Thursday, March 1, 2007

เป็นดารา นักร้อง นักแสดง ดีจริงหรือ...

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ บรรทัดที่ ๗๗๖๘ - ๗๘๒๒. หน้าที่ ๓๓๖ - ๓๓๘. http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=18&A=7768&Z=7822&pagebreak=0


เรื่องตาลปุตตสูตร ว่าด้วยปัญหาของนักเต้นรำชื่อว่าตาลบุตร
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถานใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นพ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์ และโบราณจารย์ก่อนๆ กล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะรื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง กลางสถานเต้นรำ กลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัสอย่างไรพระเจ้าข้า "

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "อย่าเลยนายคามณี จงหยุดคำถามนี้เสียเถิด ท่านจงอย่าได้ถามคำถามนี้กับเราเลย"

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ทำให้พ่อบ้านหัวหน้านักเต้นรำเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก จึงได้พยายามถามเป็นครั้งที่ 2 แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างเดิม พ่อบ้านก็คะยั้นคะยอถามเป็นครั้งที่ 3
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ดูก่อนนายคามณี เราคงจะห้ามท่านเกี่ยวกับคำถามข้อนี้ไม่ได้แล้ว เอาละเราจะพยากรณ์ให้ท่านทราบ "
ดูก่อนนายคามณี
เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ อันมีกิเลสเป็นเครื่องผูกราคะ โทสะ โมหะเข้าไว้ ซึ่งนักเต้นรำเป็นผู้ที่รวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ยิ่งจะทำให้สัตว์โลกเหล่านั้นมีความกำหนัดมากยิ่งขึ้น
นักเต้นรำนั้นตนเองก็เป็นผู้มัวเมาประมาทอยู่แล้ว และยังตั้งอยู่ในความประมาทอีก เมื่อแตกกายตายไป เขาย่อมบังเกิดในนรกที่ชื่อว่าปหาสะ
อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะรื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด
"ดูก่อนนายคามณี เราขอกล่าวคติสองอย่างคือ ผู้มีความเห็นผิดจะต้องไปเกิดในนรก หรือกำเนิดเป็นสัตว์เดรัชฉาน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง"

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรก็ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพราก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนนายคามณี เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า อย่าเลย ให้หยุดคำถามนี้เสียเถิด อย่าถามคำถามนี้กับเราเลย"

ตาลบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้กับข้าพระองค์หรอก แต่ที่ข้าพระองค์ร้องไห้นั้นด้วยความเสียใจว่าได้ถูกนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์ และโบราณจารย์ก่อนๆ ล่อลวงให้หลงเสียนานว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะรื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืด ด้วยความหวังว่าคนมี่จักษุจะมองเห็นได้"ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ คือที่พึ่งอันสูงสุด ข้าพระองค์พึ่งขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า"

เมื่อนายตาลบุตรผู้เป็นพ่อบ้านนักเต้นรำอุปสมบทได้ไม่นาน ก็ได้หลีกออกจากหมู่ อยู่ลำพังแต่ผู้เดียว ประพฤติไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่น ในที่สุดพระตาลบุตรก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายนั่นเอง

ประวัติของนายบ้านนักเต้นรำตาลบุตร

ชาวบ้านเล่ากันมาว่า
นายบ้านนักฟ้อนรำคนนั้นมีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หลุดจากขั้ว ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่าตาลบุตร นายตาลบุตรผู้นี้ถึงพร้อมด้วยบุญเก่า ได้บังเกิดในตระกูลนักฟ้อนรำ พอเจริญวัยก็มีความสามารถเป็นยอดด้านนาฏศิลป์ ศิลปะฟ้อนรำ มีชื่อกระฉ่อนไปทั่วชมพูทวีป เขามีเกวียน 500 เล่ม มีหญิงแม่บ้านคนรับใช้ 500 คนเป็นบริวารและมีภรรยาจำนวน 500 คนเช่นกัน เขาจึงพรั่งพร้อมไปด้วยผู้หญิง 1000 คนและเกวียน 1000 เล่ม เมื่อเขาไปอยู่ในนครใดก็ตาม จะมีประชาชนในนครนั้นๆ พากันให้ทรัพย์แก่เขาหนึ่งแสนก่อนเลยทีเดียว และเมื่อเขาแต่ตัวขึ้นแสดงมหรสพพร้อมด้วยหญิง 1000 คนเมื่อใด ประชาชนที่มาดูเขาแสดงต่างก็โยนเครื่องประดับมือประดับเท้าเป็นต้นให้แก่เขา เพื่อเป็นการตบรางวัลและพวกชาวบ้านก็จะโยนทรัพย์สินให้เขาอย่างไม่ขาดสายในเวลาที่เขาทำการแสดง

คำอธิบาย

การแสดงมายากลต่างๆ นั้นเป็นปัจจัยยั่วกิเลสของมนุษย์เช่นกัน ทำให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ
ธรรมดานรกที่มีชื่อว่าปหาสะนั้น มิได้เป็นนรกที่เกิดขึ้นอยู่อย่างเอกเทศแต่เป็นส่วนหนึ่งของอเวจีมหานรกนั่นเอง ในที่นั้นพวกสัตว์นรกทั้งหลายจะพากันขับร้องบ้าง ฟ้อนรำบ้าง อยู่ในเปลวไฟแห่งนรก และพากันหมกไหม้อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหมดกรรมอย่างน่าเวทนา
นึกถึงแม่ค้าขายปลาคนหนึ่งในตลาดสด เธอเป็นผู้หญิงอายุสักยี่สิบกว่าๆ เมื่อมีคนมาสั่งปลา เธอก็รีบจับปลาแล้วใช้สันมีดทุบลงไปที่หัวปลา ซึ่งปลาก็จะดิ้นด้วยความเจ็บปวด เมื่อปลาตาย เธอก็ขอดเกล็ดปลาและตัดเป็นชิ้นๆ จนเรียบร้อย เรารู้สึกสงสารเธอ เพราะเธอเป็นคนเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนที่มาซื้อปลาทุกคน ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนดีๆอย่างนี้เมื่อตายไปจะต้องดิ่งลงอเวจีมหานรก ซึ่งเป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด โดยอาจจะไม่ได้รับการไต่สวนจากนรกยมโลกเลย เพราะบาปที่ทำนั้นจัดว่าหนักหนามาก แต่ถ้าสำหรับคนในสังคมนั้นถือว่าเธอเป็นคนดี เพราะไม่ได้เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร
แต่สำหรับกฎของธรรมชาติแล้ว ถือว่าเป็นความโหดร้ายสำหรับเธอที่สุด แต่เมื่อมาคิดอีกทีแล้ว กฎของธรรมชาตินั้นไม่ได้โหดร้ายอะไรเลย แต่อวิชชาหรือที่เรียกว่าความไม่รู้ต่างหากที่โหดร้ายเหลือเกิน มันจะไม่ละเว้นใครเลย เพราะว่ามันจะครอบงำในจิตใจของคนคนนั้นให้ทำในสิ่งที่ตนคิดว่าดีคิดว่าถูก โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องตามกฎของธรรมชาติหรือไม่

น่าเห็นใจนักแสดงทั้งหลาย เพราะท่านเหล่านั้นได้ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี อย่างเช่นการร้องไห้ ถ้าร้องไม่ออกก็จะต้องพยายามร้องให้ได้ ซึ่งเจตนาของเขานั้นก็เพื่อทำให้คนดูมีความสุขความพอใจในการแสดงของเขา แต่กฎธรรมชาติไม่ละเว้นให้กับเจตนาที่ดีอย่างนี้เลย

No comments: