Wednesday, June 10, 2009

ทำบุญอย่างไรให้ได้แฟนหน้าตาดี

ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับ "ทาน" มาเป็นหลายเรื่องแล้ว เนื้อหาก็วนเวียนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทว่า ก็ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องของ "ทาน" อันเป็นบุญกิริยาวัตถุขั้นเบสิค พื้นฐานที่สุด ยิ่งเขียนเรื่องศีล ก็ยิ่งแล้วใหญ่ อย่าเพิ่งไปถึงภาวนาเลยครับ มาปูพื้นฐานกันให้แน่นหนาเสียก่อน จะได้ต่อยอดขึ้นไปแล้ว ไม่ไปคว่ำกลางทาง หรือขึ้นสูงถึงยอดหอไอเฟิ่ลแล้ว พังครืน เพราะน็อตที่ฐานไม่แน่นแค่ตัวเดียว

วันนี้ลองมาทำความเข้าใจกับเรื่องกฏแห่งกรรมสักเล็กน้อย ความจริงเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องอจินไตย หนึ่งในสี่เรื่อง หมายถึง เรื่องไม่ควรคิด ๔ ประการ นั่นคือ วิสัยของผู้ได้ฌาน ๑, วิสัยของพระพุทธเจ้า ๑, เรื่องของโลก ๑, และกฏแห่งวิบากกรรม ๑ (พอดีไปอ่านพบเอ็นทรี่ของคุณโก๋ ขออนุญาต นำมาปะไว้เสียเลย เรื่องอจินไตย)

ในศาสนาอื่น กฏแห่งกรรม คือ พระเจ้า ครับ มันซับซ้อนยุ่งยากยิ่งกว่า วงจรโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด เพราะวัน ๆ หนึ่ง คนเราทำกรรม ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว เป็นร้อยอย่าง พันอย่าง แต่ละอย่าง ระยะเวลาให้ผลไม่เท่ากัน ความหนักหน่วงของผลกรรมแต่ละอย่าง ก็ต่างกัน ทำดีวันนี้ กว่าจะได้รับผลของกรรมดี อาจต้องรอตอนแก่ หรือรอไปถึงชาติหน้า ทำชั่วก็เช่นกัน ทำดีกับปุถุชน เช่น ทำทานให้ขอทาน กับทำดีกับพระอริยเจ้า เช่น ถวายภัตตาหารให้พระโสดาบัน ความหนักหน่วงของผลแห่งกรรมดีก็ไม่เท่ากัน และกรรมที่เราทำ ก็มิใช่มีแต่เฉพาะชาตินี้ ทำมาแล้วตั้งแสน ตั้งโกฏิ ล้านชาติ เพราะฉะนั้นต่อให้คิดจนหัวหงอก ตีนกาขึ้น ก็ไม่ได้ข้อสรุป และคิดให้ตาย ก็ไม่ใคร่เกิดประโยชน์อะไร เอาเวลาไปตัดกิเลสดีกว่า และด้วยความยุ่งยากซับซ้อนนี่เอง ทำให้ศาสนาอื่น นิยามกฏแห่งกรรมว่า "พระเจ้า"

อะไรคือนิยามของคำว่า "พระเจ้า" สำหรับข้าพเจ้าแล้ว คือ สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้ ไม่สามารถเข้าใจได้ สิ่งที่ซับซ้อนเหนือความสามารถของมนุษย์ หรือเป็นสิ่งที่หลักธรรมของศาสนา ไม่มีคำตอบ หรือมีคำตอบก็ไม่มีประโยชน์อะไร เช่น ใครสร้างโลก (รู้ไปแล้วได้อะไร) ใครสร้างมนุษย์คนแรก (รู้แล้วก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) สิ่งเหล่านี้ ถ้ารู้แล้วมีความสุข ก็น่ารู้ แต่ถ้ารู้แล้ว เป็นทุกข์ว่า มันจะจริงเร้อ รีบไปค้นคว้าหาหลักฐาน ไปวิเคราะห์โครงสร้างของมนุษย์ว่า วิวัฒนาการมาจากลิงหรือเปล่า ข้าพเจ้าว่า มันไปเพิ่มทุกข์โดยใช่เหตุ

