Thursday, June 26, 2008

ว่าด้วยการเลี้ยงลูก

พ่อแม่นั้นคือพรหมของลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ต้องมีพรหมวิหารธรรม คือ

1. มีเมตตาเอ็นดูรักใคร่ลูก
2. มีความกรุณาสงสารลูกในยามที่ลูกมีความทุกข์ไม่สบายกายไม่สบายใจ
3. มีมุทิตาความพลอยยินดีในความสุขความสำเร็จของลูก
4. มีอุเบกขา รู้จักทำใจ ปล่อยวางได้ ในยามที่ไม่อาจช่วยเหลือสนับสนุนอะไรลูกได้มากไปกว่าที่ได้ทำไปแล้ว

เด็กๆทุกคนที่เกิดมา ต่างก็มีนิสัยที่ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างๆกัน มีพื้นฐานทางจิตใจและอารมณ์แตกต่างกัน มีความถนัด ความชอบ มีพรสวรรค์ต่างกัน มีระดับสติปัญญาแตกต่างกัน มีความสามารถทางกายภาพ มีศักยภาพแตกต่างกัน และ มีบุญกรรมโชควาสนาที่แตกต่างกันด้วย ฉะนั้น พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกของตนเป็นได้อย่างลูกของคนอื่น ไม่ควรเอาลูกของตนไปเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่น

หลักการเลี้ยงลูกที่ดีนั้น พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกให้มีความสุข ให้ลูกช่วยเหลือตนเองได้ เป็นตัวของตัวเอง รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง และในที่สุด เลี้ยงลูกให้ลูกพึ่งตนเองได้ มีหลักการ 6 ข้อ ดังนี้คือ


1. จงให้ความรักแก่ลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข


จงรักลูกของตน ในฐานะที่เขาเกิดมาเป็นลูกของเรา ไม่ใช่รักลูกเพราะลูกสวยหน้าตาน่ารัก แม้ลูกของเราอาจจะไม่สวยเหมือนลูกของคนอื่น เราก็ยังต้องรัก ไม่ใช่รักลูกเพราะลูกเรียนเก่ง แม้ลูกของเราอาจจะเรียนไม่เก่ง สอบตกบ้าง เราก็ยังต้องรัก ไม่ควรมีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น สำหรับการที่จะไม่รักลูกของตนเอง ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้น ต้องไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำว่า "ถ้า" เช่น ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง พ่อแม่จะไม่รัก ถ้าลูกไม่ทำตามที่พ่อแม่สั่ง พ่อแม่จะไม่รัก ฯลฯ จงแสดงออกให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร เราก็จะรักเขา เพราะเขาเป็นลูกของเรา

พ่อแม่ที่ดี จะเลี้ยงดูอบรมลูกด้วยความรัก ยุติธรรม และ มีเหตุผลกับลูก จะมีผลให้ลูกมีอารมณ์มั่นคง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น เด็กที่เกเร โดยมากมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้อบรมเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกต้อง


2. จงให้อิสรภาพ/เสรีภาพแก่ลูกตามสมควร



2.1 อิสรภาพ/เสรีภาพทางกาย

ไม่กักขังจำกัดบริเวณแก่ลูก การที่จะอนุญาตให้ลูกไปไหนมาไหนได้ อาจกำหนดเวลากลับบ้านว่าไม่เกินสามทุ่ม เพื่อความปลอดภัยของตัวลูกเอง ถ้าลูกอยากไปดูหนังกับเพื่อน ก็ควรอนุญาตให้ไปได้ แต่ควรได้ทำความรู้จักกับเพื่อนของลูก เพื่อจะได้แน่ใจว่า ลูกเลือกคบแต่เพื่อนที่ดี

ควรอนุญาตให้ลูกพาเพื่อนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ไม่มากเกินไปจนกระทั่งลูกทำตัวเป็นใหญ่ในบ้าน


2.2 อิสรภาพ/เสรีภาพในเรื่องของรสนิยม การแต่งกาย การแสดงความคิดเห็น

พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง โดยพ่อแม่เป็นผู้ชี้แนวทางว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร

เพื่อฝึกให้ลูกของเรา รู้จักคิดเองเป็น จะได้ไม่เป็นคนที่เอาอย่างคนอื่น ตามก้นคนอื่น หรือถูกชังจูงได้ง่าย ควรเปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆได้ รับฟังลูกอย่างตั้งใจ ไม่ควรครอบงำความคิดของลูก ให้ลูกมีอิสระทางความคิดและแสดงออกได้เต็มที่ แม้เราอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดของลูก เราก็ควรบอกลูกด้วยเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่เห็นด้วย เพราะอะไร และเรามีความคิดเห็นในเรื่องนั้นอย่างไร

เรื่องรสนิยม การแต่งกายของลูก ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดเอง เลือกเอง ตัดสินใจเอาตามรสนิยมของลูก เป็นการฝึกลูกให้เป็นตัวของตัวเอง

เด็กที่พ่อแม่ให้เกียรติ เคารพความคิดเห็นของลูก จะเป็นเด็กที่เชื่อมั่นในตัวเอง มีเหตุผล และไม่ดื้อรั้น จะไม่เป็นคนที่หูเบา ถูกชักจูงได้ง่าย ไม่ตามกระแส แต่จะเป็นคนมีเหตุผล รู้จักคิดพิจารณาว่าอะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ เพราะอะไร

2.3 อิสรภาพ/เสรีภาพในการศึกษาและการเลือกอาชีพ

เนื่องจากเด็กๆแต่ละคนมีความชอบ ความถนัด ความสามารถ และ พรสวรรค์ต่างกัน เด็กควรเป็นฝ่ายตัดสินใจเลือกสาขาที่จะศึกษาเล่าเรียน หรือเลือกอาชีพที่ตนเองชอบและถนัด ไม่ใช่ว่าพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ ก็เคีี่ยวเข็ญบังคับให้ลูกเข้าเรียนแพทย์ให้ได้ ถ้าลูกไม่ชอบวิชาชีพนี้ แม้ลูกจะสอบเข้าเรียนได้ จนจบออกมาเป็นแพทย์ แต่ลูกก็จะไม่มีความสุขกับการทำงานในอาชีพนี้ พ่อแม่บางคนอยากให้ลูกเป็นนายร้อย ก็เคีี่ยวเข็ญบังคับลูกให้เข้าเตรียมทหาร และเป็นนายร้อย จปร แต่ลูกไม่ชอบอาชีพทหาร ลูกก็จะไม่มีความสุขกับการทำงานไปตลอดชีวิต หรือลูกบางคน ก็ลาออกจากอาชีพทหาร และไปประกอบอาชีพอื่นในภายหลัง

บางอาชีพ เช่น อาชีพจิตรกร เด็กๆบางคนรักการวาดภาพ แต่พ่อแม่ห่วงว่า อาจไม่สามารถเลี้ยงตัวได้ด้วยอาชีพนี้ จึงไม่อยากส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกได้เรียนเป็นจิตรกร ทำให้ศักยภาพในตัวเด็กถูกจำกัด อันที่จริงแล้ว เด็กๆทุกคนมีเส้นทางดำเนินชีวิตของตนเอง พ่อแม่ควรทำหน้าที่เพียงส่งเสริมสนับสนุน แต่ไม่ควรตัดสินใจแทนลูก หากลูกรักที่จะเป็นจิตรกร หรือ การงานอาชีพใด จงปล่อยให้ลูกทำตามความใฝ่ฝันของตนเอง ลูกย่อมพบหนทางแห่งความสำเร็จในการงานอาชีพที่เขารักได้เสมอ

2.4 อิสรภาพ/เสรีภาพในการเลือกคู่ครอง

"ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่" ฉันใดก็ฉันนั้น การที่ลูกจะรักจะชอบใคร พ่อแม่ไม่ควรไปมีอิทธิพลต่อลูกในการเลือกคู่ครองของตน คนที่จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงหรือผู้ชายที่เขารัก คือ ตัวเขา ไม่ใช่พ่อแม่ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ ทำความรู้จักกับคนที่ลูกรัก หากพบว่าคนรักของลูกเป็นคนไม่ดี พ่อแม่อาจแนะนำตักเตือนลูก เพื่อให้ลูกตาสว่าง และมองเห็นข้อเสียของคนที่ลูกรัก ส่วนการตัดสินใจจะคบหากันต่อไป หรือจะเลิกคบน้ัน ลูกต้องเป็นคนตัดสินใจเอง

ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกมาอย่างมีเหตุผล ลูกก็จะเป็นคนมีเหตุผล และเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดพลาด แต่ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยวิธีครอบงำความคิด ลูกก็มักจะปล่อยให้คู่ครองของตนครอบงำความคิดตนได้ เขามักจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคู่ครองเช่นกัน เพราะเคยชินกับการถูกครอบงำ ลูกที่พ่อแม่ให้เกียรติ เคารพความคิดเห็นของลูก เขาจะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของใครได้ง่ายๆ


3. กำหนดบทบาท หน้าที่ และ ความรับผิดชอบให้ลูก


ส่งเสริมให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ให้โอกาสลูกได้กระทำกิจกรรมต่างๆโดยให้ลูกได้พยายามคิดและรู้จุดมุ่งหมายของงานด้วยตนเอง

เพื่อฝึกให้ลูกเป็นคนที่รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ พ่อแม่ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ลูก เช่น ลูกคนโต ให้ช่วยดูแลเป็นธุระสอนการบ้านน้อง ลูกคนเล็ก ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้เป็นกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ ถ้าลูกทำหน้าที่ของตนได้ดี ไม่ละเลยหน้าที่ ก็ชมเชยลูก เพื่อให้เขามีกำลังใจในการทำหน้าที่ของเขาด้วยดีต่อไป

เมื่อลูกโตพอสมควรแล้ว ลูกอาจอยากได้รองเท้าคู่ใหม่ พ่อแม่อาจให้เงินค่าขนมเป็นรายเดือน และฝึกให้ลูกใช้จ่ายเงินนั้นให้เพียงพอต่อเดือน หากอยากได้รองเท้าใหม่ หรือสิ่งใดเป็นการพิเศษ ควรฝึกให้ลูกรู้จักหารายได้พิเศษ หรือ ประหยัดเงินเพื่อเก็บไว้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่เอง

