Tuesday, May 6, 2008

มิวสิควีดีโอ วิสาขบูชา

video


ขอขอบคุณ DMC.TV

ตำนานตักบาตรเทโว

วันตักบาตรเทโวโรหณะ (วันพระเจ้าเปิดโลก) สรุปโดยย่อ

วันเทโวโรหณะ คือ วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ ในดาวดึงส์พิภพถ้วนไตรมาส และตรัสพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ในเทวโลกนั้นมาตลอด 3 เดือน พอออกพรรษาแล้ว ก็เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ โดยเสด็จลงทางบันไดสวรรค์ ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร อันตั้งอยู่เหนือกรุงสาวัตถี วันเสด็จลงจากเทวโลกนั้นเรียกว่า “วันเทโวโรหณะ” ตรงกับวันมหาปวารณา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วันนั้นถือกันว่า เป็นวันบุญกุศลที่สำคัญวันหนึ่ง ของพุทธบริษัท รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จึงพร้อมกันทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นการฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

ตำนานตักบาตรเทโว (เทโวโรหณะ)

สมัยหนึ่ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์แล้วเสด็จไปจำพรรษา ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในดาวดึงส์เทวโลก เพื่อจะตรัสพระสัทธรรมเทศนาสัตตปกรณาภิธรรม โปรดพระพุทธมารดา

ครั้นถึงวันปวารณา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงปวารณาพระวัสสาแล้ว เสด็จจากดาวดึงส์ภิภพ มาสู่มนุษย์โลกโดยบันไดทิพย์ทั้ง 3 คือ บันไดทอง อยู่ ณ เบื้องขวา บันไดเงิน อยู่ ณ เบื้องซ้าย บันไดแก้ว ประดิษฐานอยู่ ณ ท่ามกลาง และเชิงบันไดทั้ง 3 นั้นจรดพื้นภาคปฐพี ณ ที่ใกล้เมือง สังกัสสนคร และศรีษะบันไดเบื้องบนจรดยอดเขาพระสิเนรุราช อันเป็นที่ตั้งแห่งดาวดึงส์ภิภพ บันไดทองเป็นที่ลงแห่งหมู่เทวดาตามส่งเสด็จ บันไดเงินเป็นที่ลงแห่งหมู่พรหม บันไดแก้วท่ามกลางเป็นทางเสด็จของพระบรมครูสัพพัญญูเจ้า

วันพระเจ้าเปิดโลก

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จเหนือยอดเขาสิเนรุราช ทอดพระเนตรเครื่องสักการบูชาแห่ง เทพยาดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ทรงแสดง “โลกวิวรณปาฏิหาริย์” คือเปิดโลก โดยทอดพระเนตรไปในทิศาภาคเบื้องบน ในกาลนั้น อันว่าเทวโลกและพรหมโลกทั้งหลาย ก็แลตลอดโล่งเป็นลานอันเดียวกันทั้งสิ้น แล้วทอดพระเนตรไปในฝ่าย อโธภาคเบื้องต่ำในขณะนั้น อันว่าอโธทิศก็แลโล่งเป็นลานอันเดียวตลอดถึงอเวจีเป็นที่สุด แล้วก็ทอดพระเนตรไปในทิศต่าง ๆ ทั้ง 8 ทิศ อันว่าพ้นแห่ง

จักรวาลทั้งหลายเป็นอันมาก ก็แลโล่งตลอดไปเป็นลานอันเดียวกัน ในกาลนั้น สวรรค์แลมนุษย์กับทั้งนรก ก็แลเห็นกันปรากฏทั่วทั้งสิ้นมิได้มีที่ปิดบังทั้งหมื่นโลกธาตุ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงแสดงพระวิวรณาปาฏิหารย์บันดาลเปิดโลก ให้เห็นกันเป็นมหัศจรรย์จึงเรียก “พระเจ้าเปิดโลก”

ครั้นแล้ว สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาจากเทวโลก โดยมณีมัยบันไดในท่ามกลางเทพยดาทั้งหมื่นโลกธาตุ มีองค์อัมรินทร์ทราธิราชเป็นอาทิ ก็ลงมาทางบันไดทองเบื้องทักษิณปรัศว์ ท้าวสหัมบดีพรหมกับหมู่บริษัท ก็ลงทางหิรัญบันไดฝ่ายวามภาคทั้งสิ้น และปัญจสิงขรคันธัพพเทวบุตร ก็ถือซึ่งพิณมีพรรณดังผิวมะตูมสุก ดีดขับร้องนำเสด็จพระสัพพัญญูไปในเบื้องหน้า และเชิงบันไดทั้ง 3 นั้น ลงประดิษฐานบนแผ่นพื้นศิลาใหญ่ ใกล้ประตูเมืองสังกัสสนคร ที่อันนั้นได้นามกรปรากฏว่า “อจลเจดีย์”

การทำบุญตักบาตรเทโว โดยนั้นแห่งประวัตินี้ เท่ากับทำบุญตักบาตรต้อนรับพระพุทธองค์ ในความเสด็จลงจากเทวโลกนั่นเอง ของทำบุญที่นิยมกันเป็นพิเศษในกาลทานนี้คือ ข้าวต้มลูกโยน ซึ่งเอาข้าวเหนียวมาห่อด้วยใบมะพร้าวไว้หางยาว แล้วไฉนจึงนิยมทำบุญด้วยข้าวต้มลูกโยนนั้น กล่าวกันว่าในครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดา ถูกห้อมล้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ ผู้ที่เข้าถึงพระองค์ก็มี ผู้ที่เข้าไม่ถึงพระองค์ก็มี ดังนั้นผู้ที่เข้าไม่ถึงพระองค์ ก็ต้องโยนเข้าไป การที่ขนมชนิดนี้จ้องไว้หางยาวก็เพื่อว่า เมื่อโยนไปจะได้แม่นยำตรงทางเพราะมีหาง หากไม่เช่นนั้นก็จะเฉไปทางอื่น

เมื่อถึงวันกำหนดตักบาตรเทโว พุทธศาสนิกชนมักบอกกล่าวกันให้รู้วัน และสถานที่ ในบางแห่งทำกันเป็นการครึกครื้นและเห็นจริงเห็นจัง โดยนัยแห่งประวัติข้างต้น คือให้คฤหัสถ์แต่งตัวเป็นเทวดา เป็นพรหม อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นล้อเลื่อนมีบุษบก และมีบาตรตั้งอยู่ข้างหน้าบ้าง พวกทายกทายิกาตั้งแถวเรียงรายคอยใส่บาตร สรุปได้ว่าทำให้ใกล้กับความจริง เพื่อเป็นการระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แนวการจัดขบวนต่างๆ ในการตักบาตรเทโว

1. ขบวนธงชาติและธงเสมาธรรมจักร รอรับที่หน้าบันไดทางขึ้นพระเจดีย์

2. ขบวนปัญจสิงขรคันธัพเทวบุตร ถือพิณ, หรือซออู้ ดีดนำขบวนลงมาตั้งแต่บนพระเจดีย์ตลอดจนสิ้นการรับบิณฑบาตรของพระสงฆ์

3. ขบวนรถที่ประดับด้วยดอกไม้และมีการแต่งกายเป็นพระพรหมนำพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร นำขบวนตลอดจนสิ้นการรับบิณฑบาตรของพระสงฆ์

4. ขบวนพระอินทร์, และพระชายาทั้งสี่คือ นางสุธรรมา, นางสุนันทา, นางสุชาดา, นางสุจิตรา, และเทพบุตรนางอัปสร (เทพธิดา) ถือพานดอกไม้โปรยดอกไม้ไปตลอดการรับบิณฑบาตรของพระสงฆ์

5. ขบวนฆ้องลั่นสัญญาณนำขบวนตลอดจนสิ้นการรับบิณฑบาตรของพระสงฆ์

6. ขบวนพระสงฆ์รับบิณฑบาตร

ที่มา http://www.boxboon.com

การทอดกฐิน

ประวัติความเป็นมาของกฐินที่เป็นปฐมเหตุสำคัญของการจัดทำผ้ากฐิน มีความเป็นมาว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ครั้งนั้นพระภิกษุชาวเมืองปาฐา 30 รูป บางรูปถือการอยู่ป่า การเที่ยวบิณฑบาต การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ซึ่งเป็นผ้าเก็บตกมาปะติดปะต่อทำเป็นจีวรไม่เกิน 3 ผืน พากันเดินทางจะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อมาถึงเมืองสาเกด ก็ถึงวันเข้าพรรษา จึงต้องจำใจเข้าพรรษาอยู่ในเมืองสาเกด แต่ด้วยระลึกถึงสมเด็จพระบรมศาสดามาก พอออกพรรษาที่ฝนยังตกน้ำท่วม พื้นที่เต็มไปด้วยโคลนตม ไม่เหมาะแก่การสัญจรไปมา แต่ภิกษุเหล่านั้นยังรีบออกจากเมืองสาเกดเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที

ทั้งที่พระแต่ละรูปมีสบงจีวรชุ่มไปด้วยน้ำและโคลนตม เมื่อภิกษุทั้งหมดถึงที่ประทับกราบนมัสการเรียบร้อย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามถึงทุกข์สุข และทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงทรงปรารภและอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้วสามารถกรานกฐินได้คือ การลาดไม้สะดึงหรือไม้แบบลงไป แล้วนำเอาผ้าที่ได้มาทาบแบบและตัดผ้าตามแบนั้น แจกแก่ภิกษุได้ และเมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ไม่อนุญาตให้พระสงฆ์รับจีวรเป็นเวลาเกือบ 20 ปี คนที่ถวายผ้าจีวรคนแรกคือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ที่ได้รับผ้าวาติกะ จากพระเจ้าจันทปัชโชติ เป็นผ้าที่ดีที่สุด โดยนำผ้าไปขอพรจากพระพุทธองค์ให้ได้รับผ้าผืนนั้นไว้ รวมทั้งขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์รับผ้าได้ เหมือนที่นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ขอพรถวายผ้าอาบน้ำฝน

ครั้นสมัยพุทธกาลมีบัญญัติว่าต้องทำผ้าให้เสร็จในวันเดียว เมื่อพระรับผ้าจากญาติโยมจะเก็บผ้าค้างคืนไว้ไม่ได้ ต้องไตร่ตรองว่าจะทำผ้าผืนใดผืนหนึ่งในสามผืนคือ ผ้าอุตราสงค์, ผ้าอันตราวาสก ผ้าสบง (สังฆาฏิ, สบง, จีวร) เมื่อมีเวลาจำกัด

ส่วนมากมักนำผ้ามาทำเป็นผ้าสบง มีความยาวผ้า 2 เมตรครึ่ง กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร เมื่อเสร็จการทำผ้า ในตอนเย็นพระสงฆ์จะเข้าโบสถ์ประชุมสงฆ์ ปัจจุธรณ์ถอนผ้า พินทุอธิษฐาน กรานกฐิน และพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นการเสร็จขั้นตอน

วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

๓.อนาคามีโลกุตรภูมิ (แผนภูมิตามพระไตรปิฎก) ๔.อรหัตโลกุตรภูมิ

๑.โสดาบันโลกุตรภูมิ ๒.สกทาคามีโลกุตรภูมิ
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~

โลกเบื้องสูง

ปฐมฌาณภูมิ ๓ , ทุติยฌาณภูมิ ๓ , ตติยฌาณภูมิ ๓ , และ

พรหมภูมิตั้งแต่ชั้นที่ ๑๐ - ๒๐

(แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์)

รูปพรหม ชั้นที่ ๑-๑๖ / อรูปพรหม ชั้นที่ ๑๗-๒๐

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๙ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๒๐ คือ สัญญานาสัญญายตนภูมิ เนวอากิญจัญญายตนภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๗ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๑๘ คือ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๕ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๑๖ คือ สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ อกนิฎฐาสุทธาวาสภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๓ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๑๔ คือ อตัปปาสุทธาวาสภูมิ สิทัสสาสุทธาวาสภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๑ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๑๒ คือ อสัญญสัตตาภูมิ อวิหาสุทธาวาสภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๙ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๑๐ คือ สุภกิณหาภูมิ เวทัปผลาภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๗ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๘ คือ ปริตตสุภาภูมิ อัปปมาณสุภาภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๕ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๖ คือ อัปปมาณาภาภูมิ อาภัสสราภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๓ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๔ คือ มหาพรหมาภูมิ ปริตตาภาภูมิ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑ คือ *พรหมโลก ชั้นที่ ๒ คือ พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมปุโรหิตาภูมิ

********************

โลกเบื้องกลาง

เทวภูมิ ๖ กับ โลกมนุษย์ ๑ (แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๔๒,๐๐๐ โยชน์)

โลกสวรรค์

*สวรรค์ชั้นที่ ๕ คือ *สวรรค์ชั้นที่ ๖ คือ นิมมานรตีภูมิ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

*สวรรค์ชั้นที่ ๓ คือ *สวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ ยามาภูมิ ดุสิตาภูมิ

*สวรรค์ชั้นที่ ๑ คือ *สวรรค์ชั้นที่ ๒ คือ จาตุมหาราชิกาภูมิ ตาวตึงสาภูมิ

โลกมนุษย์

ได้แก่ มนุษย์ภูมิ ๔ จำพวก

๓.ผู้สว่างมาแล้วมืดไป ๔.ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป

๑.ผู้มืดมาแล้วมืดไป ๒.ผู้มืดมาแล้วสว่างไป

?????????????????????????????????

โลกเบื้องต่ำ

อบายภูมิ ๔ ได้แก่ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก

-ดิรัจฉานภูมิ -เปตติวิสยภูมิ -อสุรกายภูมิ

มหานรก ๘ ขุม

(แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน์)

-มหานรก ขุมที่ ๑ คือ สัญชีวนรก -มหานรก ขุมที่ ๒ คือ กาฬสุตตนรก

-มหานรก ขุมที่ ๓ คือ สังฆาฏนรก -มหานรก ขุมที่ ๔ คือ โรรุวนรก

-มหานรก ขุมที่ ๕ คือ มหาโรรุวนรก -มหานรก ขุมที่ ๖ คือ ตาปนนรก

-มหานรก ขุมที่ ๗ คือ มหาตาปนนรก -มหานรก ขุมที่ ๘ คือ อเวจีนรก

อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม

(อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๕ ของมหานรกแต่ละขุม)

-อุสสทนรก ขุมที่ ๑ คือ คูถนรก -อุสสทนรก ขุมที่ ๒ คือ กุกกุฬนรก

-อุสสทนรก ขุมที่ ๓ คือ สิมปลิวนนรก -อุสสทนรก ขุมที่ ๔ คือ อสิปัตตวนนรก

-อุสสทนรก ขุมที่ ๕ คือ เวตรณีนรก

ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม

(อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม)

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๑ คือโลหกุมภีนรก -ยมโลกนรก ขุมที่ ๒ คือ สิมพลีนรก

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๓ คือ อสินขะนรก -ยมโลกนรก ขุมที่ ๔ คือ ตามโพทะนรก

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๕ คือ อโยคุฬะนรก -ยมโลกนรก ขุมที่ ๖ คือ ปิสสกปัพพตะนรก

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๗ คือ ธุสะนรก -ยมโลกนรก ขุมที่ ๘ คือ สีตโลสิตะนรก

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๙ คือ สุนขะนรก -ยมโลกนรก ขุมที่ ๑๐ คือ ยันตปาสาณะนรก

โลกันตร์นรก ๑ ขุม

-โลกันตนรก

โลกนรก ๔๕๗ ขุม ประกอบด้วย มาตรระยะทาง

-มหานรก ๘ ขุม - ๑๒ นิ้ว = ๑ คืบ, ๒ คืบ = ๑ ศอก

-อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม - ๔ ศอก = ๑ วา (๒ เมตร),

-ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม - ๒๐ วา = ๑ เส้น (๔๐เมตร)

-โลกันตร์นรก ๑ ขุม - ๔๐ เส้น = ๑ ไมล์ (๑.๖๐๙ กม.),

- ๔๐๐ เส้น = ๑ โยชน์ (๑๖.๐๙ กม.)

หนังสืออ้างอิง :

-พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ปรมัตถโชติกะ (ปริเฉทที่ ๕ เล่ม ๑) โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ กทม.๒๕๔๐

-พระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร ป.ธ.๙) สำนักพิมพ์ดอกหญ้า กทม.