ฉะนั้น อะไรที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็โบ้ยให้พระเจ้าให้หมด เช่น ทำไมถึงเกิดมาพิการ อ๋อ...ก็พระเจ้าให้คุณพิการ แล้วถามต่อว่า ทำไมพระเจ้าถึงให้คุณพิการ คำตอบคือ แผนการของพระเจ้า มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจ ทำนองเดียวกัน ศาสนาพุทธก็บอกว่า มันเป็นกฏแห่งกรรม ชาติที่แล้ว อาจไปทำนั่น ทำนี่ไว้ ชาตินี้จึงเกิดมาพิการ แต่ถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไร ก็ต้องพึ่งคนที่มีญาณวิเศษ และก็จะเป็นปัญหาต่อไปว่า ญาณวิเศษนั้น เชื่อถือได้แค่ไหน ฉะนั้น อนุรักษ์คำตอบนี้ไว้ให้เป็นเรื่อง อจินไตย ไปเถิด เพราะถึงได้คำตอบไป ก็ใช่ว่าคุณจะหายพิการ ประโยชน์ของกฏแห่งกรรมนั้น มีไว้ให้เราเจริญชีวิตให้ถูกทำนองคลองธรรมเท่านั้น เช่น กฏแห่งกรรม บอกว่า เราเกิดเป็นคนขาด้วน เพราะชาติก่อน เคยไปตัดขาคนอื่นไว้ ฉะนั้นชาตินี้ และชาติต่อไป เรา และคนทั้งหลาย ก็ไม่ควรไปตัดขาใครเลย แค่นั้นเอง ใช่ต้องไปนั่งพิสูจน์ว่า ชาตินั้น ฉันเกิดมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ชื่อนายโหด โคตรฆ่าสัตว์ ได้ไปตัดขาของเด็กชายชื่อด้วน ควรไม่มีขา เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ เนื่องจากไปลักพาตัวเด็กมา แล้วผู้ปกครองไม่ยอมจ่ายค่าไถ่ เช่นนั้นพิสูจน์ไป ก็ไม่ได้ประโยชน์กระไร

การทำบุญนั้น ผล หรืออานิสงส์ที่ได้จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือ "บุญ" อะไรคือบุญ บุญคือความสุข บุญคือการละกิเลส มี ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น ได้เคยเขียนไปแล้วหลายรอบ ขอโค้ดมาอีกสักที เดี๋ยวจะลืม

ท่านจึงบัญญัติ คำว่า "บุญ หรือ ทาน" ขึ้น เพื่อเป็นกลไกอันชาญฉลาด น้อมนำให้เกิดการปฏิบัติ

แต่นานไป คนเริ่มลืมไปแล้วว่า บุญ หรือ ทาน คืออะไร

บุญ คือ ความสุขครับ และตัววัดว่า ได้บุญมาก หรือบุญน้อย คือ การละกิเลสครับ

ละกิเลสได้มาก เป็นบุญมาก
ละกิเลสได้น้อย เป็นบุญน้อย
ละกิเลสไม่ได้เลย ไม่เป็นบุญเลย
พอกกิเลสได้มาก เป็นบาปมาก
พอกกิเลสได้น้อย เป็นบาปน้อย
พอกกิเลสไม่ได้เลย ไม่เป็นบาปเลย

อีกส่วนหนึ่งคือ กุศลกรรม อันนี้เป็นหัวข้อที่จะเขียนในวันนี้

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องกฏแห่งกรรม มาทำความเข้าใจกับคำว่า "เรา" เสียก่อน คนทั่วไปมักคิดว่า ร่างกายของเรานี้แหละ คือ "เรา" แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า "เรา" ไม่ใช่ร่างกาย แต่คือ "จิต" ที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราว ดังนั้น ถ้าจะทำความเข้าใจกับเรื่อง กฏแห่งกรรม ก็ขอให้วางความรู้สึกว่า กายนี้ คือ "เรา" ไว้ชั่วคราว คิดเสียว่า "เรา" คือ "จิต" หรือภาษาหรู ๆ เขาเรียกว่า อทิสสมานกาย

ถ้าตัดเรื่องร่างกายของเราออกแล้ว หรือแต่ จิต เพียว ๆ เรื่องกฏแห่งกรรม บุญ บาป เป็นเรื่องไม่ยากครับ ....อ้อ....ขอบอกว่า เรื่องทั้งหลายที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นจินตนาการของข้าพเจ้าคนเดียวนะครับ อ่านแล้วลองเอาไปพิจารณาว่า เข้าท่าหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ได้บังคับให้ท่านทั้งหลาย มาเชื่อตามข้าพเจ้านะครับ

ทำไมเขาถึงว่า ทำทานมาก ๆ ชาติหน้าเกิดมาร่ำรวย อันนั้นเป็นข้อสรุปโดยหยาบ ๆ เรียกว่า เป็นความน่าจะเป็น โดยส่วนใหญ่ ของคนที่ทำทานมาก ๆ แล้ว ชาติต่อไปเกิดมารวย ความจริงแล้วจะจับให้มั่น คั้นให้ตาย ต้องลงดีเทล หรือ ลงรายละเอียดครับว่า ตอนที่เขาทำทาน เขาทำด้วยความรู้สึกเช่นไร กฏแห่งกรรม จะตอบเขาอย่างตรงไปตรงมา ถ้าตัดร่างกายออกแล้ว ก็เหลือแค่ "ใจ" หรือ "ความรู้สึก" ครับ วัตถุทาน เป็นเพียงแค่ "สื่อ" เท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่ง เห็นขอทานหน้าตามอมแมม น่าสงสาร จึงควักเงินออกมา ๑๐ บาท ใส่ขันที่ขอทานถือมา ด้วยความรู้สึก "อยากสงเคราะห์" กฏแห่งกรรมจะตอบเขาด้วยคำตอบที่ว่า เมื่อใดที่เขาอยู่ในสถานะเดือดร้อน ก็จะมีคนรู้สึก "อยากสงเคราะห์" เขาเช่นกัน ผลแห่งกรรมนั้น ไม่อาจประเมินแน่นอนได้ว่า ผลจะได้รับเมื่อไหร่ แต่ที่ยืนยันได้ คือ ต้องได้รับผลนั้นแน่นอน และเมื่อไม่สามารถระบุชี้ชัดลงไปว่า ผลแห่งกรรมดี กรรมชั่ว จะส่งผลเมื่อไหร่ ศาสนาอื่นจึงใช้คำว่า "พระเจ้า" มาตอบ แทนว่า นั่นเป็นแผนการณ์ของพระเจ้า

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง มีคนเขียนเข้ามาว่า เคยเอาข้าวที่ร้านค้า จัดเป็นชุด ๆ สำหรับใส่บาตร ไปลองกินเอง แล้วกินไม่ลง รสชาติห่วยแตก แล้วถามว่า เอาของเช่นนั้น ใส่บาตรพระ บาปหรือไม่ ข้าพเจ้าได้เขียนเม้นท์ตอบไปแล้ว ขออนุญาต นำมาลงที่นี่อีกครั้ง

ทีนี้มาว่ากันถึงว่า ใส่บาตรด้วยของไม่ประณีต จะเป็นอย่างไร

ความจริงเรื่องนี้ (อะ ยาวอีกแล้วเรา) ต้องขออ้างพระพุทธพจน์ก่อนว่า

มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา
ธรรมใดล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด และสำเร็จที่ใจ

ดังนั้นแล้ว วัตถุทาน เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเองครับ ความจริง พระท่านจะฉัน หรือไม่ฉัน ฉันได้ หรือ ฉันไม่ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ มีผลน้อยกว่ามาก ผลที่มากจริง ๆ คือ ใจของคนให้ทานครับ

ระหว่างคนที่ตั้งใจทำอาหารจนสุดฝีมือ ตั้งใจอย่างดี ประณีตสุด ๆ แต่อาหารออกมา เปรี้ยวปรี๊ด เค็มปั๊ด กินแทบไม่ลง เอาใส่บาตร พระฉันแล้วอยากเอาหัวกระแทกฝาผนังตาย กับเศรษฐีเงินล้าน เอาเค้กราคาก้อนละแสน ที่ตัวเองกินเหลือ มาใส่บาตร เค้กชิ้นนั้น อร่อยมาก ๆ พระฉันแล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น ท่านว่า ใครได้บุญมากกว่ากันครับ

คำตอบคือ คนที่ตั้งใจทำอาหารครับ ส่วนเค้กของเศรษฐี เป็นเพียงของเดนที่เขากินเหลือ จะทิ้งก็เสียดาย เอาถวายพระดีกว่า

สองตัวอย่างนี้ ใครละกิเลสได้มากกว่ากันครับ

ยิ่งตอบง่ายเข้าไปใหญ่

ฉะนั้นเห็นแล้วใช่ไหมว่า อาหารจะประณีต หรือ หยาบ จะอร่อย หรือไม่อร่อย เป็นเรื่องรองครับ ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ใจ

มันคนละเรื่องกัน แต่ส่วนใหญ่มันจะไปด้วยกัน แค่นั้นเอง

อย่างอาหารที่ใส่บาตร ถ้าไม่รู้ ไม่เป็นไรครับ เราตั้งใจใส่บาตรอย่างดี ก็ได้บุญไปเรียบร้อย อ๊ะ...ลองกินเองแล้ว ยังกินแทบไม่ได้ แต่ก็ยังใส่บาตรเช่นเดิมอยู่ เพราะเอาสะดวกเข้าว่า อย่างนี้มันมีเจตนาเจือลงไปด้วยครับ ว่าช่างเถอะ ใส่ ๆ ไป พระกินหรือไม่กินก็ช่าง ถือว่า วันนี้ฉันได้ทำบุญแล้ว อย่างนี้มันทำบุญตามประเพณีครับ เปลืองตังค์โดยใช่เหตุ และผลก็น้อยเหลือเกิน

ที่ว่าส่วนใหญ่มันไปด้วยกัน ก็หมายถึง เวลาคนเราตั้งใจทำอาหารอย่างดีที่สุด โอกาสที่อาหารจะออกมา รสชาติแหลกไม่ลง มันไม่ค่อยมีครับ ส่วนใหญ่ ถ้าตั้งใจทำ อาหารก็จะออกมาอร่อย คนเลยเข้าใจไปว่า อานิสงส์มาก เกิดจากอาหารอร่อย พระฉันแล้วแซ่บอีหลี ถ้าบ่แซ่บก็เป็นอันได้บุญน้อย แต่ความจริงแล้ว อานิสงส์มาก อานิสงส์น้อย อยู่ที่ความตั้งใจต่างหาก ตรงนี้ ถ้าย้อนมาดูว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น ก็ตัดร่างกายออกจากการพิจารณาครับ ร่างกายของเรา คนทำอาหาร ตัดทิ้ง ร่างกายของพระ ผู้ฉันอาหาร ตัดทิ้ง เหลือแต่ "ใจ" เพียว ๆ ๒ ดวง อานิสงส์นั้นก็เกิดจาก "ความตั้งใจ" ในการทำอาหาร "ความตั้งใจ" ต้องการสงเคราะห์พระผู้ไม่สามารถเลือกฉันอะไรตามใจตนได้ "ความตั้งใจ" นั่นเขาเรียกอีกอย่างได้ว่า "เจตนา" เจตนาหัง ภิกขะเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นแล คือ ตัวกรรม พอเข้าใจไหมครับ ส่วนอาหารจะอร่อย ไม่อร่อย มันไปเกิดกับร่างกาย ซึ่งเราตัดทิ้งไปจากการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว

เช่นนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า อาหารเป็นเพียง "สื่อ" ของใจเท่านั้นเอง ฉะนั้นอาหารจะอร่อย หรือไม่อร่อย มันก็ทำหน้าที่ของมัน คือ สื่อความตั้งใจ ไปถึงผู้รับทาน เรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็เป็นคำตอบด้วยว่า ถ้าไม่ได้ทำอาหารเอง ระหว่างอาหารราคาแพง กับอาหารราคาถูก อย่างไหนจะได้บุญมากกว่ากัน เพราะการซื้อของ ก็มีเจตนาใส่ลงไปด้วยครับ สมมุติว่า คุณเป็นนายกฯ มีรายได้วันละล้าน คุณเลี้ยงโต๊ะจีนให้พระ โต๊ะละแสน เพื่อความนับหน้าถือตาในสังคม กับยายเพิ้งแก่ ๆ บ้านก่อด้วย ไม้ และสังกะสี มีรายได้วันละ ๒๐ บาท ตั้งใจซื้อหมูปิ้ง ๓ ไม้ ราคา ๑๘ บาทใส่บาตรถวายพระ กำลังใจของใครสูงกว่ากันครับ ระหว่างนายกฯเหลือเงินอีก ๙ แสน กับยายเพิ้งเหลือเงินแค่ ๒ บาท กำลังใจของนายกฯ ก็สูงพอควรเลยทีเดียว ที่สามารถตัดใจจ่ายเงินทีหนึ่งตั้งแสน ถวายพระ แต่เขาก็ยังเหลือเงินอีก เก้าแสน กับยายเพิ้ง เหลือเงินไว้ให้ตัวเองกินข้าวแค่ ๒ บาท ประมาณว่า กูอดก็ได้ ขอให้พระอิ่ม อย่างนี้เรียกว่า กำลังใจในการให้ทาน "เต็ม" ซึ่งกำลังใจ เขาเรียกได้อีกอย่างว่า "บารมี" เช่นนี้ ก็เรียกได้ว่า ทานบารมี เต็ม

แล้วถ้ากำลังใจเต็ม ทำแล้วจะได้อะไร ก็ง่าย ๆ ซื่อ ๆ ทำอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น เมื่อผลของกรรม ถึงวาระของมัน ก็อาจจะให้ผลในลักษณะที่ว่า เกิดมาแล้ว มีแต่คนเอ็นดูรักใคร่ อยากมอบทรัพย์สมบัติให้ หรือ อีกนัยหนึ่ง ให้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเขา แก่เรา เคยทำทานด้วยกำลังใจเท่านี้ ก็จะได้รับทานที่มีกำลังใจประมาณกันตอบแทน ยกตัวอย่าง ยายเพิ้งคนเดิม เกิดมาชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป อาจจะมีวิบากกรรมบางอย่าง ทำให้ไปเกิดในครอบครัวยากจน แต่พอแม่คนใหม่ของยายเพิ้งตั้งท้อง อำนาจแห่งกุศลกรรมที่ยายเพิ้งทำไว้ อาจทำให้พ่อแม่ใหม่ของยายเพิ้ง ร่ำรวยขึ้นทันตาเห็น เพื่อจะได้สงเคราะห์ยายเพิ้งต่อไปในอนาคต สมกับที่ยายเพิ้งได้เคยทำบุญทำกุศลไว้ ใช่เป็นอย่างที่มักเข้าใจกันว่า ลูกคนนี้นำโชคมาให้ เป็นตัวเงินตัวทอง (เฮ้ย...คนนะไม่ใช่เหี้ย) กฏแห่งกรรม ก็เป็นฉะนี้แล