ไม่ควรฝึกลูกให้เอาแต่ใจตัวเอง ถ้าอยากได้อะไรพ่อแม่ซื้อให้ทันที ลูกจะไม่เห็นค่าของเงิน ต้องฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือนของลูกเองด้วย

หากลูกทำผิดอะไรมา หรือมีปัญหามาให้พ่อแม่แก้ให้ ควรรับฟังลูก และแนะนำวิธีแก้ไขปัญหา แต่อย่าไปลงมือแก้ไขปัญหาให้ลูก เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้ลูกเป็นคนหนีปัญหา และโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น คนที่ผูกเอง ต้องแก้เอง


4. ให้การส่งเสริมสนับสนุนลูก แต่ไม่ถึงกับโอบอุ้มไปเสียทุกอย่าง


เพื่อฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเองได้ พึ่งตนเองได้ในวันข้างหน้า พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกรู้จักช่วยตนเองในทุกๆด้าน ลูกจะได้เป็นคนเก่ง ใช้ความมานะพยายาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ พ่อแม่ไม่ควรทำให้ลูกไปเสียทุกอย่าง เช่น เรื่องการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ลูกต้องเป็นฝ่ายหาข้อมูลเองว่า อยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไหน อยู่ที่ไหน จะเดินทางไปอย่างไร จะเลือกเรียนวิชาใดดี จบการศึกษาแล้ว จะไปทำงานอะไร พ่อแม่ไม่ควรไปหาข้อมูลมาให้ลูกทุกอย่าง หรือพาลูกไปมหาวิทยาลัยเอง จะเป็นการฝึกให้ลูกอ่อนแอ เป็นลูกแหง่ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

เด็กที่เติบโตมาเป็นคนเก่งนั้น มักเป็นเด็กที่ต้องขวนขวายเอง เด็กจะเคยชินกับการต้องด้ินรนเอง เจอปัญหาและอุปสรรค เด็กจะคิดหาหนทางแก้ปัญหาเอง แม้เด็กอาจจะปรึกษาพ่อแม่ แต่ก็รับฟังคำแนะนำ ส่วนการนำไปปฏิบัติ เด็กต้องเป็นคนปฏิบัติเอง


5. จงใช้เหตุผล อย่าใช้อารมณ์กับลูก


พ่อแม่ต้องปกครองลูกด้วยเหตุผล ชี้แจงให้ลูกเข้าใจอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำผิดไม่ควรดุด่า หรือ เฆี่ยนตี ควรชี้แจงเหตุผลให้เด็กเข้าใจ ฝึกให้เด็กเป็นคนรักเหตุผล รู้ว่าผิดอะไร และที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร

พ่อแม่ไม่ควรบันดาลโทสะกับลูกอย่างเด็ดขาด ถ้าเกิดอารมณ์น้อยใจ หรือโมโหลูก ควรหลบไปก่อน จนกว่าจะอารมณ์เย็น และ คุยกับลูกด้วยเหตุผลได้ จึงค่อยชี้แจงลูกว่า ลูกทำอะไรไม่ถูกไม่ควร

แต่อย่าใจเย็นจนมองไม่เห็นว่าลูกทำอะไรไม่ดีไม่งามไปบ้าง เพราะจะทำให้ลูกได้ใจ และ ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด


6. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน

จำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก เพื่อให้ลูกเกิดความนิยม นับถือ และปฏิบัติตาม สิ่งใดที่พ่อแม่สอนลูกว่า ควรประพฤติปฏิบัติ สิ่งนั้น ต้องเป็นสิ่งที่พ่อแม่เองก็ทำอยู่เป็นประจำ สิ่งใดที่พ่อแม่ห้ามลูกกระทำ สิ่งนั้น พ่อแม่ต้องไม่กระทำด้วย

ถ้าจะสอนให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล พ่อแม่ก็ไม่ควรแสดงความเจ้าอารมณ์ให้ลูกเห็น ถ้าจะสอนให้ลูกรู้จักประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย พ่อแม่ต้องเป็นคนรู้ค่าของเงิน ใช้จ่ายเงินทองอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยให้ลูกเห็นก่อน

พ่อแม่เองควรรักกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน แบ่งหน้าที่กันทำ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน พูดจากันอย่างมีเหตุมีผล จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นได้ทุกวัน และลูกจะเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่


ขอให้พ่อแม่ทุกท่าน มีลูกที่รักดี สนใจศึกษาเล่าเรียน ใฝ่หาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต รู้จักกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ ไม่นำเรื่องเดือดร้อนรำคาญใจมาสู่พ่อแม่ เป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีเหตุผล เป็นตัวของตัวเอง นำแต่ความสุขความชื่นใจมาสู่พ่อแม่ และ เป็นที่น่าภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล

-----------------------------------------------
ขอขอบคุณ

http://www.oknation.net/blog/pimahn

No comments: