสุข แล้วก้อสบายใจ

ถ้าหนูจะต้องทำในสิ่ง ที่ตัวเองไม่อยากทำ เช่น ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน (อ้าว ! ) ทำยังไงไม่ให้ขี้เกียจ : ให้คิดดูว่า เราจะได้อะไรจากงานที่ทำนี้บ้าง คิดไปเรื่อย ๆ จนเกิดความรู้สึก "อยากทำ" เช่น "ล้างส้วม" เราได้อะไรบ้าง โห !เยอะแยะ
๑."ได้ออกกำลัง" ดีจังเรายิ่งอ้วน ๆ อยู่ด้วย
๒."ได้เสียสละ" เพื่อพ่อแม่จะได้เข้าห้องน้ำอย่างมีความสุข
๓. "ได้ฝึกอดทน" โตขึ้นเราจะได้แข็งแกร่ง ลุยได้ทุกที่
๔. "ได้บุญ" ใครเห็นห้องน้ำสะอาด เขาก็จะสบายใจ เราก้ออิ่มบุญ
ฯลฯ ..(คิดไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก้อทนไม่ไหว อยากจะไปทำเองแหละ)

ช่วยตัวเองบ่อยมากทำไงให้ลดลง : เบรคตัวเองแรง ๆ ดิ เช่น .. " ไม่คุ้มเลย.. สุขวูบเดียว เพลียไปทั้งวัน ...มันก็แค่อร่อยเหมือนแทะเนื้อติดกระดูก แทะยังไงก็ไม่อิ่ม ... ไม่มีปัญญาคิดสร้างสรรค์ความสุขอื่น ๆ แล้วหรือไง ถึงได้จมอยู่แต่เรื่องพวกนี้ ... เราวุ่นกับมัน มันก็วุ่นกับเรา ไม่เป็นอิสระสักที " ฯลฯ (ถ้าคิดแล้วยังเอาไว้ไม่อยู่ ก็ตามบายเหอะ มันไม่เสียหายอะไรนักหรอก)

คืนนี้ อยู่คนเดียว กลัวผีอะ บรื๋วว..ว์ นี่พวกผี ตอนนี้ฉันกำลังสวดนะโม ตัสสะ ฯ อยู่นะ เตือนไว้ก่อนว่าพระพุทธเจ้าท่านกำลังประทับอยู่ในใจฉัน ผีตัวไหนอย่าอุตริโผล่ขึ้นมาหลอกล่ะ บาปกรรมหัวแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงไม่รู้ด้วยนะเออ

คนตามจองล้างจองผลาญ กลั่นแกล้งเราไม่ยอมเลิก : " เจ้ากรรมนายเวร" ภาค ๒ ชัวร์ !! อย่างนี้ยิ่งตอบโต้ยิ่งเกมยาว (ถึงชาติหน้า) เจ๊ากันไปดีกว่า เอาเป็นว่าจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เรื่อยๆ ศัตรูได้ส่วนบุญเยอะ ๆ เดี๋ยวก็เลิกรากันไปเองแหละ

กระเป๋ารถเมล์สายที่นั่งประจำ พูดจาไม่สุภาพ ฟังแล้วไม่สบอารมณ์เลย : น่าเห็นใจนะอาชีพนี้ นี่ถ้าฉันลองไปทำดูบ้าง ฉันก็คงจะเครียด และต้อง แสดงอาการกริยาแบบนี้แหละ

ทำตัวดีไม่เป็นภัยกับใคร แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี : ภูผาหินไม่กลัวพายุร้าย เราบริสุทธิ์ใจเสียอย่าง จะไปหวั่นไหวอะไรกะอีแค่ลมปาก เขาพูดป้ายสี สีก็เลอะที่ปากเขาสิ เราไม่เกี่ยว..

ผมเป็นคนจับจด ทำงานอะไรไม่เคยสำเร็จ ชาตินี้จะเอาดีกะเขาได้มั้ยเนี่ย : นึกถึงภาระกิจที่จะต้องทำแล้วคิดด้วยความมั่นใจว่า " เข้ามาเล้ย..ย งานน่ะ ไม่กลัวอยู่แล้ว (ทุบกำปั้นบนฝ่ามือ) เรามั่นใจ ทำได้แน่ ไม่เลี่ยง ไม่หนี ลุยลูกเดียว " (คิดทั้งวันทั้งคืน ชาตินี้จะไม่มีวันเป็นคนจับจด)

นิสัยตัวเองไม่ดี ชอบจ้องจับผิดคนอื่น : " มิน่าเล่า เราถึงไม่มีเพื่อนที่ดีเหลือเลยสักคน จับผิดตัวเองดีกว่า สนุกกว่ากันเยอะเลย "

ติดเกมงอมแงม เสียการเสียงาน อยากเลิก แต่เลิกไม่ได้ : พูดท้าทายตัวเองดิ เช่น " เล่นเกมสนุก แต่ไม่มีสาระ เสียเวลาไปเปล่าๆ ไหนเก่งจริง ลองทำงานให้สนุกเหมือนเกมดูซิ โด่...ทำได้หรือเปล่า มีปัญญาอ๊ะป่าว "

ทำสิ่งที่ไม่ดีบางอย่างมา (ทำอะไรไม่บอกอะ) รู้สึก กังวลและเครียดมาก หายใจไม่ทั่วท้องเลย : หายใจเข้าออกลึก ๆ ให้สุดปอด ตลอดทั้งวัน และบอกกับตัวเองว่า "ถ้ามันไม่ร้ายแรงถึงกับตาย เราก็ไม่ต้องไปกลัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรารับได้อยู่แล้ว เราแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้ สบายมาก "

ถูกขาใหญ่ตบกระโหลกที่หน้าปากซอย ฮึ่ม..แค้นมาก เดี๋ยวจะลากปืนไปยิงมัน : โห..! คิดได้ไงเนี่ย จะเอาเพชรไปแลกกะถ่าน คุ้มจริงๆ นะเพ่

ทำไมโรงเรียนต้องบังคับ นักเรียนชายให้ตัดผมด้วย หมดหล่อเลยเรา เผด็จการชัด ๆ : ลดความหล่อบ้างสักนิดก็ดีนะ สาว ๆ จะได้ไม่กวน ขอบคุณคับคุณครู ที่ช่วยให้ผมได้เรียนหนังสือเต็มที่กับเขาสักที

ไม่สบอารมณ์ คนนั่งข้าง ๆ (ใครหว่า ?) ขอคาถาขับไล่หน่อยสิ : ได้สิ.. " โอมเพี้ยง.. ชิ๊ว ๆ ๆ ไป พวกความคิดที่ไม่ดีทั้งหลาย หายวับกับตาไปให้หมดเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะได้ใจเย็นๆ สักที "

ฮือ..ๆๆ เราติดเอดส์ เรากลัวตาย..ฮือๆๆ : เข้มแข็งๆ กล้าหาญไว้ โอ.!.ฉันขอบคุณโรคเอดส์ เพราะมันทำให้ฉันไม่ประมาทในชีวิตอีกต่อไป ฉันจะรักษาสุขภาพกายใจให้ดีๆ อายุจะได้ยืนยาวไปอย่างน้อยอีกสิบปี (ไม่แน่นะ ถึงตอนนั้นอาจจะมียารักษาให้หายแล้วก็ได้ ) ฉันจะทำความดีให้มากๆๆๆ จวบจนวินาทีสุดท้าย เพราะพระท่านว่าคนที่ทำความดีไม่ต้องกลัวโลกหน้า ตายไปเมื่อไหร่จะสุขเหลือล้นจนคนข้างหลังอิจฉาเลยทีเดียวเชียว

เจอพวกชอบโทร(สาธารณะ)นานแทบจะกางมุ้งนอน: ถ้าไม่กล้าเคาะเตือน ขณะที่เรายืนรอ ลองฝึกสังเกตรอ คนพวกนี้เล่นๆ ก็ได้ สนุกดีนะ เช่น "อึมม์..เจ้าหมอนี่ นุ่งกางเกงยีนส์ปะๆ แต่ว่าซักสะอาด แสดงว่าชอบโชว์ความเก๋า แต่.. เล็บมือด๊ำดำ ว๊า ! หมดท่าเลย สังเกตดูเสื้อ สก๊อตสีน้ำเงินซะด้วย แต่ดูดีๆ ตะเข็บเย็บไม่ประณีต สงสัยจะเป็นเสื้อโหล ชอบยืนพิงตู้โทรคุยแบบนี้ น่าจะเป็นคนขี้เกียจนะ นั่น ๆ มีสมุดเรียนเหน็บที่กระเป๋าหลัง อ๋อ ! เรียนอยู่สถาบันนี้เอง แหวะ .. ทีหลังมีเราลูก เราไม่ส่งเรียนที่นี่หรอก นิสัยไม่ดี ฯลฯ " (บางคนกว่าจะออกจากตู้ สงสัยสังเกตจนเขียนตำราได้หนึ่งเล่ม หุ หุ ) "

เป็นคนขึ้อายมากกกกค่า เวลาคุยกะใคร ม้วนไปม้วนมา : จะคุยกับหนุ่มใช่มั๊ยล่า..า รู้ทันหรอกน่า ให้คิดว่าเขาเป็นลูกชายคนโตของเราดิ แม่รู้สึกยังไงกะลูกล่ะ เอ็นดูใช่มั๊ย สงสารใช่มั๊ย ให้มีเมตตากรุณาต่อผู้ชายทุกคนที่คุยด้วย แต่ไม่หวั่นไหวกะใครง่าย ๆ ความอายจะหายไป ............ทำได้ป่าว

มีคนใส่ร้ายเรา เราโกรธมาก จนนอนไม่หลับ : เขาทำความชั่วเขาก็ได้ผลชั่วของเขาเอง เรามามัวนอนโกรธ จนนอนไม่หลับ อย่างนี้ก็สมใจเขาสิ เปลี่ยนไม่ถือสาหาความ เมตตาเอ็นดูเขาดีกว่า นอนหลับสบาย แถมฝันดีอีกต่างหาก

มีแฟนหลายคน สับหลีกไม่ทันอะ : มีแฟนเยอะ แสดงว่าเรายังไม่เจอรักแท้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะลองแกล้งป่วยดู ถ้าคนไหนมาเยี่ยม แสดงว่าคนนั้นก็ผ่านรอบคัดเลือก เราจะทดสอบกลั่นกรองให้เหลือคนที่ดีที่สุด เพราะรักเดียวใจเดียวคือความสุขที่แท้จริง

ครูสอนน่าเบื่อโดดเรียนดีกว่าเรา : โดดเรียน ได้ผ่อนคลาย มีเสรี จะไปไหนก็ได้ อึมม์...มันก้อดีเหมือนกันนะ แต่ทว่า...มันเป็นการหนีปัญหา เพราะอีกหน่อยเราก็คงต้องหนีเรื่อยไป หนีหน้าคน -หนีการงาน -หนีความรับผิดชอบ ขืนเป็นอย่างนี้ อนาคตของเราคงจะไปไม่รอดแน่ๆ สู้เลย..! จะไปกลัวอะไร ถ้าครูสอนน่าเบื่อ เราก็เรียนให้มันน่าสนุกสิ ง่ายจะตายไป เรื่องอะไรจะหนีเรียนให้เสียชื่อ เราสู้วันนี้ วันหน้าสบายมาก เย.."

ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ ทำไมผู้ใหญ่ชอบบังคับกันเรื่อย : ถ้าไม่อยากให้รู้สึกว่ามีคนมาบังคับ ก็ต้องทำอะไรด้วยเหตุผลของตัวเอง เช่น :-
โรงเรียนบังคับให้ตัดผม เราก็คิดว่า "เราตัดผมไม่ใช่เพราะกลัวลงโทษ แต่เราตัดผมเพราะเราเคารพกฎของโรงเรียนต่างหาก"
แม่สั่งให้เก็บที่นอนทุกเช้า เราก็คิดว่า "ที่เราทำไม่ใช่เพราะกลัวแม่ด่า แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นระเบียบเรียบร้อยดีต่างหาก"
พ่อบังคับไม่ให้เราไปเที่ยวไหนในวันหยุด เราก็คิดว่า ที่เราไม่ไปไหน ไม่ใช่เพราะกลัวพ่อดุ แต่เพราะเราต้องการจะฝึกตัวเองให้เข้มแข็งต่างหาก" ฯลฯ

มีครูอยู่วิชาหนึ่ง ไม่ให้เกียรตินักเรียน ชอบพูดสบประมาท เด็กอยู่เรื่อยเลย : ทุกครั้งที่ได้ยินถ้อยคำดูหมิ่น ให้ยิ้มน้อยๆด้วยความเข้าใจและเห็นใจ(ผู้พูด) และ ให้คิดในใจว่า " พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญเราผู้ที่มีความหนักแน่น อดทนต่อถ้อยคำ ประกอบดัวย เมตตา และ ปัญญา ว่าเป็น ผู้ใหญ่ หาใช่ เด็ก ไม่ "
เป็นโรคใจง่าย: เวลาเข้าใกล้คนหล่อเข้าใกล้คนหล่อ ๆทีไร ให้นึกถึงอะไรที่น่าเกลี๊ยดหวั่นไหวทุกที น่าเกลียดภายในตัวของเขาสิ เช่น ขนจมูกของเขา ขี้หูของเขา ขี้ตา... .. รังแค.... อึ ..(แหวะ) คิดอย่างนี้ เดี๋ยวก็หายหวั่นไหวไปเอง ..ไม่เชื่อ ลองดูดิ

เพื่อนๆ ในห้องมีแฟนกันหมดแล้ว มีเหลือแต่เรา "แหง่ว..ว" อยู่คนเดียว : คิดมุมกลับ.. " เพื่อนๆ ในห้องหาเรื่องไปร้อนรนทุรนทุรายกันหมดแล้ว เหลือแต่เราอยู่เย็นเป็นสุขอยู่คนเดียว เย..! "

อยากเที่ยวกลางคืน ให้มันสนุกสุดเหวี่ยงไปเลย : สุดเหวี่ยงจนลงเหวน่ะสิไม่ว่า เที่ยวกลางคืนเนี่ยปากทาง แห่งความเสื่อมเลยนะตัวเอง

ข้างบ้านชอบแต่งตัวโป๊ ขอคาถาข่มใจหน่อยดิ : โอม ! ... ธรรมดาๆๆ ๆ ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นอะไร เหม็นขี้เหงื่อ เหม็นขี้ไคล ใคร ๆ ที่ไหน ก็เหมือนกัน (ท่องไปจ้องไปนะ )

เพื่อนๆในห้องจับกลุ่มกันไปเที่ยว เราเป็นเด็กเรียน เลยถูกโดดเดี่ยว : ปล่อยเด็ก ๆ เขาไปเหอะ เราน่ะเป็นผู้ใหญ่แล้ว สมัยนี้นะถ้าหาเพื่อนดี ๆ ไม่ได้ อยู่คนเดียวอย่างนี้ดีที่ซู้ด

เขาหล่อจัง..แต่นิสัยไม่ดี คิดยังไงไม่ให้หลงรัก : คิดอย่างนี้ดิ... คนสวยๆ หล่อ ๆ แต่นิสัยไม่ดี มันก็เหมือนกับดอกไม้สวยๆ แต่ส่งกลิ่นเหม็นฉึ่ง ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขอเข้าใกล้

ชอบจิ๊กของตามร้านอะ หนุกตื่นเต้นดี : (ด่าตัวเอง ) โรคจิตนะเรา.. ชอบสะสมนิสัยขโมย ระวังให้ดีเหอะ นิสัยนี้มันจะ พาเราไปเจอะเคราะห์ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันหนักหนาสาหัสกว่าปรับ ๑๐ เท่าที่ร้านอีกนะจะบอกให้

เราโกรธเก่ง ใครลองพูดไม่ถูกใจ เป็นควันออกหู : พอรู้ตัวว่าโกรธ หายใจลึก ๆ ช้าๆ เข้าออกสักสิบครั้ง แล้วควันจะไม่ออกหูนะ

ห้ามใจไม่อยู่ อยากจะ chat chat chat : (เตือนตัวเองแรง ๆ) คุยกันผ่านเน็ต ไม่เราโกหกเขา เขาก็โกหกเรา บางทีเราก็หลอกคนอื่น บางทีเราก็หลอกตัวเอง กลับมาสู่โลกแห่งความจริงดีกว่านะเธอ

ทำไมผมชอบทำไม่ดี ทำแล้วก็เสียใจ เสียใจแต่ก็ทำอีก ทำอีกก็เสียใจอีก ไม่เข็ดสักที (ทำอะไรหว่า ?) : ง่ายจะตายไป ... ตื่นนอนตอนเช้า กราบพระที่หัวหมอน สารภาพผิดว่า... "นะโมตัสสะ ภะคะวะโต..กระผมผิดไปแล้วคร้าบ..บ (ผิดอะไรก็ว่าไป ) ละอายใจจังเลย.. ทีหลังจะไม่ทำอีกแล้วคร้าบ..บ" ทำอย่างนี้ทุก ๆ เช้า ติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปี (โห ! ) แล้วนิสัยไม่ดีประเภท"ฝังรากลึก" (ใช้ภาษาสุภาพนะเนี่ย) จะค่อยๆ หมดไป

ช่วยเพื่อนทุกอย่าง แต่เพื่อนไม่เคย ขอบใจเราสักคำ : พุทธศาสนาสอนว่า ใครชอบช่วยเหลือผู้อื่น คนๆนั้นจะได้บุญ เอาล่ะ...ถึงนายไม่คิดขอบใจเราก็ไม่เป็นไร เพราะอันที่จริง เราเองต่างหากที่สมควรจะขอบใจนายมากกว่า (ก็เราได้บุญเยอะแยะเพราะนายนี่นา)

ผิดหวังผู้ใหญ่ในบ้านเรา ไม่ยอมแก้ไขปัญหาเลย : อย่าไปหวัง... แค่นี้ก็หมดเรื่อง มั่นใจไว้เลย... ปัญหาทุกอย่างจะหมดไป ถ้าทุกคนลงมือแก้ไข โดยไม่คิดหวังพึ่งใคร (อันนี้เป็นคติธรรมประจำใจ"พระมหาชนก"เลยทีเดียวนะ)

เกลียดคนโกหกตอแหลที่สุด :เกลียด "คำพูดโกหก" น่ะดีแล้ว แต่อย่าถึงกับเกลียด "คนโกหก"เลย เพราะคนโกหกเขาย่อมได้รับความเดือดร้อน จากคำพูดของเขาเองทั้งยามหลับและยามตื่น น่าสงสารจะตายไป

ทำไมแฟนถึงชอบพูด ดูถูกหนูต่อหน้าเพื่อนๆ : ถ้าเขาชอบพูดดูหมิ่นเราต่อหน้าเพื่อน เราก็ควรทำสิ่งตรงกันข้ามด้วยการ "พูดยกย่องเขาต่อหน้าเพื่อนๆ เป็นประจำ" ทำอย่างนี้บ่อยๆ บางทีเขาอาจจะละอายใจ นิสัยดีขึ้นมาบ้างก็ได้นะ


"..แท้ที่จริงพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด คือให้วิธีคิดผมเองชอบอ่านพระไตรปิฎก เมื่ออ่านไปแล้วก็สะดุด และเห็นชัดเลยว่าวิธีคิดในพระไตรปิฎกไม่เหมือนที่คิดกันในสังคมทั่วไป ทั้งในสังคมไทยด้วย สังคมทั่วโลกด้วยแต่ว่าเรามักไม่เอาวิธีคิดมาพูดกัน เรายึดเนื้อหามาพูด ที่จริงเนื้อหาบางอย่างจะล้าสมัย แต่ถ้าเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องจะเชื่อมโยงกันไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด "
ศ.นพ.ประเวศ วะสี

เทคนิคคิดปรับปรุงชีวิตให้ก้าวหน้า

"ทำไมผมจึงชอบทำในสิ่งที่ไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ผมรู้ว่ามันไม่ดี เมื่อทำแล้วก็เสียใจ แต่พอเผลอๆ มันก็อยากทำอีก( ทำอะไรไม่บอกอะ) ช่วยบอกหนทางแก้ไขให้หน่อยสิ"
ชายกลาง
"รู้สึกไม่สบายใจเลย ด้านหนึ่งเราก็นึกว่าตัวเองเป็นคนดี แต่อีกด้านหนึ่งมันก็มีนิสัยบางอย่างของเราที่เลวร้ายมาก มันจึงดูเหมือนกับว่าเรามีคนสองคนอยู่ในร่างเดียวกัน ไม่ชอบเลย คือ เราอยากเป็นคนดีล้วนๆ " นกเอี้ยง