มาถึงเทศกาลสารทจีน ที่เพิ่งผ่านไป เขาไหว้อะไรกัน ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบแล ทราบแต่คนจีนเขานับถือบรรพบุรุษ ซึ่งถ้าใช้หลักการเดียวกันพิจารณา ตัดร่างกายของเรา ร่างกายของบรรพบุรุษ ทิ้งไป ก็จะทราบได้เลยครับว่า ความจริงแล้ว เขาให้เรา "นึกถึง" หรือ "ระลึกถึง" บรรพบุรุษ จิตนั่นแล เป็นตัวนึกถึง ระลึกถึง ไม่ใช่ร่างกายเรานึก ถูกไหม ระหว่างที่เราทำขนมเข่ง ขนมเทียน หรือหมู เห็ด เป็ด ไก่ อะไรก็ตาม ใจก็ระลึกถึงบรรพบุรุษ ว่า "เฮ้ย ท่านชอบเป็ดพะโล้ ยี่ห้อซีพี นี่หว่า...." หรือ อื่น ๆ ระลึกถึงความดีของบรรพบุรุษ นั่นแล คือสิ่งที่บรรพบุรุษรับรู้ หรือเสวยได้ ไอ้พวกเป็ดไก่ ของเซ่นไหว้ต่าง ๆ บรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว ท่านเสพไม่ได้แล้ว แต่ท่านเสพ ความตั้งใจของเรานั่นแล ท่านเสพ ความสุขที่เกิดจากความรู้สึกว่า "เฮ้ย...มันยังจำอั๊วะได้หว่ะ"

นั่นเป็นกุศโลบาย ให้คนรู้จักกตัญญูกตเวที ในศาสนาพุทธกล่าวไว้เลยว่า ความกตัญญูกตเวที เป็นสัญลักษณ์ของคนดี

แล้วเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบูชาพระต้องจุดธูปจุดเทียน การที่เราจุดเทียนบูชาพระ จุดธูปบูชาพระ ก็คือ บูชาพระด้วยแสงสว่าง บูชาพระด้วยกลิ่น(ที่คิดว่า)หอม ไม่ใช่บูชาพระด้วยวัตถุธาตุ คือ เทียน หรือธูปหอม แต่อย่างใด และแสงสว่าง ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา นัตถิ ปัญญาสมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี ปัญญา โลกัสมิง ปัชโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก จิตที่เจตนาบูชาพระ ด้วยแสงสว่าง ก็เปรียบด้วยการบูชาพระธรรม ซึ่งบรรจุไว้ด้วยปัญญา หรือบูชาพระปัญญาธิคุณ อันเป็นประหนึ่งแสงสว่างในโลก ชาติถัด ๆ ไป จึงเกิดมามากไปด้วยปัญญา

อีกสักตัวอย่างหนึ่ง คาดว่า ทุกคนคงรู้จักชูชก ยอดขอทาน เฮียแกขอดะ ขอทุกอย่างที่ขวางหน้า ขอจนได้เมียสาวอายุคราวลูก ขอได้แม้กระทั่งลูกของคนอื่น คือ กัณหา และชาลี ลูกของพระเวสสันดร อยากทราบรายละเอียด อ่านได้ใน http://maha-oath.spaces.live.com/blog/cns!6D66525A182F717E!950.entry แต่ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่อง ความสามารถในการขอทาน ของตาชูชก แต่อยากพูดเรื่องบุพพกรรมของตาชูชก และเมียสาว บุพพกรรมของเมียชูชก ทำให้ต้องได้ผัวแก่ ทราบว่า สมัยหนึ่ง เธอบูชาพระด้วยดอกไม้เหี่ยว ๆ ส่วนตาชูชก บูชาด้วยดอกไม้สด ๆ ใหม่ ๆ ชาตินี้มาเจ๊อะกัน เลยปิ๊งกันด้วยอานิสงส์การบูชาพระด้วยดอกไม้ ต่างชนิดกัน

วิเคราะห์ลงไปครับว่า ทำไมการบูชาด้วยดอกไม้ต่างชนิดกัน ถึงให้ผลเช่นนี้

ดอกไม้คือสัญลักษณ์ของอะไรครับ ดอกไม้คือสัญลักษณ์ของความสวยงาม ถูกไหมครับ ฉะนั้น เจตนาของผู้ที่บูชาพระด้วยดอกไม้ คือ ต้องการบูชาด้วยสิ่งสวยงาม อะ...พิจารณาตามเกณฑ์เดิม ตัดร่างกายของเราออกไป ตัดดอกไม้ออกไป เหลือแต่เจตนา หรือใจ ของผู้ให้ทาน พอเห็นภาพหรือยังครับว่า จิตเรา ตั้งใจบูชาพระ ด้วยของสวยงาม จึงได้สิ่งสวยงามตอบแทน นั่นคือ ชูชกได้เมียเด็ก เมียสวย ส่วนเมียชูชก บูชาด้วยดอกไม้เหี่ยว เลยได้ผัวแก่ ตอบแทน

ฉะนั้นถ้าอยากได้ผัวหล่อ เมียสวย อย่าลืมตั้งเจตนาให้ถูก แล้วบูชาพระด้วยสิ่งสวยงาม หรือชีวิตบัดซบได้ผัวถังเบียร์ เมียบ๊ะจ่าง มาเรียบร้อยแล้ว ก็พึงทราบได้เลยว่า เราไม่เคยบูชาพระด้วยสิ่งสวยงามเลย เริ่มต้นวันนี้ไม่สายครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล.แต่ต้องพึงระลึกไว้ด้วยนะครับว่า การอธิษฐานขอให้ชาติหน้ามีผัวหล่อ เมียสวย พูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือการตั้งความปรารถนาขอให้เกิดอีกนั่นแล เกิดแล้วมีแต่ทุกข์ครับ ทางที่ดีบูชาพระด้วยอะไรก็แล้วแต่ ขออย่างเดียวเลยครับ ขอไม่ต้องเกิดอีก ดีที่สุด

ที่มา

http://akkarakitt.exteen.com/20080819/entry

Thursday, June 4, 2009

ภาวะผู้นำ ศักยภาพและศิลปะแห่งการครองใจคน

ปุจฉา
ภาวะผู้นำ ศักยภาพและศิลปะแห่งการครองใจคน


วิสัชนา

ภาวะผู้นำ

ศักยภาพและศิลปะแห่งการครองใจคน

........................

ว.วชิรเมธี

๑.ใครคือผู้นำ

ผู้นำ ในทางพระพุทธศาสนาตรงกับคำว่า นายก แปลว่า ผู้ที่มีศักยภาพในการเป็นหัวหน้ามหาชน หรือ ผู้ที่มหาชนพอใจในการบทบาทการเป็นผู้นำ และ/หรือ ผู้ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลในการดำเนินรอยตาม หรือ ผู้ที่อำนวยการให้การทำงานประสบความสำเร็จและทุกคนพอใจ

กล่าวอย่างสั้นที่สุด

ผู้นำ คือ ผู้ที่สามารถสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นและผู้อื่นอยากดำเนินตาม

ภาวะผู้นำ ตรงกับคำว่า นายกภาวะ (นา-ยะ-กะ-พา-วะ) แปลว่า คุณสมบัติที่ทำให้เป็นผู้นำ

พระพุทธเจ้า เคยได้รับพระสมัญญานามว่า โลกนายก แปลว่า ผู้นำของชาวโลก หรือ ผู้นำของมนุษยชาติทั้งโลก

ดังนั้น การเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ต้อง สามารถเป็นผู้นำที่สามารถนำคนได้ทั้งโลก หรือเป็นผู้นำที่มนุษยชาติทั้งโลกให้การยอมรับ แต่การประสบความสำเร็จของการเป็นผู้นำในความหมายอย่างสามัญก็คือ การที่ผู้นำช่วยอำนวยการให้การทำงานประสบความสำเร็จและทุกคนพอใจจนเกิดภาวะ คนสำราญ งานสำเร็จ หรือ งานก็สัมฤทธ์ ชีวิตก็รื่นรมย์

๒. ผู้นำสำคัญอย่างไร

ผู้ นำ คือ ผู้กำหนดทิศทาง หรือชะตากรรมขององค์กรที่ตนสังกัด เช่น ผู้นำโลกก็เป็นผู้กำหนดทิศทางหรือชะตากรรมของชาวโลก ผู้นำประเทศก็เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ ผู้นำบริษัทก็เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบริษัท ฯลฯ ผู้นำ เป็นคนอย่างไร องค์กรก็มีชะตากรรมอย่างนั้น ถ้าผู้นำเป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นคนมีความสามารถในการบริหารจัดการ องค์กรหรือบริษัทนั้นๆ ก็มีชะตากรรมไปในทางที่ดี ประสบความสำเร็จในทุกกิจกรรมที่ดำเนินการ แต่ถ้าผู้นำเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนเลว ทุจริตคอรัปชั่น ไร้ความสามารถในการบริหารจัดการ องค์กรหรือบริษัทก็ประสบความล้มเหลว กิจกรรมที่ดำเนินการก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ความสำคัญของผู้นำต่อชะกรรมของคนที่เป็นผู้ตาม หรือต่อองค์กรที่ตนเป็นผู้บริหารนั้นเป็นอย่างไร เห็นได้จากพุทธวัจนะที่ตรัสไว้ว่า

ยามฝูงโคว่ายน้ำข้ามฟาก หากโคจ่าฝูงนำไปตรง โคบริวารก็ว่ายตรง หากโคจ่าฝูงนำไปคด โคบริวารก็ว่ายคดตามไปด้วย

๓.ภาวะผู้นำ

คุณสมบัติที่ทำให้เป็นผู้นำ เรียกว่า ภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำนั้นบางคุณสมบัติก็เป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด เช่น หน้าตา ผิวพรรณวรรณะ บุคลิกภาพ ปฏิภาณในการตัดสินใจ วาทศิลป์ แต่บางอย่างก็สามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้ในภายหลังโดยการศึกษา ฝึกหัด ปฏิบัติจนกลายเป็นความโดดเด่นเฉพาะตัว

คุณสมบัติที่ก่อให้เกิด ภาวะผู้นำ ประกอบด้วย

(๑) คุณสมบัติพื้นฐาน คือ ผู้นำต้องเป็นคนดีที่เรียกว่า สุภาพบุรุษ ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งความเป็นชนชั้นนำ ๗ ประการ

(๒) คุณสมบัติพิเศษ คือ ผู้นำควรมีพลังของการเป็นผู้นำ ๑๒ ประการ

(๓) คุณสมบัติเฉพาะ คือ ผู้นำต้องมีศักยภาพในการตัดสินใจที่ทรงประสิทธิภาพ

(๔) คุณสมบัติทั่วๆ ไป เช่น สถานการณ์แวดล้อม (เช่น คำกล่าวที่ว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ) บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ เงื่อนไขทางวัฒนธรรม หรือทางสังคมในขณะนั้นๆ ที่เกื้อกูลให้ผู้นำสามารถแสดงภาวะผู้นำออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนที่กล่าวกันว่า คนที่เหมาะสม ย่อมมาในเวลาที่เหมาะสม นั่นเอง

๑.เป็นสุภาพบุรุษ (คนดี) ก่อนเป็นผู้นำ

คำว่า สุภาพบุรุษ หมายถึง คนที่ดีพร้อมเพราะกอปรด้วยสมบัติผู้ดีที่ทำให้เป็นชนชั้นนำ ๗ ประการ

(๑) รู้จักเหตุ คือ รู้หลักการว่าเรื่องต่างๆ ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องต้องทำมีหลักการอย่างไร เช่น หลักการของการเมือง คือ การรับใช้ประชาชน ไม่ใช่การกดขี่ ข่มเหงรังแกประชาชน

(๒) รู้จักผล คือ รู้จุดมุ่งหมาย เช่น รู้ว่า จุดมุ่งหมายของการเมือง คือ การ สร้างประโยชน์สุข แก่มหาชน ไม่ใช่การ แสวงหาผลประโยชน์

(๓) รู้จักตน คือ ดูตัวเองออก บอกตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น เห็นตัวเองชัด

(๔) รู้จักประมาณ คือ รู้ว่าความพอดีของสิ่งต่างๆ ควรอยู่ตรงไหน

(๕) รู้จักกาล คือ รู้จักการบริหารเวลาโดยการเห็นคุณค่าของเวลา ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งรู้ว่าเวลาไหน ควรทำ หรือไม่ควรทำอะไร

(๖) รู้จักเข้าสังคม คือ รู้จักการวางตนให้อยู่ในสังคมอย่างสมกับบทบาทหรือสถานภาพทางสังคมของตน

(๗) รู้จักเลือกคบคน คือ รู้จักเลือกคบคนดนดีมีปัญญา ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน

ล้มแล้วเหยียบ

ฝรั่งมีสำนวนประโยคหนึ่งว่า “Add insult to injury” หมายถึงการเหยียบซ้ำ

พลาดแล้วถูกซ้ำเติมเป็นเรื่องเราต้องเคยเจอสักครั้งหนึ่ง

เคยไหมที่คุณขับรถฝ่าไฟแดง แล้วไม่ถูกตำรวจจับ และคนข้างๆ บอกประชดว่า “ขับรถเก่งจัง”

แต่ครั้นทำอย่างเดียวกันอีกครั้ง แล้วถูกตำรวจจับ จะได้รับคำซ้ำเติมว่า “บอกว่าอย่าฝ่าไฟแดง แล้วไง โดนใบสั่งจนได้”

ความผิดพลาดอาจเป็นความเสียหาย แต่ก็เป็นความเสียหายในระดับหนึ่ง การซ้ำเติมทำให้ความเสียหายนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม และทำให้ปัญหานั้นแก้ไขยากขึ้น

มีตัวอย่างมากมายที่เมื่อเด็กสอบตก พ่อแม่ก็ดุด่าเด็กจนเด็กกลัว ทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด เสียอนาคตไปเลย

บางเหตุการณ์เกิดมานานหลายสิบปี ยังรื้อฟื้นขึ้นมา และยังสามารถโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในเรื่องที่จบไปนานแล้ว

บางคนติดนิสัยด่าคนที่ทำพลาด ตอกย้ำทุกครั้งที่ทำผิด และทุกครั้งที่คิดการใหม่ ด้วยประโยค “ทำไปทำไม เดี๋ยวก็คงผิดอย่างเดิมอีก”

ด้วย ‘กำลังใจ’ แบบนี้ ถึงไม่ทำผิด ก็คงต้องผิดสักวัน

ประโยคยอดนิยมคือ :
"บอกแล้วว่าอย่าทำๆ"
"เห็นมั้ย ฉันว่าแล้ว ผิดซะเมื่อไหร่"
"นึกแล้วเชียว"
"สมน้ำหน้า เตือนแล้วไม่ฟัง"



การกระหน่ำซ้ำคนที่ทำผิดพลาดไม่ใช่กุศโลบายที่ดี โดยเฉพาะในฐานะของผู้นำ

ด่าไปแล้วก็ไม่ช่วยให้ความผิดพลาดกลับคืนสู่สภาพเดิมได้

มองโลกในแง่ดีว่า ไม่มีใครอยากทำผิด ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี

ภาษิตฝรั่งว่า “Don't cry over spilt milk.”

ทำน้ำนมหกไปแล้วก็อย่าเสียเวลาคร่ำครวญกับมัน เสียเวลาเปล่า เพราะไม่มีทางที่จะนั่งยานเวลาย้อนกลับไปป้องกันเหตุการณ์นั้นได้

การเหยียบซ้ำก็เหมือนการถูกมีดบาดแล้วโรยเกลือซ้ำ บางครั้งอาจทำให้คนทำผิดพาลไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น หรือแสดงออกด้วยการประชด ตั้งใจทำผิดซ้ำสองอีก

คนทำผิดส่วนใหญ่เรียนรู้จากความละอายใจมากกว่าจากคำด่า

มองโลกในแง่ดีคือเมื่อรู้จักให้อภัย เมื่อนั้นความผิดพลาดนั้นๆ ก็อาจคุ้มค่ากับความเสียหาย เพราะต่างคนต่างได้รับบทเรียน


บทความโดย....วินทร์ เลียววาริณ

คำบวกคำลบ

นักเขียนสุนทรพจน์พิถีพิถันกับการเลือกใช้คำเช่นเดียวกับจิตรกรเลือกใช้สี และขนาดพู่กัน เพราะหากเลือกคำไม่เหมาะสมเพียงคำเดียว ความหมายก็อาจผิดไปเลย หรือเป็นแง่ลบได้โดยไม่ตั้งใจ

ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งใช้สโลแกนโฆษณาว่า "เค็ม... แต่ดี" แม้ว่าความหมายจะชัดเจนว่าความเค็มช่วยรักษาเหงือกและฟันให้แข็งแรง คำว่า 'แต่' มีนัยของด้านลบอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ชอบยาสีฟันรสเค็ม

หากจะพูดแบบด้านบวกก็คือ "เค็ม... จึงดี" จะสวยงามกว่า นั่นคือก็เพราะมันเค็ม มันจึงดี

โฆษณาบ้านจัดสรรหลายแห่งใช้คำว่า "ราคาเพียง 35 ล้าน" หรือ "แค่ 35 ล้านบาท"

35 ล้านบาทย่อมไม่ใช่เงินเล็กน้อย การใช้คำว่า 'เพียง' หรือ 'แค่' จึงเหมือนกับคนพูดอยู่ในอีกจักรวาลหนึ่ง

'ราคาเพียงหนึ่งพันบาท' กับ 'ราคาถึงหนึ่งพันบาท' อาจให้ความหมายต่างกัน ขึ้นกับลักษณะการใช้ เช่น เมื่อได้รับส่วนลดในการซื้อรถยนต์คันหนึ่งเป็นเงินหนึ่งพันบาท ถ้าคนขายใช้คำว่า "ลดให้ถึงหนึ่งพันบาท" คนซื้ออาจรู้สึกว่าลดไม่มาก แต่หากเป็นการซื้อรองเท้าหรือเสื้อผ้า "ลดให้ถึงหนึ่งพันบาท" อาจจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามาก

การใช้คำเล็กๆ น้อยๆ จึงมีความสำคัญ

ในชีวิตจริงของคนเรา ต้องเจอะหน้าเจอตาผู้คนมากมาย เราไม่อาจเลี่ยงการพูดจากับคนอื่น มันจะเป็นเครื่องมือหรืออาวุธก็แล้วแต่การใช้ การใช้คำพูดที่เหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเจ้านายสั่งงานลูกน้องว่า "ทำให้เสร็จภายในห้าโมงเย็น" อาจให้ความรู้สึกต่างกับ "ขอโทษด้วยที่เร่งคุณ แต่ช่วยทำให้เสร็จภายในห้าโมงเย็นนะครับ"

ในหลายกรณี คนที่ใกล้ชิดกันมักจะลืมไปว่า คำพูดอ่อนโยนยังเป็นสิ่งจำเป็น เช่นสามีพูดกับภรรยาว่า "เอาน้ำมาแก้วนึง" ย่อมให้ความรู้สึกต่างจาก "ช่วยรินน้ำมาแก้วนึงได้มั้ยจ๊ะ" แค่เติม 'จ๊ะจ๋า' ในประโยค ความรู้สึกก็ต่างกันใหญ่หลวง

ภรรยาบางท่านนิยมใช้คำว่า "นี่คุณ" นำหน้าประโยค คำนี้มีนัยของแง่ลบอยู่บ้าง เพราะ "นี่คุณ" มีความหมายในเชิงว่า ประโยคที่ตามคำนี้จะเป็นประโยคคำสั่ง แค่เปลี่ยนคำนี้เป็น "คุณคะ" หรือ "คุณขา" ก็ดีกว่าเดิมหลายเท่า

จริงไหมจ๊ะ?


บทความโดย...วินทร์ เลียววาริณ