-มุนีนาถทีปนี ๒๕๓๙ , -ภูมิวิลาสินี ๒๕๔๐ , -กรรมทีปนี ๒๕๔๕ , -โลกทีปนี ๒๕๔๕

-บุญชู ศรีมุษิกโพธิ์ (มศว.ประสานมิตร) วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

-ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรม ภาษาไทย ๒๕๔๒ ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ กทม.๒๕๔๖

อริยะบุคคล ๔ ขั้น และวัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

อริยะบุคคล ๔ ขั้น และวัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

อริยะบุคคล ๔ ขั้น

๑.อรหัตโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นสูงสุด) มี ๒ ประเภท

๑.๑ เจโตวิมุตติ เป็นผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานได้ฌาณก่อน แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนสำเร็จพระอรหันต์ หรือ ผู้ที่ปฏิบัติเฉพาะวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อได้มรรคผลนั้นพร้อมกับได้วิชชา ๓ (อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘) สามารถแสดงฤทธิ์ได้

วิชชา ๓ (อภิญญา ๖,ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘) คือ

อภิญญา ๖ คือ เป็นความรู้ชั้นสูงอันเกิดจากการ ปฏิบัติสมถวิปัสสนา ประกอบด้วย ๑.อิทธิวี แสดงฤทธิ์ได้ ๒.ทิพโสต มีหูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ สามารถทายใจคนอื่นได้ ๔.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕.ทิพจักขุ (จุตูปปาตญาณ) มีตาทิพย์ ๖.อาสวักขยญาณ คือทำให้อาสวะกิเลส(กิเลสละเอียด) หมดสิ้นไป (๕ อย่างแรก เป็นโลกียอภิญญา เสื่อมได้ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพาน อย่างที่ ๖ คือ อาสวักขยญาณ เป็นโลกุตรอภิญญา ทำให้กิเลสหมดสิ้น บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้)

ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ คือ ปัญญาแตกฉาน มี ๔ อย่างด้วยกัน คือ ๑.อัตถปฏิสัมภิทา แตกฉานในทางอรรถ ๒.ธัมมปฏิสัมภิทา แตกฉานในทางธรรม ๓.นิรุตติปฏิสัมภิทา แตกฉานในทางนิรุกติหรือภาษา ๔.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แตกฉานในทางปฏิภาณ

วิโมกข์ ๘ คือ ๑.ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ๒.ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก ๓.บุคคลย่อมน้อมใจไปว่า สิ่งนี้งามทีเดียว ๔.เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา บุคคลย่อมเข้าถึงซึ่งอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ๕.เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ๖.เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรดังนี้อยู่ ๗.เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะ บุคคลย่อมเข้าซึ่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ๘.เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ธรรมทั้ง ๘ นี้ ควรทำให้แจ้ง เป็นของจริงแท้แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบฯ

๑.๒ ปัญญาวิมุตติ สำเร็จพระอรหันต์ด้วยการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานล้วนๆ ไม่ได้บำเพ็ญ สมรรถกรรมฐานมาก่อนเลย เรียกว่า สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ คือ ผู้ปฏิบัติทำให้ฌาณแห้งแล้ง (ไม่สามารถทำการสังคายนาพระไตรปิฏกได้ เพราะมีแต่ญาณละกิเลส แต่มิได้มีญาณหยั่งรู้ในการระลึกชาติผู้ใดได้)

ผู้ถึงภูมินี้เป็นผู้ที่สมควรแก่การบูชา ของเหล่าเทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย เพราะสิ้นกิเลสโดยตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ สามารถเข้าอรหัตผลสมาบัติ เสวยอารมณ์พระนิพพานได้ตามปรารถนา และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกในวัฏสงสาร เมื่อถึงอายุขัยก็ดับขันธ์ปรินิพพาน

๒.อนาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๓)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอนาคามี จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก แบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

๒.๑ อันตราปรินิพพายี สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งแรกของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่

๒.๒ อุปทัจจปรินิพพานยี สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งหลังของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่

๒.๓ อสังขารปรินิพพายี สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานในพรหมโลกที่สถิตอยู่โดยสะดวก สบายไม่ต้องใช้ความเพียรมาก

๒.๔ สสังขารปรินิพพายี สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานในพรหมโลก โดยต้องพยายามอย่างแรงกล้า

๒.๕ อุทธังโสตอกนิฏฐคามี ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมโลก ชั้นต่ำที่สุด (อวิหาสุทธาวาสพรหมโลก) แล้วจึงจุติไปเกิด ชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ปรินิพพานในอกนิฏฐพรหมโลก

๓.สกทาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๒)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่า พระอริยบุคคลสกทาคามี ซึ่งจะเกิดอีกเพียงชาติเดียว แบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

๓.๑ ผู้ถึงภูมินี้ในโลกมนุษย์ และบรรลุพระอรหัตผลในมนุษย์โลก

๓.๒ ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษย์โลกแล้ว ไปบรรลุพระอรหัตผลในเทวโลก

๓.๓ ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลก และบรรลุพระอรหัตผลในเทวโลก

๓.๔ ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลกแล้วมาบรรลุพระอรหัตผลในมนุษย์โลก

๓.๕ ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษย์โลกแล้วจุติไปเกิดในเทวโลกแล้วกลับมาบรรลุพระอรหัตผลในมนุษย์โลก

๔.โสดาบันโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๑)

ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยบุคคลโสดาบัน แบ่งเป็น

๔.๑ เอกพิชีโสดาบัน จะเกิดอีกชาติเดียว แล้วก็บรรลุพระอรหัตผล ปรินิพพาน

๔.๒ โกลังโกลโสดาบัน จะเกิดอีก ๒-๖ ชาติ เป็นอย่างมากแล้วก็บรรลุพระอรหัตผล ปรินิพาน

๔.๓ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน จะเกิดอีกย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ แล้วก็บรรลุพระอรหัตผล ปรินิพพาน

วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

ภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิดใน โลกเบื้องสูง โลกเบื้องกลาง และโลกเบื้องต่ำ

โลกเบื้องสูง (พรหมโลก)

มาเกิดได้ด้วยผลจากการทำฌาณ และบุพกรรมดีขณะเป็นมนุษย์ ฌาณเป็นการทำสมาธิในระดับลึก ซึ่งสมาธิมีอยู่ ๓ ระดับ สมาธิขั้นต้น เรียกว่า ขณิกสมาธิ สมาธิขั้นกลาง เรียกว่า อุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงเรียกว่า อัปปนาสมาธิ ฉนั้น จิตที่ดับลงในขณะที่เข้าฌานทั้ง ๓ ขั้นส่งผลดังนี้

ปฐมฌานภูมิ ๓, ทุติยฌานภูมิ ๓, ตติยฌานภูมิ ๓, และพรหมภูมิตั้งแต่ชั้นที่ ๑๐-๒๐ (แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์) รูปพรหม ชั้นที่ ๑-๑๖ อรูปพรหม ชั้นที่ ๑๗-๒๐

บุพกรรม ที่นำมาเกิดในโลกเบื้องสูง

*พรหมโลก ชั้นที่ ๒๐ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยความประณีตเป็นอย่างยิ่ง มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อรูปพรหม อายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน และสำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๙ คือ อากิญจัญญายตนภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌาณที่อาศัยนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๖๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม เป็นโยคีฤาษีผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาณ และสำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๘ คือ วิญญาณัญจายตนภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยวิญญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๔๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน และสำเร็จวิญญาณัญจายตนฌาน

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๗ คือ อากาสานัญจายตนภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติซึ่งไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๒๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้จตุตถฌานแล้ว และสำเร็จอากาสานัญจายตนฌาน

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๖ คือ อกนิฎฐาสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวิเศษโดยไม่มีความเป็นรองกัน พระพรหมอนาคามี อายุ ๑๖,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีปัญญินทรีย์แก่กล้า

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๕ คือ สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า พระพรหมอนาคามี อายุ ๘,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาน และเจริญวิปัสสนาภาวนาสำเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีสมาธินทรีย์แก่กล้า

* พรหมโลก ชั้นที่ ๑๔ คือ สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใส พระพรหมอนาคามี อายุ ๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลโดยมีสตินทรีย์แก่กล้า

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๓ คือ อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่มีความเดือดร้อน พระพรหมอนาคามี อายุ ๒,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีวิริยินทรีย์แก่กล้า

* พรหมโลก ชั้นที่ ๑๒ คือ อวิหาสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติของตน พระพรหมอนาคามี อายุ ๑,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีสัทธินทรีย์แก่กล้า

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๑ คือ อสัญญสัตตาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งกลาย ผู้ไม่มีสัญญา (พรหมลูกฟัก) อายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญมสมถภาวนาสำเร็จจตุตถฌาน และเป็นผู้มีสัญญาวิราคภาวนา

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑๐ คือ เวทัปผลาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์ พระพรหม อายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่เจริญสมถภาวนาสำเร็จจตุตถฌาน

*พรหมโลก ชั้นที่ ๙ คือ สุภกิณหาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงาม แห่งรัศมีออกสลับปะปนไปอยู่เสมอตลอดสรีระกาย พระพรหม อายุ ๖๔ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ ต้องสำเร็จตติยฌานได้อย่างประณีต

*พรหมโลก ชั้นที่ ๘ คือ อัปปมาณสุภาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มีประมาณ พระพรหม อายุ ๓๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ต้องสำเร็จตติยฌานได้อย่างปานกลาง

*พรหมโลก ชั้นที่ ๗ คือ ปริตตสุภาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงาม แห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย พระพรหม อายุ ๑๖ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จตติยฌานได้อย่างสามัญ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๖ คือ อาภัสสราภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีประกายรุ่งโรจน์แห่งรัศมีนานาแสง พระพรหม อายุ ๘ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จทุติยฌานได้อย่างประณีต

*พรหมโลก ชั้นที่ ๕ คือ อัปปมาณาภาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมาก มายหาประมาณมิได้ พระพรหม อายุ ๔ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จทุติยฌานได้อย่างปานกลาง

*พรหมโลก ชั้นที่ ๔ คือ ปริตตาภาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน พระพรหม อายุ ๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ต้องสำเร็จทุติยฌานได้อย่างสามัญ

*พรหมโลก ชั้นที่ ๓ คือ มหาพรหมาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย พระพรหม อายุ ๑ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จปฐมฌานอย่างประณีต

*พรหมโลก ชั้นที่ ๒ คือ พรหมปุโรหิตาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ทรงฐานะอันประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม พระพรหม อายุ ๓๒ อันตรกัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จปฐมฌานอย่างปานกลาง

*พรหมโลก ชั้นที่ ๑ คือ พรหมปาริสัชชาภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหม ผู้เป็นบริษัทท้าวมหาพรหม พระพรหม อายุ ๒๑ อันตรกัปเศษ บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสำเร็จปฐมฌานได้อย่างสามัญ

โลกเบื้องกลาง (โลกสวรรค์ โลกมนุษย์)

มาเกิดได้ด้วยผลจากการทำฌาน รักษาศีลอย่างเคร่งครัด และการทำทานดี การรักษาศีล ๕ อย่างสมบูรณ์ ส่งผล อย่างน้อยมนุษย์สมบัติ รักษาศีล ๘ ศีลอุโบสถสมบูรณ์ ส่งผลอย่างน้อยสวรรค์สมบัติ ดังนี้

เทวภูมิ ๖ กับ โลกมนุษย์ ๑ (แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๔๒,๐๐๐ โยชน์)

โลกสวรรค์ และบุพกรรม ที่มานำเกิดในโลกสวรรค์

*สวรรค์ ชั้นที่ ๖ คือ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์ แบ่งเป็น ฝ่ายเทพดา มีท้าวปรนิมมิตเทวราช ปกครอง กับ ฝ่ายมาร มีท้าวปปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช เป็นผู้ปกครอง อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ อุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษฏ์ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีลก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไป ด้วยศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งยวดและถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายแต่กาลก่อน” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส” เพราะวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

*สวรรค์ ชั้นที่ ๕ คือ นิมมานรตีภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเนรมิตรขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าวมุนิมมิตเทวราช ปกครอง อายุ ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ (๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดียิ่งในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราหุงหากินได้แตสมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักจำแนกแจกทานเช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายในกาลก่อน” ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาดได้ มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอันมาก เพราะผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงเท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

*สวรรค์ ชั้นที่ ๔ คือ ดุสิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจ มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง อายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ (๕๗๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราหุงหากิน แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั่งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงกิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” ทรงศีล ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์รู้ธรรมมาก ฯลฯ

*สวรรค์ ชั้นที่ ๓ คือ ยามาภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุขอันเป็นทิพย์ มีท้าวสุยามเทวราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๒,๐๐๐ ปี ทิพย์ (๑๔๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ พยายามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญกุศล ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทำที่ดี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี” รักษาศีล มิจิตขวนขวายในพระธรรม ทำความดีด้วยใจจริง

*สวรรค์ ชั้นที่ ๒ คือ ตาวติงสาภูมิ หรือที่เรียกว่าไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์ เป็นเมืองใหญ่มี ๑,๐๐๐ ประตู มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์ มีไม้ทิพย์ชื่อปาริชาตกัลปพฤกษ์ สมเด็จพระอมรินทราธิราช เป็นผู้ปกครอง อายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ (๓๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ยินดีในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “ตายแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทำดี” งดงามด้วยพยายามรักษาศีล ไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ

*สวรรค์ ชั้นที่ ๑ คือ จาตุมหาราชิกาภูมิ เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้า มีท้าวมหาราช ๔ พระองค์ ปกครองคือ ๑.ท้าวธตรัฐมหาราช ๒.ท้าววิรุฬหกมหาราช ๓.ท้าววิรูปักษ์มหาราช และ ๔.ท้าวเวสสุวัณมหาราช (ท้าวกุเวร) อายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ (๙ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของๆ ตน ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล ชอบให้ทาน ในการให้ทาน เป็นผู้มีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราตายแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้” และเป็นผู้มีศีล ฯลฯ

โลกมนุษย์ และบุพกรรม ที่นำมาเกิดในโลกมนุษย์

มนุษย์ภูมิ เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญ ที่จะประกอบกรรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็น กุศลกรรมและ อกุศลกรรม แบ่งเป็น ๔ จำพวก ได้แก่

๑.ผู้มืดมาแล้วมืดไป บุคคลที่เกิดในตระกูลอันต่ำ ยากจน ขัดสน ลำบาก ฝืดเคืองอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย ๔ อย่างหยาบ เช่น มีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่มห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมอง หรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้า ใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคไม่ใคร่ได้ และเขากลับประพฤติ ทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

๒.ผู้มืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ ฯลฯ แต่เขาเป็นคนมีศรัทธาไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิพกอื่น ๆ ย่อมสำเหนียกใน กิริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้ทาน เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

๓.ผู้สว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี มีโภคสมบัติมาก เป็นผู้มีปัจจัย ๔ อันประณีต ทั้งเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วน สะสวย งดงาม ผิวพรรณดูน่าชม แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึงโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาษบุคคลต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่ง มารดาบิดา สมณะชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

๔.ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นบุคคลที่อุบัติเกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงาม และเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

บุพกรรม ที่นำมาเกิดในโลกมนุษย์

กรรมของมนุษย์ที่ทำในกาลก่อน ส่งผลให้มีปฏิปทาต่างกัน เช่นบางคนเป็นคนดี บางคนบ้า บางคนรวย บางคนจน บางคนมีปัญญา บางคนเขลา ฯลฯ เพราะเหตุปัจจัยต่าง ๆ อาทิ

-ปฏิปทาให้มีอายุสั้น เพราะเป็นคนเหี้ยมโหด ดุร้าย มักคร่าชีวิตสัตว์

-ปฏิปทาให้มีอายุยืน เป็นผู้เว้นขาดจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มีความละอาย เอ็นดูอนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูตอยู่

-ปฏิปทามีโรคมาก เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ ท่อมไม้ ก้อนดิน ก้อนหิน หรือศาสตราอาวุธต่าง ๆ

-ปฏิปทามีโรคน้อย ไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ หรือศาตราอาวุธต่าง ๆ มีมีด ขวาน ดาบ ปืน เป็นต้น

-ปฏิปทาให้มีผิวพรรณทราม เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจโกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคลียดให้ปรากฏ

-ปฏิปทาให้มีผิวพรรณงาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธความร้าย และความขึ้งเครียดให้ปรากฏ

-ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อย คือเป็นคนมีใจริษยา มุ่งร้าย ผูกใจในการอิจฉาริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

-ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดามาก เป็นคนไม่มีใจริษยา ไม่มุ่งร้าย ยินดีด้วยในลาภสักการะ ความเคารพ การนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น

-ปฏิปทาให้มีโภคะน้อย เป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยา ที่นอน ที่อาศัย เป็นต้น

-ปฏิปทาให้มีโภคะมาก ชอบให้ทาน มีอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ของหอม ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือชีพราหมณ์ เป็นต้น

-ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลต่ำ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่ควรให้ ไม่ให้ทางแก่คนที่ควรให้ทาง เป็นต้น

-ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลสูง เป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน วจีไพเราะ สงเคราะห์เอื้อเฟื้อ รู้จักยืนเคารพ ยืนรับ ยืนคำนับ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ สักการะแก่คนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เป็นต้น

-ปฏิปทาทำให้มีปัญญาทราม คือเป็นผู้ไม่เคยเข้าไปหาบัณฑิต สมณะหรือชีพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ เป็นต้น

-ปฏิปทาทำให้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มักเข้าไปสอบถาม บัณฑิตสมณะหรือชีพราหมณ์ อะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน อะไรเมื่อทำไปแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ดังนี้

?????????????????????????????????

โลกเบื้องต่ำ และบุพกรรม

(อบายภูมิ ๔ คือ ๑.เดรัจฉาน ๒.เปรต ๓.อสุรกาย และ ๔.นรก)

มาเกิดได้ด้วยผลจากการทำบาป ผิดศีล หรือเป็นมนุษย์ไม่ได้ก่อกรรมชั่วอะไร แต่ก็ไม่ได้มีศีล ๕ และรักษาศีล ๕ ให้สมบูณ์ ด้วยความเป็นผู้ไม่รู้อานิสงค์ของศีล เป็นเพียงแค่คนดีของทางโลกเท่านั้น หรือ คนที่ประพฤติตน ทุจริตทางกาย วาจา ใจ เป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึงโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาคบุคคลต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่ง มารดาบิดา สมณะชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

๑.ติรัจฉานภูมิ (โลกเดรัจฉานอยู่ในโลกมนุษย์)

โลกของสัตว์ที่มีความยินดีในเหตุ ๓ ประการ คือ การกิน การนอน การสืบพันธุ์ แบ่งเป็น ๔ ประเภทคือ

: อปทติรัจฉาน (ไม่มีเท้า ไม่มีขา) เช่น งู ปลา ไส้เดือน ฯลฯ

: ทวิปทติรัจฉาน (มี ๒ ขา) เช่น นก ไก่ ฯลฯ : จตุปทติรัจฉาน (มี ๔ ขา) เช่นวัว ควายฯลฯ

: พหุปทติรัจฉาน (มีมากกว่า ๔ ขา) เช่น ตะขาบ กิ้งกือ ฯลฯ

อายุไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมที่นำไปเกิดในสัตว์ประเภทต่าง ๆ ตามอายุของสัตว์ประเภทนั้นๆ

บุพกรรม เป็นมนุษย์จิตไม่บริสุทธิ์ ประพฤติอกุศลกรรม อันหยาบช้าลามกทั้งหลาย หรือเพราะอำนาจของเศษบาปอกุศลกรรมที่ตนทำไว้ให้ผล หรือเป็นเพราะ เมื่อเป็นมนุษย์ไม่ได้ก่อกรรมทำชั่วอะไร แต่เวลาใกล้จะตาย จิตประกอบด้วยโมหะ หลงผิด ขาดสติ ไม่มีสรณะเป็นที่พึ่งจะยึดให้มั่นคง

คตินิมิต นิมิตที่ชี้บอกถึงโลกเดรัจฉานที่ตนจะไป เช่นเห็นเป็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ ดงหญ้า เชิงเขา ชายน้ำ แม่น้ำ กอไผ่ และภูเขา เป็นต้น บางทีเห็นเป็นรูปสัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง เสือ วัว ความ หมู หมา เป็ด ไก่ แร้ง กา เหี้ย นก หนู จิ้งจก ฯลฯ หากภาพเหล่านี้มาปรากฏทางใจ แล้วจิตยึดหน่วง เป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายขณะนั้น ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน

๒.เปตติวิสยภูมิ (โลกเปรต)

โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลความสุข มีมหิทธิกเปรตเป็นเจ้าปกครองดูแล อายุไม่แน่นอนแล้วแต่กรรม ได้แก่

-เปรต ๑๒ ชนิด คือ ๑.วันตาสเปรต กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียร เป็นอาหาร ๒. กุณปาสเปรต กินซากศพคน หรือสัตว์เป็นอาหาร ๓.คูถขาทกเปรต กิจอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร ๔.อัคคิชาลมุขเปรต มีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ ๕.สูจิมุขาเปรต มีปากเท่ารูเข็ม ๖.ตัณหัฏฏิตเปรต ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ ๗.สุนิชฌามกเปรต มีลำตัวดำเหมือนตอไม้เผา ๘. สัตถังคเปรต มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด ๙.ปัพพตังคเปรต มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา ๑๐.อชครังคเปรต มีร่างกายเหมือนงูเหลือม ๑๑.เวมานิกเปรต ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน ๑๒.มหิทธิกเปรต มีฤทธิ์มาก ที่อยู่เชิงภูเขาหิมาลัย ในป่าวิชฌาฏวี

-เปรต ๔ ประเภท คือ ๑.ปรทัตตุปชีวิกเปรต มีการเลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้ ๒.ขุปปิปาสิกเปรต ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ ๓.นิชฌามตัณหิกเปรต ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ ๔. กาลกัญจิกเปรต (ชื่อของอสูรกายที่เป็นเปรต) มีร่างกายสูง ๓ คาวุต มีเลือดและเนื้อน้อยไม่มีแรง มีสีสันคล้ายใบไม้แห้ง ตาถลนออกมาเหมือนตาปู และมีปากเท่ารูเข็มตั้งอยู่กลางศีรษะ

-เปรต ๒๑ จำพวก คือ มังสเปสิกเปรต มีเนื้อเป็นชิ้น ๆ ไม่มีกระดูก กุมภัณฑ์เปรต มีอัณฑะใหญ่โตมาก นิจฉวิตกเปรต เปรตหญิงที่ไม่มีหนัง ทุคคันธเปรต มีกลิ่นเหม็นเน่า อสีสเปรต ไม่มีศรีษะ ภิกขุเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนพระ สามเณรเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณร ฯลฯ

บุพกรรม ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เมื่อขาดใจตายจากโลกมนุษย์ หากอกุศลกรรมสามารถนำไปสู่นิรยภูมิได้ ต้องไปเสวยทุกขโทษในนรกก่อน พอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว เศษบาปยังมีก็ไปเสวยผลกรรมเป็นเปรตต่อภายหลัง หรือมีอกุศลกรรมที่เกิดจากโลภะนำมาเกิด

คตินิมิต นิมิตที่บ่งบอกถึงโลกเปรต เช่น เห็นหุบเขา ถ้ำอันมืดมิดที่วังเวง และปลอดเปลี่ยว หรือเห็นเป็นแกลบ และข้าวลีบมากมาย แล้วรู้สึกหิวโหยและกระหายน้ำเป็นกำลัง บางทีเห็นว่าตนดื่มกินเลือดน้ำหนองที่น่ารังเกียจสะอิดสะเอียน หรือเห็นเป็นเปรตมีร่างกายผ่ายผอมน่าเกลียดน่ากลัว เนื้อตัวสกปรกรกรุงรัง ฯลฯ หากภาพเหล่านี้มาปรากฏทางใจ แล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายขณะนั้น ต้องบังเกิดเป็นเปรต เสวยทุขเวทนาตามสมควรแก่กรรมอย่างแน่นอน

๓.อสุรกายภูมิ (โลกอสุรกาย)

ภูมิอันเป็นที่อยู่ของสัตว์อันปราศจากความเป็นอิสระและสนุกรื่นเริง แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ เทวอสุรา เปตติอสุรา นิรยอสุรา

-เทวอสุรา มี ๖ จำพวก คือ ๑.เวปจิตติอสุรา ๒.สุพลิอสุรา ๓.ราหุอสุรา ๔.ปหารอสุรา ๕.สัมพรตีอสุรา ๖.วินิปาติกอสุรา ๕ จำพวกแรก เป็นปฏิปักษ์ต่อเทวดาชั้นตาวติงสา อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุ สงเคราะห์ เข้าในจำพวกเทวดาชั้นตาวติงสา ส่วนวินิปาติกอสุรา มีรูปร่างสัณฐานเล็กกว่า และอำนาจก็น้อยกว่าเทวดาชั้นตาวติงสา เที่ยวอาศัยอยู่ในมนุษย์โลกทั่วไป เช่น ตามป่า ตามเขา ตามต้นไม้ และศาลที่เขาปลูกไว้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ ภุมมัฏฐเทวดาทั้งหลาย แต่เป็นเพียงบริวารของภุมมัฏฐเทวดาเท่านั้น สงเคราะห์เข้าในจำพวกเทวดา ชั้นจาตุมหาชิกา

เปตติอสุรา มี ๓ จำพวก คือ กาลกัญจิกเปรตอสุรา ๒.เวมานิกเปรตอสุรา ๓.อาวุธิกเปรตอสุรา เป็นเปรตที่ประหัตประหารกันและกันด้วยอาวุธต่าง ๆ

นิรยอสุรา เป็นเปรตจำพวกหนึ่งที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกโลกันตร์ นรกโลกันตร์ตั้งอยู่ระหว่างกลางของจักรวาลทั้ง ๓ อสุรกายนี้หมายเอาเฉพาะกาลกัญจิกเปรตอสุรกายเท่านั้น อายุ และ บุพกรรม เช่นเดียวกับเปรต

๔.มหานรก ๘ ขุม (แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน์)

-มหานรก ขุมที่ ๑ คือ สัญชีวนรก นรกที่สัตว์นรกไม่มีวันตาย อายุ ๕๐๐ ปี อายุกัป (๑ วันนรก = ๙ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตไม่บริสุทธิ์ หยาบช้า ลามก ก่อกรรมทำเข็ญ เช่นฆ่าเนื้อ เบื่อสัตว์ เบียดเบียนบุคคลที่ต่ำกว่าตน โดยความไม่เป็นธรรมให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นนิจ ฯลฯ

-มหานรก ขุมที่ ๒ คือ กาฬสุตตนรก นรกที่ลงโทษด้วยเส้นเชือกดำ แล้วก็ถากหรือตัดด้วยเครื่องประหาร อายุ ๑,๐๐๐ ปี อายุกัป (๑ วันนรก = ๓๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ทำการทรมารสัตว์ด้วยการตัดเท้า หู ปาก จมูก ฯลฯ ทำร้ายบิดามารดา ครู อาจารย์ ฯลฯ เบียดเบียนหรือฆ่าภิกษุ สามเณร ดาบส หรือเป็นเพชฌฆาต

-มหานรก ขุมที่ ๓ คือ สังฆาฏนรก นรกที่มีภูเขาเหล็กใหญ่มีไฟลุกโพลงบดขยี้สัตว์นรก อายุ ๒,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหยาบช้าด้วยใจอกุศลกรรม ไร้ความเมตตากรุณา ทำทารุณกรรมสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นประจำ หรือบุคคลที่ทรมานเบียดเบียนสัตว์ที่ตนใช้ประโยชน์ และพวกนายพราน

-มหานรก ขุมที่ ๔ คือ โรรุวนนรก (ธูมโวรุว หรือจูฬโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ครวญครางดังของสัตว์นรกที่ถูกควันไฟอบอ้าว อายุ ๔,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑วันนรก = ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ มีใจบาปเผาสัตว์ทั้งเป็น ตัดสินความไม่ยุติธรรม รุกที่ดิน เอาสาธารณสมบัติมาเป็นของตน กินเหล้าเมา ประทุษร้ายผู้อื่น ชาวประมง คนที่เผาป่าที่สัตว์อาศัยอยู่

-มหานรก ขุมที่ ๕ คือ มหาโรรุวนรก (ชาลโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ครวญครางดังกว่า โรรุ-วนรก อายุ ๘,๐๐๐ ปีอายุกัป ( ๑ วันนรก = ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ตัดคอสัตว์และมนุษย์ ฆ่าสัตว์ด้วยความโกรธ ปล้น โขมยทรัพย์สมบัติของบิดามารดา ครูอาจารย์ และของศาสนา เช่น ของภิกษุ สามเณร ดาบส แม่ชี และสิ่งของเครื่องสักการะ ที่เขาบูชาพระรัตนตรัย ปล้นโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของตน

-มหานรก ขุมที่ ๖ คือ ตาปนนรก (จูฬตาปน) นรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อน ด้วยการให้นั่งตรึงติดอยู่ในหลาวเหล็กอันร้อนแดง แล้วให้ไฟไหม้อยู่ อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาป ประกอบกรรมด้วย โลภะโทสะ โมหะ เช่น ฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีพ และคนที่เผาบ้าน เมือง กุฏิ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ปราสาท ทำลายเจดีย์

-มหานรก ขุมที่ ๗ คือ มหาตาปนนรก (ปตาปน) นรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างมากมายเหลือปราะมาณ อายุ ครึ่งอันตรกัปของมนุษย์ บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหนาได้ด้วยอกุศลมลทิน เช่น ประหารคนหรือประหารสัตว์ให้ตายเป็นหมู่มาก ๆ ไม่คำนึงถึงชีวิตเขาชีวิตท่าน และคนที่มีอุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ อเหตกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง

-มหานรก ขุมที่ ๘ คือ อเวจีนรก นรกที่ปราศจากคลื่นคือความบางเบาแห่งความทุกข์ อายุ ประมาณ ๑ อันตรกัปของมนุษย์ บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ได้ทำอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกกัน และบุคคลที่ทำร้ายพุทธเจดีย์ พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้โดยจิตคิดประทุษร้าย บุคคลที่ติเตียนพระอริยบุคคลพระสงฆ์ผู้มีคุณแก่ตน ผู้ที่ยึดถือนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓

อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม (อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๕ ของมหานรกแต่ละขุม)

-อุสสทนรก ขุมที่ ๑ คือ คูถนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุขเวทนาอยู่ในนรกอุจจาระเน่า โดยถูกหนอนกัดกินทั้งเนื้อ และกระดูกตลอดจนอวัยวะภายในทั้งหมด จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

-อุสสทนรก ขุมที่ ๒ คือ กุกกุฬนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุขเวทนา โดยถูกเผาด้วยขี้เถ้าร้อนระอุ ร่างกายไหม้ยับย่อยละเอียดเป็นจุณ จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

-อุสสทนรก ขุมที่ ๓ คือ สิมปลิวนนรก สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีเศษอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์จากนรกป่าไม้งิ้วต่อไปจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

-อุสสทนรก ขุมที่ ๔ คือ อสิปัตตวนนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกข์จากป่าไม้ใบดาบ เช่น ใบมะม่วงซึ่งกลายเป็นหอกดาบ และมีสุนัข แร้งคอยทรมานขบกัดกินเลือดเนื้อ จนกว่าจะสิ้นกรรม

-อุสสทนรก ขุมที่ ๕ คือ เวตรณีนรก สัตว์นรกที่เกิดมาได้รับทุกข์จากน้ำเค็มแสบที่มีเครือหวายหนามเหล็ก ใบกลีบบัวหลวงเหล็กตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งคมเป็นกรด มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม (อยู่รอบ ๔ ทิศ ๆ ละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม)

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๑ คือโลหกุมภีนรก เป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบร้อนเดือดพล่านตลอดเวลา สัตว์ที่มาเกิดต้องรับทุกข์ ทั้งแสบทั้งร้อน เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส ถูกต้มเคี่ยวในหม้อเหล็กนรกนั้น จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วที่ตนได้ทำมา บุพกรรม เช่นจับสัตว์เป็น ๆมาต้มในหม้อน้ำร้อน แล้วเอามากินเป็นอาหาร

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๒ คือ สิมพลีนรก เต็มไปด้วยป่างิ้วนรก มีหนามแหลมคมเป็นกรดยาวประมาณ ๓๖ องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟแรงอยู่เสมอ สัตว์นรกที่มาเกิด ต้องรับทุกข์ทรมานจนสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น คบชู้สู่สาว ผิดศีลธรรมประเพณี ชายเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น หญิงเป็นชู้สามีของผู้อื่น หรือชายหญิงที่มีภรรยาหรือสามี ประพฤตินอกใจไปสู่หาเป็นชู้กับผู้อื่น มักมากในกามคุณ

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๓ คือ อสินขะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีรูปร่างแปลกพิกล เช่น เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ หอก ดาบ จอบ เสียม สัตว์นรกเหล่านี้ เหมือนคนบ้าวิกลจริตบ้างนั่ง บ้างยืน เอาเล็บมือถากตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหารตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม เช่น เมื่อเป็นมนุษย์ชอบลักเล็กโขมยน้อย ขโมยของในสถานที่สาธารณะ และของที่เขาถวายแด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๔ คือ ตามโพทะนรก มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงปนด้วยหินกรวด ร้อนระอุตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกข์ โดยการถูกกรอกด้วยน้ำทองแดง และกรวดหินเข้าไปทางปาก จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม ด้วยผลกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนๆ เป็นคนใจอ่อน มัวเมาประมาท ดื่มกินสุราเมรัย แสดงอาการคล้ายคนบ้าเป็นเนืองนิจ

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๕ คือ อโยคุฬะนรก เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด อกุศลกรรมบันดาลสัตว์นรกที่มาเกิดเห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปแล้วเหล็กแดงนั้นก็เผาไหม้ไส้พุง ได้รับทุขเวทนาจนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม เช่น แสดงตนว่าเป็นคนใจบุญใจกุศล เรื่อไรทรัพย์ว่าจะนำไปทำบุญสร้างกุศล แต่กลับยักยอกเงินทำบุญของผู้อื่นมาเป็นของตน การกุศลก็ทำบ้างไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้ หลอกลวงผู้อื่น

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๖ คือ ปิสสกปัพพตะนรก มีภูเขาใหญ่ ๔ ทิศเคลื่อนที่ได้ไม่หยุดหย่อน กลิ้งไปมาบดขยี้สัตว์นรกที่มาเกิด ให้บี้แบนกระดูกแตกป่นละเอียด จนตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีก ถูกบดขยี้อีกจนตายเรื่อยไปจนสิ้นกรรมของตน บุพกรรม เช่น เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ประพฤติตนเป็นคนอันธพาล กดขี่ข่มเหงราษฏร ทำร้ายร่างกาย เอาทรัพย์เขามาให้เกินพิกัดอัตราที่กฏหมายกำหนด ไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งหลาย

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๗ คือ ธุสะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีความกระหายน้ำมาก เมื่อพบสระมีน้ำใสสะอาดก็ดื่มกินเข้าไป อำนาจของกรรมบันดาลให้น้ำนั้นกลายเป็นแกลบ เป็นข้าวลีบลุกเป็นไฟเผาไหม้ท้องและไส้ เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส จากกรรมชั่วที่ทำมา บุพกรรม เช่น คดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ปน ปลอมแปลงอาหาร และเครื่องใช้แล้วหลอกขายผู้อื่น ได้ทรัพย์สินเงินทองมาโดยมิชอบ

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๘ คือ สีตโลสิตะนรก เต็มไปด้วยน้ำเย็นยะเยือก เมื่อสัตว์นรกที่มาเกิดตกลงไปก็จะตาย ฟื้นขึ้นมาก็ถูกจับโยนลงไปอีกเรื่อยไป จนสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น จับสัตว์เป็นๆ โยนลงไปในบ่อ ในเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์เป็นๆ ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย หรือทำให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับความทุกข์และตายเพราะน้ำ

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๙ คือ สุนขะนรก เต็มไปด้วยสุนัขนรก ซึ่งมี ๕ จำพวกคือ หมานรกดำ หมานรกขาว หมานรกเหลือง หมานรกแดง หมานรกต่างๆ และยังมีฝูงแร้ง กา นกตะกรุม สัตว์นรกที่มาเกิดจะถุกสุนัข แร้งกา ไล่ขบกัดตรงลูกตา ปากและส่วนต่าง ๆ ได้รับทุขเวทนาจากผลกรรมชั่วทางวจีทุจริต บุพกรรม คือ ด่าว่าบิดามารดา ปู่ย่าตายาย พี่ชายพี่สาว และญาติทั้งหลายไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดจนพระภิกษุ สามเณร

-ยมโลกนรก ขุมที่ ๑๐ คือ ยันตปาสาณะนรก มีภูเขาประหลาด ๒ ลูก เคลื่อนกระทบกันตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกภูเขาบีบกระแทก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นมา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น เป็นหญิงชายใจบาปหยาบช้า ด่าตีคู่ครองด้วยความโกรธ แล้วหันเหประพฤตินอกใจไปคบชู้เป็นสามีภรรยากับคนอื่นตามใจชอบ

โลกันตร์นรก ๑ ขุม

เป็นนรกขุมใหญ่ อยู่นอกจักรวาล มืดมนไม่มีแสง มองไม่เห็นอะไรเลย และเต็มไปด้วยทะเลน้ำกรดเย็น ที่ตั้งอยู่ระหว่าง โลกจักรวาล ๓ โลก เหมือนกับวงกลม ๓ วงติดกัน คือบริเวณช่องว่างของวงทั้ง ๓ สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุขเวทนาเป็นเวลา ๑ พุทธันดร จากผลกรรมชั่ว เช่น ทรมานประทุษร้ายต่อ บิดามารดา และผู้ทรงศีล ทรงธรรมหรือทำปาณาติบาต เป็นอาจิณ ฆ่าตัวตาย เป็นต้น

สรุปธรรมหลวงพ่อสรวง เมื่อวันมาฆบูชาที่ 7 มี.ค.2536 (บนลานพระเจดีย์) ดังนี้

1.งดเว้นแต่การทำชั่วทุกประการ

2.ประกอบแต่ความดีหรือทำบุญกุศลอยู่เป็นประจำ

3.ชีวิตรู้จักทำจิตให้สงบ ทำจิตให้ผ่องแผ้วด้วยวิธีสมถวิปัสสนา

ที่มา http://www.boxboon.com

ทานที่เลือกผู้รับและอานิสงค์ที่แตกต่างกันของทาน

ผลของทานในปัจจุบัน

ท่านกล่าวว่ามีมากถึง 12 อย่าง คือ

1.)เป็นที่มาของสมบัติทั้งหลาย เช่นรูปสมบัติ ยศสมบัติ และบริวารสมบัติ

2.)เป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย คือได้รับทรัพย์สมบัติ

3.)ทำให้ได้รับความสุขในปัจจุบัน

4.)ทำให้เป็นที่รักของคนเป็นอันมาก

5.)ย่อมผูกมิตรไมตรีกับผู้รับทานไว้ได้

6.)ทำให้เป็นผู้มีเสน่ห์ คือเป็นที่รักของคนทั้งหลาย

7.)ทำให้เป็นที่เคารพคบหาของคนอื่น

8.)ทำให้เข้าสังคมได้คล่องแคล่ว

9.)ทำให้แกล้วกล้า อาจหาญในที่ชุมนุมชน

10.)ทำให้ชื่อเสียงเกียรติคุณดังขจรไป

11.)เป็นเครื่องป้องกันภัยต่างๆ เพราะเมื่อช่วยเหลือคนอื่นๆไว้มาก เมื่อมีภัยต่างๆ เกิดขึ้น ย่อมได้รับการป้องกัน

12.)เป็นที่พึ่งอาศัยในโลกนี้ คือตนก็พึ่งตนเองได้ และผู้อื่นก็พึ่งอาศัยได้ เพราะการบริจาคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ส่วนผลในอนาคต คือเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์มีทรัพย์สมบัติมาก มีบริวารมาก เป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย.

ประเภทของผู้ให้ทาน 4 ประเภท

-ประเภทที่ 1 เกิดมาร่ำรวย แต่ไร้ญาติขาดมิตร จะมีบ้างก็น้อยมาก เพราะชาติก่อนหรือแม้ชาตินี้ ตนเองให้ทาน แต่ไม่ชักชวนใครให้ทาน

-ประเภทที่ 2 เกิดมายากจน แต่มีญาติมิตร และบริวารมาก เพราะชาติก่อนหรือแม้ชาตินี้ ตนเอง ขี้-เหนียว ไม่ทำบุญให้ทาน ได้แต่ชักชวนคนอื่นให้ทาน

-ประเภทที่ 3 เกิดมายากจน และไร้ญาติขาดมิตร เพราะชาติก่อนหรือแม้ชาตินี้ ตนเองขี้เหนียว ไม่ทำบุญให้ทาน ทั้งไม่ยอมชักชวนใคร ทำบุญให้ทาน

-ประเภทที่ 4 เกิดมาร่ำรวย และมีญาติมิตรบริวารพวกพ้องมาก เพราะชาติก่อนหรือแม้ชาตินี้ ตนเองมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบให้ทาน ทั้งชักชวนคนอื่นทำบุญให้ทาน

ฉนั้น ผู้ต้องการได้รับ ทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ ก็จงยินดีในการให้ทานช่วยเหลือผู้อื่น และชักชวนผู้อื่นในการทำบุญให้ทาน ทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นหรือสังคมโดยรวม ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังกล่าวมานี้

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ทานที่ต้องเลือกผู้รับและอานิสงค์ที่แตกต่างกันจากทานที่เลือกและไม่เลือกผู้รับ

โดยสรุป :

ควรให้ทานแก่ปฏิคาหก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้ท่านยังไม่เป็นพระอริยบุคคล ทานก็ยังมีผลมากกว่า ทานที่ให้แก่คนไม่มีศีล และไม่ถึงพระรัตยตรัย หลายเท่านัก แต่ถ้าได้ ทักขิไณยบุคคล(ผู้ควรรับทาน)แล้ว ทานแม้น้อยก็จะมีผลมาก

พุทธพจน์ :

ให้ทาน ๑๐๐ ครั้ง บุญยังไม่เท่ารักษาศีลห้า ๑ ครั้ง รักษาศีลห้า ๑๐๐ ครั้ง บุญยังไม่เท่า นั่งสมาธิ ๑ ครั้ง ตกลงให้ทาน ๑๐,๐๐๐ ครั้ง บุญยังไม่เท่า นั่งสมาธิ ๑ ครั้ง เพราะเหตุว่า เพียงให้ทาน รักษาศีล ถึงพระนิพพานไม่ได้ เพียงเป็นปัจจัยข้างต้นเท่านั้น แต่การนั่งสมาธิจนมีปัญญารู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง สามารถทำให้ถึงพระนิพพานได้

เหตุปัจจัยในการได้บุญสมบูรณ์แบบ คือ

1. ผู้ให้ (ทายก) มีศีลบริสุทธิ์

2. ผู้รับ (ปฏิคาหก) มีศีลบริสุทธิ์

3. ทานที่ให้ ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

และต้องพร้อมด้วย 3 กาล คือก่อนให้ - กำลังให้ - หลังจากให้

มีจิตใจศรัทธาเลื่อมใส เบิกบานในบุญที่กระทำนั้น

ตัวอย่าง : ทานที่เลือกผู้รับ-ผลบุญที่แตกต่างกัน

เรื่อง : อินทกเทพบุตร กับอังกุรเทพบุตร

อรรถกถาธรรมบทว่า ในพรรษาที่ 7 พระพุทธองค์ ทรงแสดงพระอภิธรรม โปรดพระพุทธมารดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในครั้งนั้น มีเทพเจ้าจำนวนมากมาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ในจำนวนเทพเจ้าที่เข้าเฝ้าครั้งนั้น มีเทพบุตร 2 องค์ คือ อินทกเทพบุตร และ อังกุรเทพบุตร มาฟังธรรมด้วย ในครั้งแรกได้เข้ามานั่งใกล้พระพุทธองค์ แต่เมื่อเทพเจ้าที่มีอำนาจมากกว่า มีรัศมีมากกว่า และมีบุญมากกว่า ทยอยกันเข้ามาเฝ้า อังกุรเทพบุตรซึ่งมีบุญและอำนาจน้อยกว่าเทพเหล่านั้น ก็ต้องถอยออกไปนั่งอยู่ห่างไกล แต่อินทกเทพบุตร ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ยังนั่งอยู่ที่เดิม หาได้ถอยไปเช่นอังกุรเทพบุตรไม่

พระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น เพื่อจะทรงชี้ให้เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายเห็น ความแตกต่าง ของทานที่เลือกให้ และไม่เลือกให้

*พระองค์จึงได้ตรัสถาม อังกุรเทพบุตรว่า “อังกุร เธอให้ทานเป็นอันมาก สิ้นกาลนาน เมื่อมาสู่สำนักของเรา ทำไมจึงไปนั่งเสียไกลลิบ”

ทั้งนี้ก็เพราะว่า อังกุรเทพบุตรนั้น ในสมัยที่เป็นมนุษย์ ได้เกิดในปลายศาสนา ของพระพุทธจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้ทำบุญถวายทานเป็นอันมาก และเป็นเวลานาน แต่ปฏิคาหกผู้รับทาน ในสมัยนั้นไม่มีใครมีศีล และไม่มีใครยึดถือพระรัตนตรัย แม้แต่เพียงคนเดียว ทานที่ให้จึงไม่มีผลมาก แม้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ยังมีบุญบารมี สู้อินทกเทพบุตร ซึ่งทำบุญน้อย แต่ได้ผลมากไม่ได้ เพราะเขาได้ให้ทานแก่ ทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ คือ อินทกเทพบุตรนั้น ในสมัยที่อยู่ในโลกมนุษย์ เป็นคนยากจน อยู่ในกรุงราชคฤห์ ได้ถวายทานที่ผู้อื่น มอบให้แก่ตน แก่พระอนุรุทธ์ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้เข้าไปบิณฑบาต ในบ้านหนึ่งทัพพี ทานที่ให้นั้น มีผลมากกว่าทานที่ อังกุรเทพบุตรได้ถวายเป็นอันมาก และเป็นเวลานาน

อังกุรเทพบุตร ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าพระองค์จะต้องการอะไรด้วยทานที่ว่างเปล่าจากทักขิไณบุคคล อินทกะนั้นถวายทานนิดหน่อย ยังรุ่งเรืองกว่าข้าพระองค์ ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาว”

*เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามอินทกเทพบุตรว่า “เธอนั่งอยู่ข้าขวาของเรา ไฉนจึงไม่ถอยร่นออกไปนั่งเล่า” อินทกเทพบุตรได้ทูลตอบว่า “ข้าพระองค์ได้ทักขิไณยบุคคล ดุจชาวนาหว่านพืชนิดหน่อยในนาดี” แล้วกราบทูลต่อไปว่า “พืชแม้มาก อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ให้ทายกพอใจฉันนั้นเหมือนกัน พืชแม้เล็กน้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนตกต้องตามกาลแล้ว ผลที่ได้รับย่อมทำชาวนาให้พอใจฉันใด เมื่อทานแม้เล็กน้อยอันทายกให้แล้วในผู้ที่มีศีล มีคุณ ผลย่อมทำทายกให้พอใจ ยินดีได้ฉันนั้นเหมืนกัน” เมื่ออินทกเพทบุตรกราบทูลเช่นนี้แล้ว

*พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “อังกุร การเลือกเสียก่อนแล้วให้ทานจึงควร ทานย่อมมีผลมากด้วยอาการอย่างนี้ ดุจพืชที่เขาหว่านลงในนาดี แต่เธอหาทำเช่นนั้นไม่ เหุตนั้น ทานของเธอจึงไม่มีผลมาก แล้วพระองค์ตรัสว่า วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ – การเลือกให้ พระสุคตเจ้าสรรเสริญ”

จากเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่า ทานจะมีผลมากต้องเลือกให้ คือต้องเลือกปฏิคาหกผู้รับทาน อย่าทำโดยสักว่าให้เท่านั้น ไม่เลือกไม่ได้ เพราะการเลือกให้ กับการไม่เลือกให้ มีผลแตกต่างกันมาก สังฆทาน ไม่ต้องเลือกบุคคล แต่ควรเป็นวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่วนทานอื่นทั้งหมดต้องเลือก ถ้าไม่เลือก ผลที่ได้รับก็มีน้อย ซ้ำเป็นการส่งเสริมให้ผู้ไม่มีคุณธรรม อยู่ดีกินดี อันเป็นการทำลายชาติ และศาสนาของตน โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย.


ที่มา http://www.boxboon.com

Monday, May 5, 2008

เอาบุญวันก่อพระเจดีย์ทรายมาฝากกัน



ยังมีให้ดูอีกเยอะที่นี่จ้า http://picasaweb.google.com/dhammavoice/242551

พลุบูชาพระเจดีย์ทราย