คำถามที่ยกมาแสดงข้างต้น สมมุติขึ้นมาเพื่อแสดงถึงภาวะจิตใจที่สับสน คือ คนจำนวนมากเริ่มไม่แน่ใจตัวเองว่า เขาเป็นคนดีหรือคนชั่วกันแน่เพราะการกระทำของเขามีทั้งด้านสว่างและด้านมืด บางครั้งเขารู้สึกตัวว่าเป็นคนดี แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่แย่มากจนไม่น่าให้อภัย และนิสัยทั้งสองด้านนี้เองที่มันจะติดตามเขาไปเหมือนเงาตามตัว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตทั้งด้านดีและร้าย คือ นิสัยดีช่วยสร้างสรรค์ให้ชีวิตของเขาได้ก้าวหน้า แต่นิสัยที่ไม่ดีนี่สิ กลับเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้เขาได้รับผลร้ายจากมันนานาประการ

ยกตัวอย่าง

" คุณติ๊ดตี่เป็นคนดี ชอบทำงานอุทิศเพื่อสังคม มีน้ำใจเสียสละ ปัจจุบันทำงานให้กับองค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากคุณติ๊ดตี่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ให้ชอบคิดเอาชนะผู้อื่น พอโตขึ้นแกเลยมีนิสัยไม่ชอบให้ใครมาทำงานเก่งเกินหน้า ผลร้ายที่ได้รับคือไม่มีใครอยากทำงานด้วย คุณติ๊ดตี่เลยต้องทำงานไปตามลำพังด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อทำงานคนเดียวเวลาพบปัญหาอุปสรรคก็เลยแก้ไขไม่ได้ คุณติ๊ดตี่จึงทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมายสักที ล้มเหลวมาโดยตลอด "

"คุณปูดเป็นหนุ่มนิสัยดี ขยันทำการงาน อนาคตไกล แต่ได้รับการปลูกฝังเรื่องเพศผิด ๆจากสื่อมวลชนตั้งแต่เด็ก แกจึงกลายเป็นคนที่มีจิตใจไม่ปรกติ ชอบทำผิดศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศเป็นประจำ และไม่สามารถระงับพฤติกรรมที่ผิดปรกติของตัวเองได้ คือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ คุณปูดจึงสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอยู่เป็นประจำ
ในที่สุดวันหนึ่งคุณปูดก็ถูกตำรวจจับนำไปปรับที่โรงพักในข้อหาอนาจาร แล้วคุณปูดก็ถูกสื่อมวลชนอีกนั่นแหละที่นำเรื่องของแกไปลงข่าวประนามเหยียดหยาม จนคุณปูดกลายเป็นคนที่เลวร้ายไม่มีสิ้นดีอีกคนหนึ่งในสังคมไทย ในที่สุดคุณปูดจึงต้องออกจากงาน หมดอนาคตไปเลย "

จากตัวอย่างที่ยกมาสองกรณีข้างต้น จะเห็นว่าทั้งคุณติ๊ดตี่และคุณปูด ต่างมีนิสัยทั้งด้านดีและไม่ดีอยู่ในตัวเอง นิสัยทั้งสองด้านล้วนมีผลต่อการดำเนินชีวิตของทั้งสองคน คือ นิสัยด้านดีทำให้ชีวิตของเขาทั้งคู่เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันนิสัยด้านลบกลับเป็นอุปสรรคขัดขวาง หรือ ถึงกับทำลายหนทางชีวิตที่ดีงามของเขาให้หมดสิ้นไป

หลักการแก้ไขปัญหา

คนเราถึงจะมีจุดมุ่งหมายที่ดีงามเพียงไร แต่ถ้าเราไม่สนใจแก้ไขปรับปรุงนิสัยที่ยังบกพร่องอื่นๆ ของตัวเอง พร้อมกันไปด้วยแล้ว ก็ยากยิ่งที่เราจะสามารถนำพาชีวิตของตนให้บรรลุเป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของตนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนี่เองที่จะคอยเป็นตัวถ่วงความเจริญ หรือ ทำให้ชีวิตติดตัน หรือถึงขนาดเสื่อมถอยลงไป ทำให้ไม่ประสบความก้าวหน้าดังที่ตั้งใจไว้

อุปมาเราต้องการจะขับรถไปเชียงใหม่ แต่ทว่าสภาพรถที่ขับกลับไม่ดูแล น้ำมันเติมไม่เต็มถัง ยางหลังรั่วแบน พวงมาลัยฝืด น้ำมันเบรกก็ไม่มี สภาพรถอย่างนี้ ต่อให้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะขับไปให้ถึงสักเพียงใด ก็ไม่มีทางขับไปถึงอย่างแน่นอน

ดังนั้นหากเรารู้จักปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเราเองเป็นประจำ โดยการหมั่นสำรวจตรวจตรานิสัยใจคอ ตลอดจนการกระทำของเราทุก ๆ ด้าน เราก็จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน สามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาชีวิตของตนให้ก้าวหน้าอย่างมีดุลยภาพ (พัฒนารอบด้าน ได้สมดุลย์) นี้เป็นวิธีการที่ดีที่สามารถพัฒนาชีวิตของเราจะได้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด ชักช้า หรือ เสื่อมถอย อีกต่อไป

วิธีปรับปรุงชีวิตของตนเองให้ดีพร้อมทุกด้าน

ทุกวันก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนชีวิตของตนเองที่ได้ดำเนินมาตลอดวันว่าเรายัง มีอะไรที่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองได้อีกบ้าง เพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองทุกด้านให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน โดยขอเสนอวิธีคิดดังต่อไปนี้
๑. ให้ถามตัวเองว่า วันนี้ตนเองได้ทำอะไรที่เป็นที่น่าพอใจบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อตนเอง หรือ ผู้อื่น หรือ การสร้างเสริมนิสัยที่ดีงามให้แก่ตนเอง ให้ทบทวนในใจเป็นข้อ ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกพอใจยินดีปราโมทย์ในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป จนรู้สึกเคารพตนเองว่าเป็นบุคคลที่เกิดมาแล้วได้ทำสิ่งที่ดีๆ ฝากไว้กับโลก
ยกตัวอย่าง
๑.๑ ฉันพอใจที่ได้ตื่นแต่เช้าในวันนี้ไม่ตื่นสายเหมือนวันก่อน
๑.๒ฉันพอใจที่ทำงานได้เสร็จก่อนเวลาตามนัดหมาย
๑.๓ฉันพอใจที่ระงับความขุ่นเคืองตอนคุณแม่บ่นได้
๑.๔ฉันพอใจที่ได้มีน้ำใจทักทายเพื่อนบ้านด้วยวาจาอันไพเราะ
ฯลฯ

๒. ให้บอกกับตนเองว่า ความดีที่ทำไปมันยังไม่พอ มันต้องทำให้ดีกว่านี้ มากกว่านี้ เป็นทวีคูณ เพราะถ้าคนเราคิดว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว นั่นแหละครับ เขาเรียกว่า " คนประมาท " ดังนั้นเราจึงควรสร้างความ "ไม่พอใจ" ในความดีที่มีอยู่ คือ ไม่ควรหลงตนเองว่าดีแล้ว แต่ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน คิดฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ นี้เป็นนิสัยประจำตัวของพระพุทธองค์ในสมัยก่อนที่จะตรัสรู้เลยทีเดียว คือ "ความไม่สันโดษในกุศลธรรม"

ยกตัวอย่างวิธิคิด
๒.๑. คุณเอนั่งสมาธิเก่งมาก แต่แกก็สอนตัวเองว่า " ถึงจะนั่งสมาธิได้ดี แต่ฉันยังโกรธง่ายอยู่เลย ไม่ได้เรื่องหรอก คงต้องฝึกเมตตาให้มากกว่านี้ "
๒.๒. คุณดวดขยันทำการงาน จนเจ้านายชมเปาะ แต่แกก็สอนตัวเองว่า " ยังขยันไม่พอหรอกแค่นี้ มันต้องขยันทุกลมหายใจถึงจะดี"
๒.๓. คุณอุ๋ยใจดีมีเมตตา จนเพื่อน ๆ ชมว่าเป็นแม่พระประจำออฟฟิส แต่คุณอุ๋ยก็เตือนตัวเองเสมอว่า " ใจดี แต่ไม่ค่อยจะใช้สติปัญญา อย่างเนี้ยนะ โดนเขาหลอกประจำ ไม่ไหวหรอก "

๓. ให้นึกถึงสิ่งที่บกพร่องของตนเองที่ทำมาตลอดวันว่ามีอะไรบ้าง และให้สร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ไปทำอีกด้วยการ รู้จักติเตียนตนเองให้เกิดความละอายใจ เห็นผลร้ายของนิสัยไม่ดีเหล่านี้ (หิริโอตตัปปะ)
ยกตัวอย่าง
๓.๑. กินข้าวไม่ล้างจาน "แย่จริง น่าละอายมาก เอาเปรียบคนอื่นนี่เรา"
๓.๒.จิ๊กเงินแม่ " โห.. เนรคุณสุด ๆ แม่รู้คงเสียใจแย่เลย "
๓.๓. เปิดดูรูปโป๊บนเน็ต " โรคจิตนี่เรา ทำไมไม่หาอะไรดีๆ มีสาระดูบ้างล่ะ โตแล้วนะ"
๓.๔. นินทาเพื่อน " เลวมาก.. ทำไมเราเป็นคนอย่างนี้ ถ้าคืนอื่นเขานินทาเราม้าง เราจะรู้สึกอย่างไร "
ฯลฯ

๔. ในกรณีที่เป็นความประพฤติผิดศีลธรรม ให้คุณรู้จักสร้างความรู้สึกสำนึกผิดในการกระทำที่ไม่ดีของคุณเอง ด้วยการสารภาพกับใครสักคนหนึ่งที่คุณมีความเคารพ และ ไว้ใจ

การสารภาพสำนึกผิดนี้เองที่จะเป็นการปลดปล่อยจิตวิญญาณของคุณให้พ้นจากความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่ครอบงำคุณมาโดยตลอด

ในสังคมสมมุติสงฆ์ ท่านจึงให้พระภิกษุมาทำการสารภาพความผิด (ปลงอาบัติ) กับหมู่คณะ หากพระภิกษุนั้นได้กระทำความผิดต้องอาบัติข้อใดข้อหนึ่งลงไป (อาบัติเบา) คณะสงฆ์เมื่อได้รับรู้ก็จะให้อภัย และ ช่วยเป็นกำลังใจให้สำรวมระวังต่อไป นี้เป็นบรรยากาศของชุมชนที่ดีงามในอุดมคติ ที่สมาชิกทุกคนในชุมชนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน (น่าเสียดายที่สมัยนี้ ตามวัดต่าง ๆ พระภิกษุทำพอแต่เป็นพิธีๆ จึงไม่ได้รับประโยชน์อะไร )

กระบวนการ "สารภาพผิด" เป็นการฝึกชาวพุทธให้เป็นคนที่รู้จักสำนึกผิดในสิ่งไม่ดีที่ตนได้กระทำลงไป มีผลดีทำให้จิตใจของผู้ที่สารภาพผิดเกิดความโปร่งโล่งสบายใจ (ที่ได้สารภาพผิด ) และ ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติไม่ให้เผลอไปทำสิ่งที่ไม่ดีในอนาคต

อนึ่ง หากคุณเหลียวมองรอบ ๆ ตัวแล้ว ยังมองไม่เห็นมีใครที่คุณพอจะไว้วางใจให้รับฟังความผิดของได้ เราขอแนะนำให้คุณระลึกถึงพระพุทธองค์ (หากคุณเป็นชาวพุทธ ) โดยให้นึกในใจว่าคุณกำลังนั่งสารภาพผิดอยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์ ให้คุณทำการสารภาพด้วยจิตใจที่สำนึกผิด และ สัญญากับพระพุทธองค์ว่าจะสำรวมระวังไม่เผลอพลาดพลั้งไปกระทำอีก

ขั้นตอนนี้หากคุณทำด้วยความศรัทธาและรู้สึกสำนึกผิดจริงๆ นิสัยที่ไม่ดีต่าง ๆ ของคุณที่เคยเปรียบ เสมือนมารผจญที่คอยมารุกรานชีวิตของคุณย่ำแย่มาตลอดชีวิต ก็จะค่อยๆ หมดพิษสงลง จนหมดสิ้นไปในไม่ช้า